Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 พฤศจิกายน, 2561, 06:31:17

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทำความดีอยู่เสมอ  (อ่าน 54 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,894
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 23 กันยายน, 2561, 05:51:18 »


"ความดีนั้น เราต้องทำอยู่เสมอ
 ให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต

ให้เป็นมรรค คือ ทางดำเนินไปของจิต
 มันจึงจะเห็นผลของความดี

 ไม่ใช่เวลาใกล้จะตาย จึงนิมนต์พระไปให้ศีล
 ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้วให้ไปรับศีล"

 หลวงปู่แหวน สุจิณโณ



"มีทุกข์ไม่ต้องบ่น ให้ทนเอา"
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร




 นี่ละการปฏิบัติธรรม เมื่อพอพอจริงๆ ไม่เอาอะไรทั้งนั้น ปล่อยหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีเหลือ นี่เราก็อยู่ไปอย่างนั้นละ อยู่กับโลกไป เราอยากไปเมื่อไรเราไปดีดผึงเดียวเลย พูดให้มันชัดเจน ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา จะไม่กลับมาเกิดอีก พูดให้มันชัดเจนอย่างนี้ ใครจะฟังก็ฟัง หรือใครจะว่าเราอวดอุตริมนุสธรรมให้อ้างคัมภีร์มา ได้คัมภีร์มาจากไหน มาคัดค้านเราที่เราดำเนินตามทางของศาสดาจนได้ผลเป็นที่พอใจมาแล้ว พูดความดีงามทั้งหลายให้เป็นสิริมงคลมหามงคลแก่พี่น้องชาวพุทธเรานี้ มันเสียไปตรงไหนจึงต้องมาว่าเล่าอวดอุตริมนุสธรรม

ผู้ที่ว่าเราอวดเอาคัมภีร์มาจากไหนเอามาอ้างกันเสีย ต้องเป็นอย่างนั้นซิความดี ดีต้องบอกว่าดี ชั่วต้องบอกว่าชั่ว นี่เราก็เป็นอย่างนั้น ปฏิบัติธรรมมานี้เอาจนกระทั่งจะเป็นตายด้วยกันนั้น ๙ ปี เอาจริงนะเราไม่ได้ทำเหมือนใคร นิสัยมันเป็นนิสัยอย่างนี้ ทางโลกเขาเรียกว่าผาดโผนโจนทะยาน แต่ธรรมเรียกว่าเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เอาเจ้าของก็แบบเดียวกัน ควรเป็น เป็น ควรตาย ตาย ฟัดกันเลย เป็นเวลา ๙ ปี ตกนรกทั้งเป็น จึงได้ผ่านขึ้นมา

พอผ่านขึ้นมาแล้วบอกจนกระทั่งวันเดือนปีเวลาสถานที่นะ เราบอกชัดเจน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ตรงไหนบอกได้พูดได้ สาวกทั้งหลายบรรลุธรรมที่ไหนทำไมเราพูดไม่ได้ ธรรมอันเดียวกัน ของดีอันเดียวกันใช่ไหมล่ะ เสียหายที่ตรงไหน ทีนี้เราก็บอกผลของการปฏิบัติธรรมเราไปสิ้นสุดยุติลงที่หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลาห้าทุ่มเป๋ง วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ นั่นละตัดสินกันระหว่างกิเลสพาสัตว์โลกให้ตายกองกัน เราก็ตายกองกัน ได้ขาดสะบั้นลงในคืนวันนั้น ฟ้าดินถล่ม จะว่าเป็นอะไร

นั่นละเราเอามาสอนโลกนี้ อวดอุตริเหรอ เราจะเป็นจะตายใครไปเห็นเราทำ เราทำจริงทุกอย่าง เมื่อได้ผลเป็นที่พอใจแล้วก็บอกว่าพอ พออย่างเลิศ จะเอาอะไรมาสรรเสริญก็สรรเสริญไปอย่างนั้น ตก ไม่ได้เลิศเลอเหมือนใจกับธรรมเป็นอันเดียวกัน อันนี้เลิศสุดยอดแล้ว เอาอะไรมาใส่ไม่อยู่ ตกหมด สรรเสริญก็ตก นินทาก็ตก ไม่เลิศเลอยิ่งกว่าธรรมภายในใจที่ว่าพอแล้วๆ เอาให้มันชัดเจนอย่างนั้นซิการปฏิบัติ

เพราะฉะนั้นการสอนธรรมเราจึงไม่มีคำว่าสะทกสะท้าน สามแดนโลกธาตุเราไม่เคยสะทกสะท้านกับสิ่งใด เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม สอนได้ทั้งนั้น ธรรมเหนือโลกจะว่าไง โลกุตรธรรมแปลว่าธรรมเหนือโลก เราสอนมา นี่ก็วาระสุดท้ายจวนตัวเข้ามาเท่าไรเราก็เปิดออก ธรรมะเราเปิดออกๆ ใครจะว่าเราอวดอุตริมนุสธรรม เราพูดด้วยความเมตตาสงสารเป็นห่วงใย เราเองนี้ไม่ได้ห่วงใยเจ้าของ เราไม่ห่วง เราพูดจริงๆ ไปเมื่อไรได้ทั้งนั้น ไปกับอยู่อันเดียวกัน ธรรมชาตินี้พอทุกอย่าง ไม่รับแล้วในบรรดาสมมุติ แม้แต่ขันธ์ก็ไม่รับแล้ว ปล่อยกันแล้ว เป็นแต่เพียงว่าความรับผิดชอบอยู่เฉยๆ ที่จะให้ยึดให้ถือเหมือนแต่ก่อนไม่มี เราบอกตรงๆ อย่างนี้แหละ



เรื่อง "คนตาบอดตำหนิคนตาดี"

(เทศนาโดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)




ถ้าพระพุทธเจ้ากระชากลากถูได้ ก็คงเอาเข้าสู่นิพพานทั้งหมด พระพุทธองค์ก็โปรดเพียงเท่าที่จะโปรดได้ เราเป็นสาวก สาวิกา อย่างนี้ เราจะไปเทศนาว่าการบอกกล่าวให้แก่คนทั้งหลายให้มีศีลมีธรรมทั่วหน้ากัน อันนั้นเป็นความโง่ตั้งแต่คิด ขอให้พวกเราเอาตัวเองให้รอด ประเสริฐที่สุด ให้พ้นทุกข์ในวัฏฏสงสาร ไม่มาเวียนว่ายตายเกิด ประเสริฐที่สุด

ที่พวกเราจะรู้ได้อย่างนั้น ก็เพราะการปฏิบัติของพวกเราเอง ในเมื่อเรารู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ที่จะบอกกล่าวแนะนำสั่งสอนก็เป็นอริยประเพณีของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เป็นอริยประเพณีของพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ใครรู้ได้ขนาดไหนก็แนะนำสั่งสอนไปแค่นั้น เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีใครพูดใครกล่าวเสียเลย พระพุทธศาสนาก็คงจะกุดจะด้วนไปเรื่อยๆ แต่ถ้าผู้ที่รู้และแนะนำสั่งสอนกันไป จากนั้นผู้เกิดใหม่ใหญ่ทีหลังก็ได้ศึกษาธรรมะไป ผู้มีอุปนิสัยมรรคผลนิพพานมีอยู่ได้ศึกษา ก็ได้เห็นมรรคเห็นผลต่อไปในที่สุด

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก
 ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: