Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 ธันวาคม, 2561, 22:34:53

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทำจิตให้เป็นพระ  (อ่าน 65 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,924
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 18 พฤศจิกายน, 2561, 05:44:55 »

"...อย่าไปให้ความสำคัญกับของขลังภายนอก
 ยิ่งกว่าทำจิตของเราให้เป็นพระ
 ตัวเรานั่นแหละเป็นแก้วสารพัดนึก..."
 .
หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร





ภรรยาตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเปรตมาขอบุญขณะสามีเจริญพระกรรมฐาน

"..เวลาทำบุญให้คนตาย เคยพบเห็นบ่อยเวลาพระจะสวดมนต์ ลูกหลานหรือเจ้าภาพก็จะไปเคาะโลงบอก "ฟังสวดมนต์นะ" เวลาพระจะให้ศีลก็ไปเคาะโลงบอก "รับศีลนะ" พอเอาอาหารไปวางก็เคาะโลงบอก "กินข้าวนะ"

ความจริงคนตายแล้วไม่มีสิทธิ์ที่จะกินของที่เอาไปวางให้กิน ผีมีสิทธิ์โมทนาในผลบุญที่มีผู้ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลไปให้เท่านั้น เราจะทำอย่างไรผู้ตายจึงได้รับ ในชาดกมีเรื่องหนึ่งเป็นตัวอย่างคือ มีอุบาสกคนหนึ่งนั่งเจริญพระกรรมฐานในที่สงัด ปรากฏว่าภรรยาที่ตายไปแล้วมาแสดงตัว มีแต่ซี่โครงขึ้นเป็นแถวและผ้าผ่อนท่อนสไบไม่มีนุ่ง ท่านผู้นี้จึงถามว่า "เธอเป็นใคร" ตอบว่า "ฉันเป็นภรรยาของท่านเมื่อตายไปแล้ว อาศัยที่จิตเป็นอกุศล ขณะมีชีวิตอยู่เป็นคนไม่ทำบุญทำทานและก็เป็นคนใจร้าย จึงเป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นเปรต เวลานี้มีความหิวโหยมาก หนาวก็หนาว ร้อนก็ร้อน มีทั้งหนาวและร้อนเพราะไม่มีผ้าปิดกายและหิวอาหารมาก เพราะไม่มีอะไรจะกิน"

ท่านสามีก็บอกว่า "ไปบ้านสิมีของกินมากมาย เลือกกินเอาตามชอบใจเหมือนกับสมัยที่เธอยังมีชีวิตอยู่"
ผีเปรตจึงบอกว่า "สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าท่านจะเอามาวางไว้ในมือของเรา มันก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะว่าเราไม่มีสิทธิ์ที่จะกินที่จะใช้ในวัตถุ"
ท่านสามีจึงถามว่า "ถ้าฉันต้องการจะสงเคราะห์เธอ ทำอย่างไรเธอจึงจะได้ล่ะ"
เธอก็บอกว่า "ขอให้ท่านนำเอาของไปถวายแก่สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านใดท่านหนึ่ง คือต้องการให้มีผ้าก็ขอให้นำผ้าไปถวาย ต้องการให้มีร่างกายสมบูรณ์ ร่างกายเป็นทิพย์ก็นำอาหารไปถวาย และก็อุทิศส่วนกุศลไปให้ฉัน ฉันจึงจะได้"

ท่านสามีจึงนำของไปถวายแด่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา และก็อุทิศส่วนกุศลไปให้เธอ
 พอรุ่งขึ้นอีกคืนหนึ่งเธอก็มาแสดงตนใหม่ตอนที่ท่านสามีนั่งเจริญพระกรรมฐาน มาคราวนี้เป็นนางฟ้าสวยแจ๋ว ใสสว่าง มีวิมานทองคำมาปรากฏชัด
 ท่านสามีจำไม่ได้จึงถามว่า "เธอเป็นนางฟ้าเพราะบำเพ็ญบารมีอะไร ร่างกายจึงประดับประดาไปด้วยเครื่องอาภรณ์อันเป็นทิพย์ สวยสดงดงามมีแสงสว่างไปทั่วทิศ และก็มีวิมานทองคำ"
นางฟ้าองค์นั้นก็ตอบว่า "ท่านจำไม่ได้หรือ เมื่อคืนที่แล้วที่ผ่านมาน่ะ"
ก็เป็นอันว่าผลที่ผู้ตายจะพึงได้รับ ต้องได้จากการโมทนาในบุญกุศลที่อุทิศไปให้ ไม่ใช่ได้จากการไปเคาะโลงหรือได้จากการเอาของไปให้เฉยๆ.."

จากหนังสือตายแล้วไปไหน
 หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง






ในปี 2533 มีสองสามีภรรยา ภรรยาเป็นคนชอบทำบุญศรัทธาครูบาอาจารย์ ฝ่ายสามีไม่มีศรัทธา มาทำบุญกับภรรยาเพราะความจำเป็น ตำหนิครูบาอาจารย์ทุกองค์ ตั้งแต่หลวงตามหาบัว หลวงปู่หลุย หลวงปู่ชอบ

ฝ่ายภรรยาได้อ่านประวัติหลวงปู่ชอบศรัทธามาก จึงให้สามีมาส่งที่วัดป่าโคกมน สามีพามาส่งที่วัดป่าโคกมนถึง 2 ครั้งก็ไม่พบหลวงปู่

 ครั้งที่ 3 สามีจึงพูดกับภรรยาว่า ถ้าไม่เจอครั้งนี้จะไม่พามาอีก ถ้าหลวงปู่เธอเก่งจริงเหมือนในหนังสือก็แสดงฤทธิ์ให้ดูสิ

วันนั้นหลวงปู่ชอบท่านสั่งให้พระเณรขนเสื่อและหมอนเข้าไปนอนในห้องน้ำข้างศาลาโรงรถ (ห้องน้ำหลวงปู่ชอบจะใหญ่ เวลานอนจะเย็น)

ประมาณ 15 นาทีสองสามีภรรยาก็มาถึงวัดป่าโคกมนและเดินมาเคาะห้องเสียงดังก๊อกๆๆ

หลวงปู่ชอบท่านมองไปที่พระและเณรท่านก็ยิ้ม แล้วใช้ผ้าห่มคลุมตัวทั้งหมด

พระจึงเดินมาเปิดประตู สองสามีภรรยาจึงถามพระท่านว่าหลวงปู่อยู่ไหม

พระตอบว่าหลวงปู่นอนเล่นอยู่ในห้องน้ำสองสามีภรรยาจึงขอเข้าไปกราบหลวงปู่ แต่เมื่อเข้ามาในห้องน้ำก็เห็นหลวงปู่นอนคลุมตัวอยู่

จึงสนทนากับพระผ่านไปประมาณ 15 นาที ก่อนจะกลับสองสามีภรรยาอยากเห็นหลวงปู่

พระอุปัฎฐาก(พระดูแล)จึงพูดกับหลวงปู่ว่า ขอโอกาสครับผมโยมอยากเห็นหน้าบ่เคยเห็นครับ

หลวงปู่ท่านก็เงียบไม่ตอบรับ

พระอุปัฎฐาก(พระดูแล)จึงดึงผ้าห่มหลวงปู่ลงมาถึงคอ ก็ไม่เห็นหลวงปู่ เห็นรูปร่างคนในผ้าห่มแต่ส่วนหัวไม่มี

พระอุปัฎฐาก(พระดูแล)จึงนึกถึงคำหลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เคยพูดให้ฟังว่า ท่านเคยขอให้หลวงปู่ชอบหายตัวให้ดู หลวงปู่ชอบเอาผ้าห่มคลุมตัว และหลวงปู่เปลี่ยนดึงผ้าห่มออก หลวงปู่ชอบหายไป เหลือแต่ที่นอนว่าเปล่า

พระอุปัฎฐากจึงคิดว่าหลวงปู่ท่านคงต้องการแสดงฤทิ์กระมังจึงตัดสินใจดึงผ้าลงมาถึงเอวก็ไม่เห็นหลวงปู่อีก เห็นแต่รูปร่างขาแต่ส่วนบนไม่มี

สองสามีภรรยาร้องเสียงหลงตกใจไม่เคยเห็นแบบนี้

พระอุปัฎฐากจึงสินใจดึงผ้าห่มออกทั้งหมด หลวงปู่หายไปเหลือแต่ที่นอนว่างเปล่า

สองสามีภรรยาต่างคนต่างร้องให้ และพระเณรก็ต่างอัศจรรย์ใจ

พระอุปัฎฐากจึงเอามือลูบที่นอน ถามว่ามีใครเห็นหลวงปู่ไหม พระเณรที่นั่งอยู่ตรงนั้นต่างก็แปลกใจหลวงปู่หายไปไหน หรือว่าเดินไปเดินเล่น
 ก็ไม่น่าใช่เพราะหลวงปู่เป็นอัมพฤษเดินไม่ได้

พระอุปัฎฐากจึงเอาห่มคลุมไว้เหมือนเดิม ก็เห็นเป็นรูปร่างหลวงปู่นอนอยู่ ผ่านไปประมาณ 1 นาที หลวงปู่ชอบท่านก็ดึงผ้าห่มลงมาถึงคอและท่านก็ยิ้มให้กับสองสามีภรรยา

สองสามีภรรยาผวาเข้าไปกอดเอวหลวงปู่ชอบต่างคนต่างร้องให้เสียงดัง หลวงปู่ชอบท่านก็ใช้มือลูบหัวศรีษะฝ่ายสามีเบาๆ

และได้สอนสองสามีภรรยาว่า งูเห่าตัวน้อยๆอย่าไปประมาทในพิษมัน เพียงแต่ว่ามันสิกัดหรือบ่กัดท่อนั้น แต่อย่าให้มันกัด บาปกรรมก็คือกัน เห็นพระเณรก็อย่าไปประมาท ถึงแม้พระเณรสิบวชได้มื้อสองมือกะอย่าไปประมาท

ฝ่ายสามีจึงว่า ผมเชื่อแล้วว่าผู้ปฎิบัติธรรมสามารถทำได้จริง ผมได้ประมาทครูบาอาจารย์แต่ภรรยาผมศรัทธา ผมขอขมาหลวงปู่
 หลวงปู่ท่านจึงรับอโหสิกรรม

เมื่อสองสามีภรรยากลับไปแล้วพระอุปัฎฐากจึงถามหลวงปู่ชอบว่า ทำไมหลวงปู่ถึงได้แสดงฤทธิ์

หลวงปู่ตอบว่า คนบางคนต้องใช้ฤทธิ์เดชเพื่อดึงศรัทธาเพื่อปราบทิฎฐิมัน ฤทธิ์ของพวกนี้ไม่ใช่ของที่จะมาทำอวดโลก แต่ว่าทำเพราะว่ามีเหตุและผลเพื่อโปรดคนนั้นนั้นโดยเฉพาะ

ตั้งแต่นั้นมาสองสามีภรรยาก็เข้าวัดประจำ

โอวาทธรรม  หลวงปู่ชอบ  ปราบมิจฉาทิฎฐิด้วยฤทธิ์




"เรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนี้ เราต้องใจเย็น คอยดูผลตลอดชีวิต อย่าดูในระยะสั้นๆ ต้องดูไปเรื่อยๆ ในระยะยาว อย่าใจร้อน"
หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม






.....คนอื่นจะพูดอย่างไร จะดีจะชั่วก็ช่างหัวมัน แต่เราต้องตั้งมั่นในความดี เครดิตเราก็ดี เราไม่ใช่เรียนปริญญาทางโลกอย่างเดียว เราต้องมีปริญญาทางจิตใจ ยิ่งเรียนมาก ยิ่งเสียสละมาก ทำอย่างนี้เรียกว่า "ปฏิบัติธรรม"....

______________________________

คัดลอกมาจากหนังสือเกสรธรรม : หน้าที่ ๑๒๙
หลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม
วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม บ้านบุเจ้าคุณ ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: