Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
17 สิงหาคม, 2562, 21:45:13

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ปัญญาวิมุติ  (อ่าน 168 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 3,139
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 12 มีนาคม, 2562, 06:58:29 »


เรื่อง "ปัญญาวิมุตติ รู้แจ้งในธาตุ ๔ ขันธ์ ๕"

"ชีวิตนี้จะอยู่เฉพาะลมหายใจเข้า หายใจออก อยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น ให้กำหนดจำกัดลง อนาคตยังไม่ได้ไปถึง มันก็ยังไปไม่ถึง ไม่ต้องไปคำนึงหา การงานอะไรที่ทำล่วงมาแล้ว ผิดหรือถูกมันได้ล่วงมาแล้ว ไม่ต้องไปคำนึงหา"

"เราต้องกำหนดรู้เฉพาะปัจจุบันเท่านั้น คือ การทำสมาธิ สำคัญอยู่ที่สติ ขอให้ได้จดจำเอาไว้ให้ดี สติแปลว่าความระลึกได้ คือระลึกเข้าไปในจิต อย่าให้มันระลึกเฉไปทางอื่น จิตที่ตั้งมั่นอยู่ไม่ได้เพราะมันขาดสติ หากสติไม่ได้เข้าไปควบคุมอยู่ใกล้ชิด สตินั้น จะระลึกออกไปทางอื่น ห่างออกไปจากจิต"

ขอให้สติมันเข้มแข็งเสียอย่างเดียว หายใจเข้ากำหนดรู้ หายใจออกกำหนดรู้ อยู่ในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดลมหายใจเข้าออก เพ่งกำหนดรู้แต่ลมหายใจเข้าออก ความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ มันจะค่อยเบาไปๆ หมดไปโดยลำดับ

เพราะจิตไม่ส่งเสริม จิตมาคอยจ้องอยู่เฉพาะลมหายใจ แต่จิตไม่ส่งเสริมความคิดเสียแล้ว ทีนี้จะคิดดีคิดชั่วอย่างไร ในขณะปล่อยทิ้งไม่ใช่เวลาคิด เวลาสงบ เวลาเพ่ง เวลากำหนดรู้ ไม่ใช่เวลาคิด ให้มีสติเตือนจิตอย่างนี้เสมอไป จิตเมื่อถูกสติเตือนเข้าบ่อยๆ มันรู้ตัว รู้ตัวแล้วมันคลาย มันปล่อยวางอารมณ์ไม่ส่งเสริม ไม่คิดไม่ปรุงไปอีก

"เรื่องสมาธินี่ สำคัญมากทีเดียว เรื่องปัญหานั้นมันเกิดจากสมาธิ ดังนั้น เมื่อเราไม่สามารถจะทำสมาธิให้บังเกิดได้ ปัญญามันก็เกิดไม่ได้ ปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาที่เกิดจากสมาธิ ปัญญาที่เกิดจากสมาธินี้เป็นปัญญาที่รู้แจ้งในธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ในนามในรูปไม่ปรารถนารู้อย่างอื่น"


(คติธรรม หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)




ท่านดื่มด่ำในการภาวนามาก ท่านใช้คำบริกรรม "พุทโธ" อย่างเดียว มิได้ใช้ "อานาปานสติ" หรือกำหนดลมหายใจ เข้า-ออก ควบคู่กับพุทโธเลย สิ่งที่ไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น สิ่งที่ไม่เคยรู้ ก็ได้รู้ สิ่งที่เป็นอสาธารณแก่ปุถุชนธรรมดา ก็กลับปรากฏขึ้น เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง... !
ท่านเล่าว่า
 จิตของท่านรวมลงสู่ความสงบได้โดยง่ายมากและเกิดความรู้พิสดาร การนี้เริ่มปรากฏแก่ท่าน ตั้งแต่ขณะที่ท่านยังเป็นสามเณรอยู่ ท่านสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่แปลกลึกลับได้ดี
 เกินกว่าสายตามนุษย์สามัญจะรู้เห็นได้ ได้ล่วงรู้ความคิดความนึกในจิตใจของผู้อื่น ไม่ได้นึกอยากเห็น ก็เห็นขึ้นมาเอง ไม่ได้นึกอยากรู้ ก็รู้ขึ้นมาเอง รวมทั้งการรู้เห็นสิ่งแปลก ๆ เช่น พวกกายทิพย์ คือ เทวบุตร เทวธิดาอินทร์พรหม ยม ยักษ์ นาค ครุฑ ...หรือ การรู้วาระจิตคนอื่น ที่เขาคิด เขานึกอยู่ในใจก็สามารถได้ยินชัด...
สิ่งเหล่านี้...แรก ๆ ท่านก็ทั้งตกใจ ทั้งประหลาดใจ
 แต่เมื่อเป็นมาระยะหนึ่ง ก็ได้รู้ว่า อะไรคือความจริง
 อะไรคือภาพนิมิตก็ระงับสติได้ มีสติว่านี่เป็นเรื่องพิสดาร
 แต่ ไม่ควรจะให้ความสนใจมากนัก นี่เป็นเหตุหนึ่ง
 ที่เมื่อได้บวชเป็นภิกษุแล้วท่านก็บากบั่นมุ่งมั่นต่อไป
 ในแดนพุทธาณาจักรอย่างไม่ย่อท้อ ครูบาอาจารย์ก็ช่วยให้ความมั่นใจว่า เมื่อท่านเป็นผู้มีนิสัยวาสนาทางนี้แล้ว
 ก็ควรจะเร่งทำความพากความเพียรต่อไป
 ไม่ควรให้ความสนใจ ต่อสิ่งที่เป็นเหมือน"แขกภายนอก"เหล่านี้
 อย่านึกว่าตนเป็นผู้วิเศษ ผู้เก่งกล้าอะไร ผู้ใดมีวาสนาบารมีสร้างสมอบรมมาอย่างไร ก็จะเป็นไปอย่างนั้น เปรียบเสมือนการปลูกต้นผลไม้ หากเราเอาเมล็ดมะม่วง มาเพาะ ปลูก ลงดิน
 รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นไม้นั้นไป วันหนึ่งก็จะออกดอกออกช่อให้ผลเป็นมะม่วง จะกลายเป็นมะปรางหรือมะไฟ
 ก็หามิได้หรือ ผู้ที่ไม่เคยเพาะเมล็ดมะม่วง ไม่เคยปลูกมะม่วง
 แต่จะนั่งกระดิกเท้ารอ ให้เกิดต้นมะม่วง
 มีผลมะม่วงขึ้นมาเอง ก็ไม่ได้เช่นเดียวกันท่านเป็นผู้มีวาสนาบารมีธรรม สร้างสมอบรมมาแต่บรรพชาติ จิตจึงเกรียงไกร มีอานุภาพ แต่ก็ควรจะประมาณตนอยู่ เพราะ ความรู้สิ่งเหล่านี้
 ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง ของผู้กระทำความเพียรภาวนา
 นักปราชญ์จะไม่มัวหลงงมงาย อยู่กับความรู้ภายนอก อันเป็นโลกียอภิญญา จุดหมายปลายทาง ของปวงปราชญ์ราชบัณฑิตนั้นอยู่ที่ การกำจัดอาสวกิเลส ที่หมักดองอยู่ในกมลสันดานของเรา ให้หมดไป สิ้นไป โดยไม่เหลือแม้แต่เชื้อต่างหาก

คำสอนหลวงปู่ชอบ ฐานสโม.






เรื่อง "ยามเกิดอุปสรรคขัดข้อง ให้นึกถึงบุญบารมี"

พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย ตามตำรา ท่านแสดงไว้

 เวลาท่าน ไปเกิดอุปสรรค ความขัดข้องขึ้นในชีวิต อย่างใดอย่างหนึ่ง ครั้งใด ครั้งหนึ่งอย่างนี้ ท่านจะอธิษฐานใจ ถึงบุญญาบารมี ที่ท่านได้สร้างสมอบรมมาเลย ท่านไม่ได้อธิษฐาน นึกถึงพระอินทร์พระพรหม พระยมบาล อะไรต่ออะไร ให้มาช่วยเหลือตนน่ะ ท่านไม่ได้นึกหรอก ท่านนึกถึง “บุญบารมี” นู่น

แล้วบุญบารมีนั้น หากไปเตือนใจ พระอินทร์ พระพรหม ให้มองด้วยทิพยเนตรลงมา เห็นพระองค์ท่าน กำลังได้ประสบอุปสรรค ความขัดข้องอย่างนั้น ๆ นั่นแหละ พระอินทร์ ถึงจะลงมาช่วย ให้เข้าใจอย่างนั้น

คนส่วนมาก มันไม่เข้าใจอย่างว่านี่นะ พอตนได้ประสบความอุปสรรคขัดข้องภัยพิบัติอะไรมาแล้ว ไปนึกถึงอินทร์ ถึงพรหม นู่นทันทีเลย นึกถึงเทวดา อินทร์ พรหม นู่น นั่นแหละ แทนที่ จะมานึกถึงบุญกุศล ความดีที่ตนได้กระทำมา หรือ ว่านึกถึงคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ที่ตนได้นับถือเลื่อมใส เคารพกราบไหว้บูชาอยู่เรื่อยมาอย่างนี้ไม่ ไม่นึกแล้ว

อันนี้ ให้พึงพากันรู้ไว้ นึกอย่างนั้น ไม่ถูกทางหรอก พญาอินทร์ก็ไม่รู้นะ พญาอินทร์ไม่รู้หรอก นึกเพียงแค่นั้นน่ะ ต่อเมื่อพญาอินทร์ จะรู้ได้ เมื่อผู้นั้นมานึกถึงบุญถึงกุศล ที่ตนได้บำเพ็ญมา ถ้าบุญกุศลของตน มันมากพอ มันก็จะไปทำให้แท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ของพญาอินทณ์นั้น แข็งกระด้างขึ้น

แล้วบัดนั้น พญาอินทร์ ก็รู้ได้เลยว่า เอ๊ะ มันต้องมีเหตุอันหนึ่งในมนุษยโลกนี้ อย่างนี้นะ ก็เล็งทิพยเนตรลงมา ก็เห็นเลย ผู้ใดมีบุญวาสนา ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับพญาอินทร์แล้ว พญาอินทร์ก็รู้ได้เลย เป็นอย่างนั้น

เมื่อพญาอินทร์รู้ได้อย่างนั้นแล้ว พญาอินทร์ก็ลงมาช่วย อันนี้นับว่าเป็นสิ่งที่บุคคลมองเห็นได้ยาก


(คติธรรม หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: