Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
15 พฤศจิกายน, 2561, 18:19:33

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทำจิตให้สงบ  (อ่าน 54 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,891
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 14 ตุลาคม, 2561, 05:34:17 »


"มีธรรมะมาฝาก ให้นำไปปฎิบัติ วันละหนึ่งบทธรรม

...แต่ถ้าได้ฝึกทำใจทำจิตให้สงบ ให้ตั้งมั่น ให้เป็นเหมือนกับก้อนหินแล้ว เวลามีอารมณ์อะไรต่างๆ มากระทบ ผ่านทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ทางเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็จะไม่มีอาการสะทกสะท้าน ไม่มีอาการยินดียินร้ายกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมากนัก อาจจะมีบ้าง เพราะยังไม่มีปัญญารู้เท่าทันนั่นเอง แต่จะไม่เหมือนกับในขณะที่ไม่มีสมาธิ

แต่ถ้ามีปัญญารู้เท่าทันแล้ว รับรองได้ว่า ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มากระทบกับจิต จะไม่ทำให้จิตมีอารมณ์ตอบโต้ มีความทุกข์เกิดขึ้นมาได้ เพราะมีปัญญารู้ทัน รู้ว่าเป็นไตรลักษณ์นั่นเอง รู้ว่าเป็นของไม่เที่ยง รู้ว่าเป็นของที่ควบคุมไม่ได้ บังคับไม่ได้ รู้ว่าถ้าไปยินดียินร้าย ก็จะต้องทุกข์กับสิ่งนั้นๆ ดังนั้นเวลามีอารมณ์อะไรมากระทบกับจิต จะเป็นด้านที่ชอบ หรือด้านที่ไม่ชอบก็ตาม ถ้ามีปัญญาแล้วจะไม่ไปเกี่ยวข้องด้วย.

....................................

.
คัดลอก(กำลังใจ 11) กัณฑ์ที่ 164
ธรรมะบนเขา 24/4/2556
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวราามฯ ชลบุรี





ในช่วงฤดูก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่ก็เดินทางไปพร้อมคณะ ซึ่งในนั้นก็มีโยมพลอยที่เป็นเณรพลอยที่เคยถวายผ้าสบงหลวงปู่ขาว และปีต่อมาก็ได้บวชเป็นพระอยู่อุปัฏฐากหลวงปู่มั่น 15 พรรษา อยู่ดีๆก็คิดอยากจะสึก สมัยนั้นเป็นสงครามโลกก็เลยไปกราบลาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นก็เลยว่า...เอ้อสึกซะ เจ้ายังมีภาระทางโลกอยู่ แต่ถ้าเป็นองค์อื่นไม่ได้น่ะ!! ไปขอลาสึกนี่ ท่านดุเหมือนเสือเลยหลวงปู่มั่นนี่ แต่พอพระพลอยไปขอกราบลาสึกเท่านั้นแหละ หลวงปู่ผมจะมาขอลาสึก หลวงปู่มั่นท่านก็ว่า "เอ้อสึกซะ เจ้ายังมีภาระทางโลกอยู่" หลวงปู่มั่นท่านก็อนุญาตให้สึก. พอสึกออกมาแล้วนั้นน่ะ กลับไปบ้านเขาตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านอีก เขาเลยให้จารพลอยนี้ไปอยู่หอคอยอยู่เวรอยู่ยาม คอยดูคนจะไปจะมาอยู่ 7 ปี

พอสงครามสงบก็เลยกลับบ้านได้ ชาวบ้านก็เลยให้จารพลอยไปแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอายุเป็นรุ่นน้องจารพลอยอยู่สองสามปี พอแต่งกันก็เลยไปอยู่ที่นา ครองฆารวาสมีลูกมีเต้าธรรมดาเหมือนกับเรานี่แหละ แต่เป็นคนที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติเหมือนเป็นพระ ไปทำบ้านอยู่ที่นาไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน ไปทำทางจงกรม กลางคืนก็เดินจงกรม นั่งสมาธิ ภาวนา พอวันพระก็อยู่คนเดียวทำกระท่อมภาวนาอยู่คนเดียว ถ้าเข้าพรรษาก็เข้าอุโบสถศีล รักษาศีลตลอดพรรษา ไม่ไปหากันนะหว่างสามีภรรยา เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นที่สำคัญอีกองค์หนึ่งที่สึกออกไปเป็นฆารวาส ตอนนั้นจารพลอยจะ90 ปีแล้ว ตอนที่จะพากันไปคารวะหลวงปู่ขาวในเทศการก่อนเข้าพรรษาก็ได้จารพลอยนี่แหละไปด้วย...

จารพลอย : โอ้ยไม่ได้กราบหลวงปู่นานแล้ว!!
 (ตอนนั้นหลวงปู่ขาว 90 กว่าปีเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันว่างั้นเถอะในสมัยนั้น) สมัยนั้นหมอเขาห้ามไม่ให้หลวงปู่ขาวรับแขก นอกจากเวลาที่ท่านได้พักผ่อนแล้วหลังบ่ายสามโมง ถ้ามีใครอยากไปกราบก็ไปกราบหลังบ่ายสามโมง ก่อนบ่ายสามโมงนี้พระจะใส่กุญแจล็อคประตูไว้เลย แล้วก็ล้อมรั้วไว้ไกลๆโน้นอีก เข้าไปไม่ได้เด้ล้อมรั้วไว้หมด มีพระอยู่ที่นั้น 8 รูปอยู่เวรอยู่ยาม รุ่นเดียวกันกับหลวงปู่รู้จักกันดี เขาก็ไปเปิดประตูรั้วให้ แต่เขาก็จะมีป้ายเขียนไว้ว่า "ห้ามส่งเสียงดัง" เวลาเดินก็ห้ามเดินเสียงดังถ้าใครเดินเสียงดังนี่ให้ถอดรองเท้าแตะเลย พอหลวงปู่เดินถึงหน้ากุฎี หลวงปู่ขาวท่านก็อยู่ในห้อง พระเณรก็ใส่กุญแจล็อคห้องไว้ ตอนนั้นยังไม่เที่ยงประมาณ 11 โมง ปกติบ่ายสามโมงถึงจะเปิดกุฎีให้หลวงปู่ออกมาข้างนอก คือหมอต้องการให้ท่านพัก ถนอมร่างกายสังขารท่าน ท่านชรามากแล้วเป็นผู้มีอายุมาก ผอมเหมือนกระดูก พอหลวงปู่เดินถึงหน้ากุฎีก็กระซิบถามกันกับพระรุ่นเดียวกันนี่แหละ ว่า หลวงปู่เป็นยังไง...ได้สองสามคำเท่านั้นแหละ !!

หลวงปู่ขาวก็ทุบประตูเลย “ ตุ๊บ! ตุ๊บ!” เปิดประตูๆใครมาขังกูไว้ เปิดประตูๆ เปิดออกๆ พระที่อุปัฏฐากก็เลยบอกว่า : หลวงปู่มันยังไม่ถึงเวลา มันยังไม่ถึงเที่ยงเลย หมอเขาให้ถึงบ่ายสามโมงก่อนค่อยออกมารับแขก
 หลวงปู่ขาว : ไม่ใช่อย่างนั้น พวกแกไม่ได้บวชฉัน!!
คนที่เขาบวชฉันนะ...โน้นนะ เขายื่นอยู่โน้นนะ
 รั่วประตูนะ เขามาหาเรา เปิดประตูๆ !! (ทุบประตูอยู่อย่างนั้น) พอพระเปิดประตูให้ ท่านเดินไม่ค่อยได้ ท่านก็คลานออกมา พอคลานออกมาพ้นประตู ท่านก็เรียก บักจารๆเข้ามาๆ(กวักมือเรียกเลย) นี่ท่านอยู่ในกุฎีท่านรู้ได้ยังไงว่าพวกเราไป นี่เห็นไหมพระอริยบุคคลเป็นยังไง พวกเราจะเห็นไหมว่าลูกศิษย์คนเก่ามาหา

พอหลวงปู่เรียกก็พากันเข้าไปกราบคารวะท่านเต็มกุฎีที่รองรับเลย หลวงปู่ขาวก็ว่า : บักจารเข้ามาๆ จารพลอยก็เข้าไปนั่งใกล้ๆพระและหน้าหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวท่านก็ตบหน้าอกเลย : บักจารมึงสู้กูหรอ มึงสู้กูหรอ!? (พูดแล้วก็หัวเราะเอิ๊กๆ) นี่โยม...นี่พระพวกนี้มันไม่ได้บวชอาตมา นี่คนที่บวชอาตมา....เล่าเรื่องผ้าสบงผืนนั้นให้ฟัง ว่าไปอยู่กับหลวงปู่มั่นตั้ง 3 ปี ถึงได้ญัตติเป็นธรรมยุติ เพราะผ้าสบงที่จารพลอยนี่แหละที่เป็นเณรถวายในตอนนั้นถึงได้บวช จากนั้นเหมือนได้ปลดทุกข์จากอาตมาเลย พอได้เป็นพระธรรมยุติแล้ว ภาวนามันได้หมดเลยไม่มีอะไรขัดข้อง มันโล่งมันทะลุหมด นี่แค่ติดว่าอยากเป็นพระธรรมยุติก็ค้างใจอยู่ นี่ไม่ใช่ธรรมดาเด้ เรื่องเล็กน้อยเท่านี้เองมันค้างใจ แต่จิตอย่างอื่นมันลงหมดแล้ว

แค่อยากจะเป็นพระธรรมยุติแค่นั้น
 ภาวนาก็ไม่ลงพอจะลง"กูยังไม่ได้เป็นพระธรรมยุติ" เข้าหมู่ไม่ได้ เวลาลงปาฏิโมกข์ท่านก็จะให้ไปอยู่ข้างนอกเด้ ไม่ได้ไปแสดงความบริสุทธิ์ข้างใน ก็เป็นคนนอกคอกมันนอกคอกอยู่ตลอดเวลา นั่งฟังตลอดแต่ไม่ได้อยู่ข้างใน นี่แหละคือข้อค้างคาใจหลวงปู่ขาว นี้คือพระอริยเกิดขึ้น พอปลดภาระอย่างนี้ออก โอ้ยลงหมดทุกอย่าง พอได้เข้าหมู่จิตมันเชื่อมกันเลยธรรมะ หลวงปู่ครูอาจารย์หรือคณะพูดอะไรแสดงธรรมะอะไร เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หลวงปู่มั่นพูดอะไรขึ้นมา มันเอามาใส่ในใจเป็นอันเดียวกัน จิตมันลงพอจิตมันลงมันก็ได้ธรรมะ บรรลุมรรคผลขึ้นมา นี้การปลดทุกข์อะไรเนี่ยมันคนละอย่างเด้ มันไม่เหมือนกันเด้ หลวงปู่ขาวพูดแบบสนุกสนานวันนั้นน่ะ ไม่เหนื่อยเลยว่างั้นเถอะ

ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
 วัดป่าภูเขาหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา







"เจริญเมตตาแก้ความโกรธ"

อันบรรดากิเลสตัวนี้น่ะมีอยู่ทุกคนแหละ ต่างแต่มากหรือน้อยกว่ากันเท่านั้นเองแหละ ถึงแม้มีน้อยก็ตามน่ะถ้าบุคคลใดไม่เพียรละมันแล้ว ต่อไปมันก็จะมากขึ้นอยู่ในนั้นแหละ เมื่อไม่เพียรละมันอย่างนี้แล้วนะ มันมีเชื้ออยู่ภายในนั้นแล้ว เวลาที่เชื้อภายนอกมันมากระทบกระทั่งเข้าไป ครั้งนั้นนิดครั้งนี้หน่อยเข้าไป ความโกรธอันนั้นก็แรงขึ้นแรงขึ้นล่ะ เพราะว่า ไอ้เชื้อภายนอกน่ะมันมากระทบกระทั่งบ่อยๆ มายั่วบ่อยๆ อย่างนี้นะ มันก็เลยกลายเป็นโทสะพยาบาทไปได้เหมือนกันแหละ

ทีแรกก็มีแต่ความโกรธธรรมดา ไม่กล้าเบียดเบียนใครแหละ แต่มันมีเชื้อเหล่านั้นมากระทบกระทั่งมากๆ เข้าไปแล้ว หากไม่เพียรละมันแล้วก็แน่นอนล่ะมันก็เลยกลายเป็นโทสะพยาบาท ดังอธิบายมาแล้วนั่นแหละ ให้พากันเข้าใจ

เพราะฉะนั้น การเจริญเมตตากรุณาเนี่ยมันเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องบำเพ็ญแท้ๆ แต่ทีแรกเราก็ต้องเมตตาตนของตนนี่แหละก่อนน่ะ เมื่อตนของตนทำใจของตนให้เยือกเย็นสบายลงได้แล้วก็มานึกถึงผู้อื่น

"พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ"
วัดอรัญญบรรพต
 อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: