Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 พฤศจิกายน, 2561, 06:30:48

   

ผู้เขียน หัวข้อ: อยากพ้นทุกข์  (อ่าน 57 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,894
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 21 ตุลาคม, 2561, 04:29:06 »


"การที่เราต้องการอยากจะพ้นทุกข์
 เราต้องเข้าหาทุกข์ ถ้าเรากลัวทุกข์
 เราก็พ้นทุกข์ไม่ได้"
 หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ




"เมตตาธรรม เป็นคุณธรรม
 ที่สามารถตัดห่วงโซ่ แห่งเวรกรรมได้

เมื่อมีผู้ใด กระทำสิ่งที่น่าเจ็บใจ
 หรือสิ่งที่ไม่ชื่นชอบแก่เรา
หากเรามีเมตตาพอ
 เราก็ให้อภัยเขาได้

ไม่ผูกโกรธต่อเขา
 เราก็จะไม่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเขา
 เมื่อเราไม่มีความคิดแก้แค้น
 เวรทุกอย่าง ก็สิ้นสุดลง"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ




...สังขารคือความคิดปรุงแต่ง
 ในขณะหนึ่งจะคิดได้เรื่องเดียว
 จะคิดทางกิเลสก็ได้ ทางธรรมะก็ได้
 ทางที่ไม่ใช่กิเลสหรือธรรมะก็ได้
.
ดังที่พระท่านสวดในงานศพว่า
 กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา
 ท่านหมายถึงสังขาร ความคิดปรุงแต่ง
 ที่คิดปรุงแต่งไปทางกุศลก็ได้ อกุศลก็ได้
 หรือไม่ใช่กุศลหรืออกุศลก็ได้
.
ครูบาอาจารย์พยายามสั่งสอนพวกเรา
 ให้คิดไปทางกุศล เช่นให้คิดแต่คำว่าพุทโธๆ
 เพราะคิดแล้วใจไม่ร้อน คิดแล้วเย็นสงบ
 ถ้าปล่อยให้คิดตามประสาของพวกเรา
 จะชอบคิดไปทางกิเลส .
 ...................................
 .
คัดลอกการแสดงธรรม
 ธรรมะบนเขา 25/12/2551
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี




"เราได้เกิดร่วมในศาสนาของพระพุทธเจ้า พุทธชยันตี ก็คือ การที่พระพุทธเจ้าชนะมาร ราคะ โทสะ โมหะ นั่นเอง พุทธคือจริง จริงคือพุทธ สัจธรรม คือจริง การหาสัจธรรมต้องกล้าทำ อาตมาอยู่ป่าครั้งแรกก็กลัว แต่ก็อยู่คนเดียวได้โดย อธิษฐานว่า เข้าพรรษานี้ถ้า ครบขอให้สำเร็จธรรม ก็ผ่านมาได้เพราะความกล้า และอีกครั้งหลวงปู่ชอบจะลงเขา จากไปธุระของท่าน ท่านก็อธิษฐานขออยู่พรรษาองค์เดียว และว่า..."ขอนิพพานมันซะที่นี่เลย" หลวงปู่ฯ เคยนิมิตร เห็นพระพุทธเจ้า ทั้งลืมตาอยู่ นี่พระพุทธเจ้าเดินเข้ามาพร้อมบาตรใบใหญ่ แล้วท่านก็นิมิตร ต่อว่าท่านโดดลงไปในบาตร ถวายทั้งตัวให้กับพระพุทธเจ้าไป ท่านบอกนี่เป็นการถวายที่ดีที่สุด.."
หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต




หลวงปู่บอกว่า ตอนที่พระเทศน์สอน และนำปฏิบัติภาวนานั้น เทวดาทั้งหลายก็จะลงมาฟังและร่วมปฏิบัติภาวนาด้วยเช่นกัน เทวดานั้นมี “สังขาร” เช่นเดียวกับมนุษย์ ทั้งอสุรกาย สัตว์ ยักษ์ มนุษย์ เทวดา ไปจนถึงพรหม สรรพสิ่งที่เวียนวนอยู่ในวัฏสงสาร ก็ล้วนแต่มี “สังขาร” ทั้งสิ้น

“สังขาร” หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือ “การปรุงแต่งของจิต” คำเทศน์ของหลวงปู่ชี้ชัดว่าในสังสารวัฏตั้งแต่ชั้นล่างสุดถึงชั้นบนสุด ทุกระดับชั้น ระดับจิต ก็ล้วนแล้วแต่มีการปรุงแต่งในจิตทั้งสิ้น จะปรุงแต่งแบบหยาบ (เป็นกาย เป็นธาตุขันธ์) หรือปรุงแต่งแบบละเอียด (เป็นอรูป) จะปรุงแต่งไปโดยอกุศล (นรก เดรัจฉาน) หรือ ปรุงแต่งไปโดยกุศล (สวรรค์) ก็ยังเป็นการปรุงแต่ทั้งสิ้น

พูดง่ายคือ “ไม่มีสภาวะจิตใดที่ไม่ปรุงแต่ง เว้นจากจิตแห่งอริยะบุคคล”

หลวงปู่บอกว่า การทำให้เราเท่าทันและพ้นไปจากอำนาจการปรุงแต่งของจิต ตัดวงจรแห่งความทุกข์ และการเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นมีเพียงการภาวนาเท่านั้น จะเป็น ๑ ชม. จะได้ครึ่งชั่วโมง หรือทำได้แค่ ๑๐-๑๕ นาที ก็ต้องเพียรพยายามที่จะทำให้ได้ นั่นคือความเมตตามากล้นของหลวงปู่บุญฤทธิ์ต่อศิษยานุศิษย์ ซึ่งแม้กายสังขารท่านจะเป็นไปตามปัจจัยของความชรา แต่จิตท่านยังตั้งมั่น มีกำลังมั่นคงและเปี่ยมด้วยธรรมบารมี

จากบันทึกคำสอนของท่านเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๒ ซึ่งท่านได้สอนภาวนาครั้งสุดท้ายเรื่อง “สังขาร”
"#แม้พรหมก็ยังมีสังขาร" คำเทศน์สอนครั้งสุดท้ายของ หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: