Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 มีนาคม, 2562, 14:40:24

   

ผู้เขียน หัวข้อ: การแผ่เมตตาต้องมีทุกวัน  (อ่าน 127 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 3,021
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 16 ธันวาคม, 2561, 08:45:09 »


การแผ่เมตตาต้องมีทุกวัน เราจะ อะหัง สุขิโต โหมิ นิททุกโข โหมิ อะเวโร โหมิ ก็ได้ หรือ สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน ก็ได้ เมื่อพูดจบแล้วภาษาใจของเราต้องมีอีก นึกในใจว่า ข้าพเจ้าจงเป็นสุข ผู้อื่นจงเป็นสุข ข้าพเจ้าต้องการความสุขอย่างไร ผู้อื่น สัตว์อื่น วิญญาณอื่น ทั่วไตรโลกธาตุ ขอให้มีความสุขอย่างที่ข้าพเจ้าต้องการ อย่างที่ข้าพเจ้าปรารถนา ทุกๆดวงใจ ทุกๆวิญญาณ ด้วยเทอญ กล่าวออกมาจากใจจริงๆ นึกคำนี้ออกมาจากใจจริง

ข้าพเจ้าจะไม่ผูกพยายาทอาฆาตจองเวรกับใครๆทั้งหมดในพื้นปฐพีนี้ เพราะต่างคนต่างก็มีกรรมของใครของเรา เขาก็มีกรรมของเขา เราก็มีกรรมของเรา กรรมดีกรรมชั่วอยู่กับตัวของเรากับตัวของเขาทุกคน แบกกรรมดีกรรมชั่วของใครของเราอยู่แล้ว เราก็ให้อภัยทุกคน ที่ผ่านๆมาแล้วก็ถือว่าผ่านไป เราไม่ถือโทษโกรธเคืองให้กับเขา เขาจะมาถือโทษโกรธเคือง อันนั้นก็สุดแท้แต่ใจของเขา แต่เราก็ไม่ได้สนใจ ไม่ต่อล้อต่อเถียงตอแยกับเขาอีก เราจะอยู่แบบเป็นธรรม

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก





....ชาวพุทธในปัจจุบันอยู่ในขั้นอนุบาลมาก ไปไหนก็เห็นแห่กันไปทำบุญ หิ้วของสังฆทานเหมือนจะบุญมาก แต่ไม่เคยไปรักษาศีล วัดแต่ละวัดก็ว่างเว้น โบสถ์ศาลาแทบจะไม่มีอุบาสกอุบาสิกามารักษาศีลเลย ยิ่งภาวนายิ่งไม่เอา จะมีบ้างก็ที่แห่ไปทำบุญเฉย ๆ
...
บุญในส่วนทานมันเป็นปกติของชาวพุทธอยู่แล้ว แต่บุญรักษาศีล บุญภาวนา นี่ บุญใหญ่ บุญจะเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บุญจะเข้าถึงมรรคถึงผล มันต้องบุญที่เกิดจากจิตตภาวนาเท่านั้น ไม่ใช่จะไปอ่าน ไม่ใช่จะไปฟัง ไม่ใช่จะไปจำธรรมะ ความจำจะมีประโยชน์อะไร มีประโยชน์ก็แค่เอามาเป็นคติเฉย ๆ ความจริงต่างหากที่จะแก้กิเลส ถึงบอกให้พวกเรายกระดับให้ถึงความจริงให้ได้ พวกเราต้องพยายาม อย่าคว้าแต่น้ำเหลว พุทธศาสนาไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่ตุ๊กตา ต้องจริงต้องจัง ถึงจะเข้าสู่ความจริง ถ้าเราเหลาะ ๆ แหละ ๆ ไม่มีวันจะเข้าถึงความจริง คนที่จะเข้าถึงความจริงต้องเป็นคนที่จริงจัง เรามีแต่ความจอมปลอมอยู่ในใจ แล้วจะได้ความจริงได้ยังไง
...
ดูครูบาอาจารย์แต่ละองค์สิ ท่านเดนตายมาแล้วทั้งนั้น ท่านไม่เคยได้อรรถได้ธรรมด้วยความสุขสบายที่ไหน นั่งหามรุ่งหามค่ำ เดินจงกรมตลอดทั้งคืน ไอ้เรานั่งสมาธินิด ๆ หน่อย ๆ ก็บ่นนั่นบ่นนี่ จะทนแค่นี้ก็ทนไม่ได้ เพราะความจริงมันไม่ปรากฏ มีแต่ความจอมปลอม กลัวนั่นกลัวนี่ กลัวยากลำบาก ธรรมถ้าไม่เอาความทุกข์ไปแลก ยังไงก็ไม่ได้ เราจะเอาแต่สบาย จะเอากิเลสไปแก้กิเลสเหรอ มันเป็นไปไม่ได้ ต้องเอาทุกข์เข้าไปสู้ นี่อะไร พอทุกข์เกิดขึ้นก็ พอแล้ว ๆ

...
พระอาจารย์โสภา สมโณ
 ๒๑ มกราคม ๒๕๖๑





มนุษย์ปัจจุบันมี ๙ พันล้านคน เราก็ได้เข้ารอบมาเป็นคนไทย ในจำนวนคนไทยทั้งหมด เราก็มาอยุ่ในกลุ่มที่นับถือพุทธศาสนา แต่แม้ในกลุ่มผุ้นับถือพุทธศาสนาส่วนมากก็ไม่ได้สนใจในพุทธศาสนา บางคนไม่มีศรัทธาเลย ไม่เชื่อบุญ-บาป สมัยนี้ส่วนมาก ปฎิเสธกรรม และผลของกรรม

 แต่เราก็มาอยุ่ในกลุ่มคนที่เชื่อบุญ เชื่อบาป และในกลุ่มคนที่เชื่อบุญและบาป บางคนก็เพียงแต่ทำบุญให้ทาน ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า แต่ยังไม่เข้าถึงการรักษาศีล เขาก็ยังทำบาป ยังฆ่าสัตว์ ยังลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม โกหก ดื่มสุราเมรัย ทั้งๆที่รุ้บุญ-บาปมีจริง อย่างนี้ก็มี

บางคนก็ดีกว่านั้น มีศีลด้วย รักษาศีล ๕ แต่ไม่สนใจธรรมะ ไม่เคยฟังธรรม แต่เราก็ได้มาอยุ่ในกลุ่มคนที่มีศีลและสนใจธรรมะ กลุ่มที่สนใจธรรมะ ชอบฟังธรรม ได้แต่ฟังแต่ไม่สนใจปฎิบัติก็มี

โยมบางคนบางทีฟังธรรมออกอากาศทางวิทยุชื่นชม "โอ้ ดีเหลือเกิน ฟังดี" ถามว่าโยมได้ปฎิบัติหรือเปล่า ไม่ได้ปฎิบัติอย่างนี้ก็มี สนใจฟังแต่ไม่เจริญกรรมฐาน

ส่วนเราก็ได้มาอยุ่ในกลุ่มของคนที่ได้ปฎิบัติกรรมฐานซึ่งมีอยุ่น้อยอยุ่แล้วในโลกนี้ ก็ยังมีคนสนใจแต่ยังไม่มีโอกาสปฎิบัติ เพราะภาระกิจการงาน มีครอบครัว มีอะไรต่ออะไรต้องรับผิดชอบ ไปไหนไม่ได้ จึงไม่ใช่ง่ายที่คนจะปลดภาระ การงานและครอบครัวมาสุ่การเก็บตัวปฎิบัติ

ต้องมีบุญบารมีมากจึงจะผ่านเข้ารอบมาถึงระดับนี้ได้ ถือว่าเป็นการงานที่มีสาระที่สุดของชีวิต..ชีวิตที่อยุ่กับการเจริญสติ เดินอย่างมีสติ นั่งอย่างมีสติ เมื่อมีสติกำหนดลมหายใจนับเป็นลมหายใจที่มีคุณค่ามีสาระ เราหายใจทิ้งมามากแล้ว ขอให้พากันหายใจอย่างมีสติอย่างผู้รู้ เราเคยปล่อยจิตใจเลื่อนไหลไปตามเรื่อง ตามราวมามากแล้ว เรามาเริ่มดูจิต ดูใจ เราเคยเห็น ได้ยิน รุ้รส รุ้กลิ่นมามาก แต่ไม่เคยมีสติรู้ ได้ยินให้มีสติ รู้รสให้มีสติ รู้กลิ่นให้มีสติ ยืน เดิน นั่ง นอน คู้เหยียด เคลื่อนไหว อย่างมีสติ

เป็นชีวิตที่มีสาระที่สุด มีประโยชน์ต่อชีวิตของเรามาก เป็นการสะสมเหตุปัจจัย แม้ว่าเรายังไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน แต่นี้คือการสะสมเหตุปัจจัยต่อมรรคผลนิพพาน เป็นการขัดเกลาอยุ่ทุกขณะทุกวัน
เรื่อง "ผู้เข้ารอบสุดท้าย"
(คติธรรม พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)






" พระโสดานี้เป็นผู้มีศีลโดยหลักธรรมชาติ" โดยไม่ต้องไปรับกับผู้หนึ่งผู้ใดเลย นี่คือ "ท่านเชื่อบุญ เชื่อกรรม เชื่อมรรค ผล นิพพาน เข้าฝังใจแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์ในการจะสร้างกรรม"

พูดง่าย ๆ ถึงไม่บริสุทธิ์ภายในใจ "แต่การสร้างกรรมชั่วนั้นท่านบริสุทธิ์" ท่านไม่ทำเลย พระโสดาขึ้นไป "โสตะแปลว่า กระแสแห่งพระนิพพาน แห่งอรรถแห่งธรรมเข้าถึงใจแล้ว"

"คนที่เชื่อธรรมอย่างถึงใจแล้วนั้น ย่อมไม่ทำความชั่วช้าลามกดังที่เคยทำมา" ตัวเองที่เคยทำมาแล้ว "แต่เวลาจิตใจเข้าถึงอรรถถึงธรรมแล้วมีความขยะแขยงในการทำของตน แล้วต่อจากนั้นก็ไม่ยอมทำอีกเลย"

ดังพระโสดาท่าน "นี่เรียกว่าผู้ถึงธรรม เชื่อบุญ เชื่อกรรม เชื่อบาป เชื่อบุญ เชื่อนรก สวรรค์ นิพพาน" ตลอดถึงเปรตผีประเภทต่าง ๆ ท่านเชื่อตามพระพุทธเจ้าทั้งหมดเลย "นี่เรียกว่าพระโสดา" .. "

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: