Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 มีนาคม, 2562, 15:05:53

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ความสุขใดๆ  (อ่าน 106 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 3,021
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 10 มกราคม, 2562, 07:31:11 »


เรามาบวชนี่ เราไม่ได้ศรัทธาอะไรมากมายนะ ไม่ได้ตั้งใจจะบวชถึงขนาดนี้ ก็เหมือนทั่ว ๆ ไปนั่นแหละ ตอนนั้นเราอยู่กรุงเทพ โยมพ่อโยมแม่โทรเลขไปว่าให้มาบวช หมู่เพื่อนเขาบวชกันหมดแล้ว เหลือแต่มึงคนเดียว ต้องมาบวชให้ได้ ความรู้สึกเรา เราไม่อยากบวช เพราะเราเห็นนักบวชแล้วเราไม่ชอบ เราอยู่กรุงเทพเราก็เห็น ตื่นเช้ามาก็มาขอเขากินทุกวัน เราก็นึกในใจว่าพวกนี้ไม่มีอะไรเลย มาขอเขากินไปวัน ๆ อย่างนี้เหรอ เราไม่อยากใช้ชีวิตแบบนี้ ไม่อยากเข้ามาใกล้เลย แต่ทีนี้บวชด้วยความถูกบังคับ ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา

พอมาบวชแล้วก็ตั้งใจว่าจะบวชพรรษาเดียว พอออกพรรษาก็อยากสึก แต่เราไม่อยากกลับบ้าน ก็เลยคิดว่าจะต้องไม่สึกที่บ้านตัวเอง มาคิดว่าประเทศไทยมี ๗๒ จังหวัด ก็เลยเขียน ๗๒ จังหวัดใส่บาตร แล้วเขย่า ๆ หลับตาไปจับได้จังหวัดเชียงใหม่ ก็พูดกับเจ้าของเลยว่า จะไปสึกที่เชียงใหม่เลยเหรอ เอ้า จะไปสึกที่เชียงใหม่ก็ยอม แต่การไปของเรา เราจะไม่นั่งรถไป เราจะธุดงค์ไป ยังไม่เคยธุดงค์กับเขาสักที เขาบอกว่าเดินธุดงค์ต้องไม่ใส่รองเท้า เดินสะพายบาตรแบกกลด แล้วก็มีกาน้ำถือไป โดยที่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย เดินไปจนเท้ามีแต่แก้วเต็มไปหมด ก็ทนเดินสู้ไป จนว่ามันไม่ใช่ธุดงค์ น่าจะเป็นถูดงมากกว่า คือถูไถไปเรื่อย

เราก็ไปอยู่ตามป่าตามเขาไปเรื่อย แต่ความเข้าใจไม่มีเลย เหมือนที่เห็นเขาเดินตามถนนหนทาง เราก็เป็นอย่างนั้นล่ะ จนมาเข้าใจว่าเดินอย่างนั้นมันไม่ใช่เดินหาธรรมหรอก มันเดินไปอวดญาติโยมเขา เดินไปดูนั่นดูนี่ เปลี่ยนสถานที่เฉย ๆ ครูบาอาจารย์ท่านเดินธุดงค์ท่านเดินในป่าในเขาโน่น รู้ว่าสถานที่ตรงไหนเป็นที่เร้นลับ พอที่จะทำให้ท่านภาวนาได้หลักได้เกณฑ์ท่านจะไปอยู่ตรงนั้น แต่เรานี่เดินไปเรื่อย ๆ เหมือนเดินอยากให้ไปถึงสถานที่มากกว่า

เดินไป ๑ เดือน ๒๕ วัน ก็ไปถึงเชียงใหม่ ก็ว่าเราจะไปพักตรงไหน ไปตั้งต้นที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ ไปขอท่านพักคืนหนึ่ง สมัยนั้นเราก็ไม่รู้ธรรมวินัยมากมาย เพราะครูบาอาจารย์ที่สั่งสอนก็ไม่มี ความเข้าใจในอรรถในธรรมในปฏิปทาก็ไม่มี ก็ไปทำอย่างกิเลสเจ้าของนั่นล่ะ ในย่ามมีแต่เครื่องรางของขลังเต็มไปหมด แต่ไม่สนใจจะสร้างพระขึ้นมาในหัวจิตหัวใจ

พอมาอยู่ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพคืนหนึ่ง โดนพระเณรด้วยกันขโมยของไปหมด เราก็เลยหมดเนื้อหมดตัว ตื่นเช้ามาก็หมดทางไป เลยมาเดินรอบพระธาตุดอยสุเทพ กราบขอพรท่าน ทำไมตัวเองถึงอาภัพวาสนาขนาดนี้ กราบเสร็จก็ไปยืนจับราวลูกกรง มองลงไปเมืองเชียงใหม่ มันไม่มีที่ไป จะเป็นเดชะบุญยังไงไม่ทราบ มีโยมมาถามว่าท่านจะไปไหน ก็ไม่ทราบจะไปไหนเหมือนกันเพราะถูกขโมยของไปหมดแล้ว ท่านจะไปกับผมไหม ผมจะไปดอยแม่ปั๋งไปกราบหลวงปู่แหวน

โอ้ย พอว่าอย่างนี้แล้ว เราเคยได้ยินนี่ หลวงปู่แหวนท่านเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ได้ท่าเลย ได้ขึ้นรถไปกับเขา จิตมันวาดภาพสถานที่ไว้ พอไปเห็นปุ๊บ โอ้ย คนมากหน้าหลายตา ทุกชาติชั้นวรรณะ ทุกระดับ ไปกราบหลวงปู่แหวนไม่ขาดสายเลย เราเลยทึ่งท่าน ขนาดนี้เลยเหรอ วัดก็สะอาด คนก็มาก มีแต่เป็นระเบียบเรียบร้อย เราก็เลยเข้าไปกราบท่าน พอเข้าไป ปีติมันเกิดหรือยังไงไม่ทราบ น้ำตาร่วงพั่บ ๆ เลย ไม่เคยเป็นนะ ดูท่านแล้ว พอกราบลง มันเย็น น้ำหูน้ำตาร่วง ญาติโยมเต็ม เราก็ไม่ใส่ใจล่ะ ปีตีมันเกิด เราไม่มีครูบาอาจารย์ ได้มากราบไหว้พระอย่างหลวงปู่แหวน เราก็ถือว่าเรามีบุญแล้ว เราคิดอย่างนั้น

พอออกมา มีพระมาถามว่าเรามาจากไหน ก็บอกว่ามาจากอิสาน ท่านก็เลยเมตตาจัดบริขารให้ใหม่ แต่ก่อนเราก็ใช้ของไม่ถูกตามธรรมวินัยเท่าไร ท่านก็เมตตาจัดให้ เอาหนังสือเกี่ยวกับกรรมฐาน โดยเฉพาะหลวงปู่มั่นมาให้ เราอ่านดู เลยอยากใช้ชีวิตแบบพระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ท่านก็แนะนำให้ไปวัด ๆ หนึ่ง จากนั้นก็ไปภาวนาที่นั่นที่นี่ ก็เลยมารู้ว่า ที่เราเคยคิดสมัยแต่ก่อน พระธรรมอยู่ที่ไหนเราไม่เคยเข้าใจ พอมาปฏิบัติ ไปอยู่คนเดียวในถ้ำในป่า ไปทางแม่แตง ผาแด่น วัดเก่าหลวงปู่ชอบ ก็เลยพอรู้รสชาติพระกรรมฐาน ใช้ชีวิตอยู่ทางเหนือสามสี่ปี

จนมีพระองค์หนึ่งท่านพูด ท่านจ้องเวลาเราทำผิด ท่านบอกว่า

"ถ้าท่านทำอย่างนี้ ไปอยู่กับหลวงปู่มหาบัวนี่ท่านก็โดนไล่ อย่างท่านไม่มีทางได้อยู่หรอก"

เขาก็พูดอย่างนี้ เราก็เกิดทิฐิว่า ถ้าเราไม่ได้อยู่ คนอื่นก็ไม่ได้อยู่เหมือนกันล่ะ เลยพูดออกไปเพื่อเอาชนะท่าน สักวันจะไปให้ท่านเห็น แต่เราก็กราบขอบคุณท่านนะ ถ้าไม่ได้ยินคำนี้เราก็ไม่ได้ไปอยู่จริง ๆ

คำสบประมาทนี่ ทำให้คนได้ดีก็มีนะ ทำให้คนได้ไปถึงจุดหมายก็มาก

พระอาจารย์โสภา สมโณ





หนังสือธรรมะที่หลวงพ่อแจกต่างกรรมต่างวาระ บ่แม่นหนังสือบ่มีคุณค่าเด๊ หาซื้อในตลาดบ่มีหนังสือพวกนี้ หาโลด มีแต่หนังสือพิมพ์แจกกันในผู้ใฝ่ในธรรมะ แต่บางคนจะใฝ่หรือบ่ใฝ่ก็บ่ฮู้จังซี่แล้ว พอมาฮอดหลวงพ่อก็แจกดะไป พอแจกไปแล้วได้มาก็โยนไปโยนมา เอาไปเอามาบ่มีผู้อ่านก็ขายเป็นรีไซเคิล ขายเป็นเศษกระดาษ เพราะเหตุใด บ่รู้จักคุณค่า ถิ่ม มลึงตึงนัง ตามที่จริงน่าจะเก็บไว้ พออ่านแล้วก็เก็บไว้หม่องสูง ๆ หม่องหิ้งพระ หม่องเด็กน้อยหยิบบ่ถึง ใส่ถุงพลาสติกซะก่อนจังค่อยเอาไว้ บัดหาที่อ่านเด๊ ช่วงที่ว่าง ๆ ช่วงที่พักผ่อน หรือบ่สบาย เป็นไข้เป็นหวัด บ่ได้ไปทำการทำงาน จังค่อยเอาออกจากถุงพลาสติก มาอ่านมาศึกษาธรรมะ พออ่านแล้วก็เก็บไว้ ผู้จังซั่นแปลว่าผู้รู้จักคุณค่าในหนังสือ

หนังสือนี่มันบ่แม่นหนังสืออ่านแล้วสิม่วนเป็นคำกลอนเอ๊อะเอิงเอย เอ๊อะเอิงเอย บ่แม่นจังซั่นเด๊ พออ่านเข้าไปเป็นเครื่องชี้นำชีวิต ชี้นำทางด้านจิตใจของเฮา เฮามีความคิดจังได๋ พอได้อ่านหนังสือเพิ่นสิบอก คิดจังได๋จะถูกต้อง ทำจังได๋จะถูกต้อง เฮาวางตัวจังได๋จะถูกต้องกับพี่กับน้องกับพ่อกับแม่วงศาคณาญาติ กับญาติมิตรสหาย กับประเทศชาติบ้านเมือง ถ้าอ่านเข้าไปเฮาจะรู้จักวิธีการดำเนินชีวิตของเฮา หนังสือธรรมะเป็นจังซั่น บ่แม่นอ่านแล้วรื่นเริงบันเทิง บ่แม่น แต่ว่าอ่านแล้วสบายใจ รู้จักวิธีการ ให้พวกเฮาศึกษา เก็บไว้ให้ดีเด้อ หนังสือธรรมะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก
 พระธรรมเทศนา “สมัยหลวงพ่ออยู่วัดป่าบ้านตาด”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕





"ไม่มีความสุขใดๆในชีวิตฆราวาส ที่จะไม่มีความทุกข์ที่แทรกซ้อนอยู่ในความสุขนั้นๆ"
คติธรรม
 เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต
 ธัมมวิตักโก ภิกขุ
 วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: