Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 มิถุนายน, 2562, 02:59:29

   

ผู้เขียน หัวข้อ: การทำสมาธิกับความคิด  (อ่าน 165 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 3,085
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 22 ธันวาคม, 2561, 10:15:20 »


- การทำสมาธิ ไม่ใช่ทำเพื่อจะให้เป็นคนไม่มีความคิดในสมอง

- แต่ในทางตรงกันข้าม เราทำสมาธิ ก็เพื่อจะได้ฉลาดในความคิด และเมื่อมีสมาธิแล้ว เราก็สามารถจับประเด็นได้ว่า ความคิดใดคิดด้วยอคติ คิดด้วยกิเลส เมื่อเราสามารถละความคิดอย่างนั้นออกไปได้ ความคิดที่เหลืออยู่ย่อมมีประสิทธิภาพสูง เพราะแม้แต่คนที่คิดเก่ง หรือคนที่มีการศึกษาสูง ก็ยังคิดผิดพลาดพลั้งพลาดได้อยู่บ่อยๆ ก็ด้วยอัตตาตัวตน หรือความอยากดีอยากเด่นเป็นต้น

- ดังนั้นถ้าเราตัดกิเลส ตัดอคติเหล่านี้ออกไปได้ ก็จะมีแต่ดี มีแต่ความเจริญ.

พระอาจารย์ชยสาโร





หลวงปู่ภาวนาวันละกี่ชั่วโมง?

เกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติสมาธิภาวนาของหลวงปู่ เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อหลวงปู่มีเวลาเมื่อใดก็จะเดินจงกรมนั่งสมาธิอยู่ตลอด ในเวลาที่ต้องไปกิจนิมนต์นอกวัด เมื่อหลวงปู่ขึ้นนั่งบนรถเรียบร้อยแล้วก็จะนั่งขัดสมาธิและกำหนดจิตภาวนาทันที บางวันที่กลับมาถึงวัดในเวลาเย็นหรือมืดค่ำหลวงปู่ก็จะเดินจงกรมอย่างน้อย ๒ ชั่วโมงขึ้นไป บางครั้งนานถึง ๕ ชั่วโมง จึงค่อยพักผ่อน หลวงปู่พากเพียรเดินจงกรมเช่นนี้จนชราภาพไม่สามารถเดินได้แล้วการเดินจงกรมจึงยุติลง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ลงต้อนรับปฏิสันถารญาติโยมที่มากราบนมัสการหลวงปู่ ณ วัดเขาสุกิมตามปกติ แต่สิ่งที่ผิดจากปกติคือ ในวันนั้นมีผู้คนที่หลั่งไหลมากันอย่างมาก มองดูแล้วไม่มีที่ท่าว่าจะหมด โยมลูกศิษย์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หลวงปู่ จึงได้แต่คิดในใจว่า

..ถ้าญาติโยมยังมากันไม่หยุดวันนี้หลวงปู่คงไม่ได้บำเพ็ญภาวนาแน่ๆ..

ทันใดนั้นเองหลวงปู่ก็หันไปแล้วตอบความคิดในใจลูกศิษย์ทันทีว่า..

"ลูกศิษย์.. ไม่ต้องห่วงอาตมานะ อาตมาภาวนาทุกลมหายใจ"

อีกครั้งหนึ่ง.. มีพระนักศึกษาที่มาอบรมปฏิบัติธรรม ณ วัดเขาสุกิม ถามหลวงปู่ว่า

"หลวงปู่ภาวนาวันละกี่โมง?"

ซึ่งคำตอบของหลวงปู่ก็คือ

"การภาวนาไม่ต้องนับว่ากี่ชั่วโมง กี่นาที ไม่ต้องนับเที่ยว นับครั้ง การภาวนาทำได้ตลอดเมื่อยังมีลมหายใจ เราไม่ได้ภาวนาเอาชั่วโมง เราภาวนาเอาความสงบ
 ผมนั่งรับแขกผมก็ภาวนา.. ผมจัดเข้าของผมก็ภาวนา.. นั่งรถผมก็ภาวนา.. ทำงานทำการอะไรก็ภาวนาได้"

หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม






เรื่อง "พลังฌาน พลังสติ"

จิต เวลามันจะคิด ปล่อยให้มันคิดไป จะไปไหนช่างมัน เราเอาสติตามรู้ๆๆๆ ไปอย่างเดียว หลักธรรมชาติของมันว่า จิต ถ้ามี สิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก เขาจะเพิ่มพลังงานมากขึ้นทุกที เพราะฉะนั้น ในเมื่อจิตว่าง ว่าง มันก็มีพลังอยู่ทางหนึ่ง เรียกว่า พลังฌาน แต่ถ้าจิตมีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก มันจะมีพลังทางสติ

 พลังฌาน มันไม่เป็นไปเพื่อให้หมดกิเลส
 แต่พลังสติมันทำให้ คนเราหมดกิเลส

เราคิดๆๆๆ จิตที่มันคิดขึ้นมานั่นแหละ จิตที่คิดเอง มันเป็นฉายาแห่งจิตใต้สำนึก ในเมื่อเรามีสติกำหนดรู้ๆๆๆ เมื่อสติมีพลังเข้มแข็งขึ้น จิตใต้สำนึกมันก็ตื่นขึ้นมาทีละน้อยๆๆ เราสามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆได้

สมาธิในฌานสมาบัติ มีแต่สงบนิ่งๆๆๆ ไปจนกระทั่งร่างกายตัวตนไม่มี เรียกว่าสมาธิในฌานสมาบัติ ความคิดความรู้อะไรต่างๆ มันไม่เกิด แต่มันมีแต่ตัวรู้ละเอียดไปเฉยๆ จุดสุดท้ายของมันก็คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ รูปฌาน ตั้งแต่ฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ อรูปฌาน ตั้งแต่อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ อันนี้เป็น "อรูปฌาน"

ผู้สำเร็จฌาน ๑ ถึงฌาน ๔ ตายแล้วไปเกิดเป็นพรหมมีรูป ผู้ที่สำเร็จฌาน ๕ คือ อากาสานัญจายตนะ ไปถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นพรหมไม่มีรูป เขาเรียกว่า พรหมลูกฟัก ไปนิ่งอยู่ในฌานเฉยๆ พระพรหมที่เป็นรูปพรหมยังมีโอกาสไปฟังเทศน์ พระพุทธเจ้าได้ หรือบางทีอาจแสดงปาฏิหาริย์ไปช่วยเพื่อนฝูงที่บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าได้

แต่สมาธิที่เป็นฌานในอริยมรรค-อริยผล ทีแรกเราอาศัย บริกรรมภาวนา พอบริกรรมภาวนา จิตหยุดบริกรรมภาวนา จิตไป นิ่งว่างอยู่เฉยๆ พอนิ่งว่างสักพักหนึ่ง มันก็มีความรู้ผุดขึ้นๆๆๆ อย่างกับน้ำพุ อันนี้เรียกว่า สมาธิมีวิตก วิจาร แล้วก็มีปีติ มีสุข พอ เกิดปีติ เกิดสุข ความคิดยิ่งผุดขึ้นมา เร็วขึ้นๆๆ แล้วมันจะไปถึงจุดๆหนึ่ง จิตหยุดกึกลงไป นิ่ง สว่าง สภาวะทั้งหลายมันจะปรากฏ การเกิด-ดับๆๆ ให้จิตรู้ตลอดเวลา ซึ่งหลวงปู่มั่นท่านว่า "ฐีติภูตัง"


(คติธรรม หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)





โอ้ย__เอาแต่คำดีๆมาพูดมันก็บ่ได้แหล่ว‼
 (จำแต่สัญญามาพูดหรือเปล่า)

ถ้าจะให้มันครบต้องมี_ทาน_ศีล_ภาวนา
 จะเอาแต่ภาวนาอย่างเดียวไม่ได้
มันต้องต่อเนื่องๆกันไป มันต้องมีศรัทธาความเชื่อ ความเชื่อความเลื่อมใสในศีลในธรรม ถ้ามีแต่ความเชื่ออย่างเดียวไม่ลงมือทำมันก็ไม่ได้

(โอ้ย__เอาแต่คำดีๆมาพูดมันก็บ่ได้แหล่ว)

ความดีอยู่ไหน...อยู่ในใจเจ้าของ
 ชั่วอยู่ที่ไหน...ก็อยู่ในใจเจ้าของนั่น
 อยู่รวมนี่หมด อยู่ในใจนี่ล่ะ
 อันนี้ก็เหมือนกัน ทาน ศีล ภาวนา มันต้องมีทานก่อนเป็นขั้นแรก บันไดขั้นต้นต้องมีทาน ที่สองก็ศีลบันไดขั้นที่สอง ที่สามก็ภาวนามันต่อเนื่องกันไป มันเป็นขั้นๆไป

ถ้าไม่มีศีลก็ภาวนามันไม่ได้ เราต้องรวบรวมเรื่อง
 วันนี้เราทำอะไรบ้าง วันนี้เรามีศีลไหม ต้องตรวจดูศีลเจ้าของ ขาดตัวหนึ่งตัวไหน ศีล ๕ ศีล ๘ ขาดตัวไหนให้พิจารณาดู โอ๋...ขาดตัวนั้นๆ ก็สมาทานศีลต่อ
 นั่งภาวนา...ถ้าศีลไม่บริบูรณ์ภาวนาก็ไม่ได้

พระเราก็เหมือนกัน ต้องพิจารณาดูการไปการมา
 การเดิน การทำงานทำทานมีอะไรบ้าง ถ้ามันปลอดภัยมันก็นั่งภาวนาได้ ตรวจดูศีล ตรวจดูทานของเรา ตรวจดูธรรมของเรา เอาแต่ดีอย่างเดียว ทำบุญหรือทำทานไม่ได้ บุญภาวนาได้บุญเยอะไม่เอา มันต้องไต่เต้าไต่เต้ากันไป มีศีล,มีทาน,มีภาวนา เป็นขั้นๆไป ต่อเนื่องกันไป

โอวาทคำสอนหลวงปู่สมภาร ปัญญาวโร
 วัดป่าวิเวกพัฒนาราม อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: