Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
15 ธันวาคม, 2561, 09:28:43

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ พระครูสถิตสันตคุณ (พัว เกสโร)  (อ่าน 435 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 21 กันยายน, 2561, 08:24:18 »

ประวัติ พระครูสถิตสันตคุณ (พัว เกสโร) จักรกฤษณ์ แขกฮู้ เรียบเรียง

ที่มา https://www.facebook.com/groups/1226480284047133/permalink/2298004873561330/

อดีตเจ้าคณะอำเภอท่าขนอน (คีรีรัฐนิคม)
อดีตเจ้าอาวาสวัดจันทร์ประดิษฐาราม (วัดบางเดือน) ต.บางเดือน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี
อดีตเจ้าอาวาสวัดสถิตคีรีรมย์ (วัดเขาราหู)
ต.ย่านยาว อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี

๑.กำเนิด

เดิมชื่อ พัว นามสกุล จิตรัตน์ กำเนิดเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๑๙ ตรงกับวันพุธ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๑ ปีชวด มีปานดำที่แขนขวา กำเนิด ณ บ้านบางเดือน แขวงพุมดวง เมืองไชยา ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ บ้านบางเดือน ม.๒ ต.บางเดือน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ครอบครัวมีอาชีพทำนา บิดาชื่อนายแก้ว จิตรัตน์ มารดา นางหีต จิตรัตน์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๔ คน ดังนี้
๑.นายชุ่ม จิตรัตน์
๒.ขุนประจักษ์ (พัฒน์ จิตรัตน์)
๓.นางเผียน จิตรัตน์
๔.นายพัว จิตรัตน์ (พระครูสถิตสันตคุณ)

๒.ปฐมวัย

อายุได้ ๑๓ ปี (พ.ศ.๒๔๓๒) ได้เริ่มศึกษาเล่าเรียนอักขระสมัย ขอม-ไทย ปฐมมาลา ปฐมจินดามนี (เวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนประชาบาล) ในสำนักของพระอธิการยง เจ้าอาวาสวัดบางเดือนเก่า แขวงพุมดวง (สมัยนั้นขึ้นอยู่กับเมืองไชยา) ต.บางเดือน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานีในปัจจุบัน

๓.บรรพชา

ครั้นอายุได้ ๑๖ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๕ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะโรง ณ วัดท่าโขลง โดยมี พระครูเย็น จนฺทมุนี วัดบางงอน เป็นพระอาจารย์บรรพชาสามเณร เมื่อเป็นเณรแล้วได้กลับไปเรียนหนังสือเพิ่มเติม และศึกษาธรรมวินัยอยู่กับพระอธิการยง วัดบางเดือนเก่า ตามเดิม ในระหว่างที่ท่านเป็นสามเณรอยู่นั้นท่านได้ฝึกหัดเทศน์มหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ตลอดจนคาถาพัน จนเป็นที่ขึ้นชื่อว่า สามเณรพัว เป็นนักเทศน์ที่ขึ้นชื่อผู้หนึ่งในสมัยนั้น

๔.อุปสมบท

ครั้นอายุย่างเข้า ๒๑ ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๐ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๘ ปีระกา เวลา ๑๕.๓๐ น. ณ พัทธสีมาวัดท่าโขลง แขวงพุมดวง โดยมี
- พระครูเย็น จนฺทมุนี วัดบางงอน เป็นพระอุปัชฌาย์
- พระอธิการนุ้ย ปทุมฺสุวณฺโณ วัดท่าโขลง เป็นพระกรรมวาจาจารย์
- พระอธิการเพชร อินฺทสุวณฺโณ วัดรัษฎาราม (วัดเงิน) เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ได้นามและฉายาทางธรรมว่า “เกสโร” แปลว่าผู้มีปัญญาดี ท่านได้เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ด้วยศรัทธาที่แท้จริง คือ ตั้งใจอุปสมบทอยู่ในสมณเพศตลอดชีวิต และได้ปฏิญาณตนว่า “จะไม่ขบฉันของคาวตลอดชีวิตสมณเพศ” เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ได้มาจำพรรษาอยู่วัดบางเดือนเก่า ศึกษาพระธรรมวินัยและปริยัติธรรม กับพระอธิการยง และการฝึกด้วยตัวท่านเองโดยท่องสวดมนต์ได้ทุกบทจนชำนาญ อีกทั้งได้เรียนสวดพระปาฏิโมกข์ จนสามารถสวดได้อย่างชำนาญในระยะเวลาไม่ถึงปี

***วัดท่าโขลง หรือวัดพุมดวง ได้ประสบเหตุอุทกภัยและวาตภัยครั้งใหญ่ ในช่วงปี พ.ศ.๒๔๘๓-๒๔๘๖ ทำให้พื้นที่วัดส่วนใหญ่ และเสนาสนะสำคัญ เช่น อุโบสถ โรงธรรม ศาลา กุฏิ พังจมลงในคลองพุมดวงทั้งหมด เนื่องจากวัดตั้งอยู่บริเวณคุ้งน้ำริมคลองใหญ่ โดยอ้างอิงจาก นิราศวัดเขาพัง ของ ก.ธมฺมวโร ที่ประพันธ์ขึ้นในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๘๓ ระบุว่าขณะล่องเรือไปวัดเขาพัง อ.พนม ได้แวะฉันเพลที่วัดท่าโขลง และ จากรายงานตรวจการคณะสงฆ์ ปี พ.ศ.๒๔๘๖ ของท่านเจ้าคุณพุทธทาสฯ ไม่ปรากฏรายนามวัดท่าโขลงในเขตอำเภอพุนพิน

๕.พระพัวในวัยหนุ่ม

ต่อมาท่านได้มีความคิดที่จะศึกษาพระธรรมเพิ่มขึ้นจึงได้เดินทางโดยเรือเข้าศึกษาที่จังหวัดพระนคร ในปี พ.ศ.๒๔๔๓ ได้พักอาศัยเรียนบาลีอยู่สำนักวัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามฯ (วัดโพธิ์) การศึกษาของท่านดำเนินไปด้วยดี แต่ในที่สุด โชคไม่อำนวยให้ท่านได้สมความตั้งใจ กล่าวคือ พอใกล้จะถึงวันเข้าสอบบาลี ท่านได้เกิดอาพาธป่วยไข้ขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่สามารถสอบบาลีได้ ดังนั้น พอปวารณาออกพรรษา พ.ศ.๒๔๔๕ แล้วท่านได้ตัดสินใจเดินทางกลับวัดบางเดือนเก่าถิ่นฐานเดิมทันที

๖.ศึกษาสรรพวิชาและการจาริกธุดงค์

หลังจากกลับจากพระนครมาจำพรรษา ณ วัดบางเดือนเก่าดังเดิม ท่านได้ตั้งปณิธานกับตัวเองว่าท่านจะศึกษาทางด้านสมถะกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยได้ศึกษากับพระอธิการเพชร อินฺทสุวณฺโณ วัดรัษฎาราม(วัดเงิน) ในเบื้องต้น จนได้สมาธิ ๓ ขั้น และศึกษาธุดงควัตร ๑๓ จนเข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว ท่านได้ออกจาริก รุกขมูลธุดงค์เพื่อฝึกฝนตนโดยลำพัง จนล่วงเข้าเขตพื้นที่เมืองภูเก็ต ท่านได้เข้าฝากตัวกับพระอาจารย์รอด หรือ หลวงปู่รอด วัดโฆสิตวิหาร(โต๊ะแซะ) พระผู้เก่งกล้าวิยาคมและสรรพวิชาต่างๆ พระพัวท่านได้จำพรรษาฝึกตน และเรียนสรรพวิชาต่างๆจากหลวงปู่รอด จนล่วงเข้าพรรษาที่ ๒ หลังปวารณาออกพรรษาแล้ว พ.ศ.๒๔๔๘ ท่านได้กราบลาหลวงปู่รอด ออกธุดงค์จาริก เพื่อไปนมัสการพระมหาธาตุเจดีย์ชะเวดากอง กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยการจาริกธุดงค์ครั้งนี้ทั้งไปและกลับมายังวัดโฆษิตฯ ใช้เวลา ๔ เดือนเศษ จากนั้นท่านได้กราบลาหลวงปู่รอด กลับมาจำพรรษา ณ วัดบางเดือนเก่า ตามเดิม

เมื่อกลับมายังวัดบางเดือนเก่า พ.ศ.๒๔๔๙ ท่านได้ยึดป่าช้าของวัด เป็นที่พักอาศัยสำหรับการปฏิบัติธรรม จนล่วงเข้าปี พ.ศ.๒๔๕๐ ท่านได้ออกจาริกธุดงค์อีกครั้ง โดยมุ่งหน้าไปทางภาคกลาง เมืองหลวงกรุงเทพฯ เพื่อนมัสการพระแก้วมรกต ต่อไปยังวัดพระมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา ต่อขึ้นเหนือเรื่อยไปยังพระพุทธฉาย พระพุทธบาท จ.สระบุรี ล่วงเข้า จ.ลพบุรี จ.ชัยนาท ได้พักจำวัดที่วัดไลย์ ลงใต้มาสู่อ่างทอง ได้รอนแรมอาศัยวัดไชโย มุ่งต่อไปยังสุพรรณบุรีโดยเข้าพัก ณ วัดป่าเลไลย์ เดินต่อถึงพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม และได้จาริกธุดงค์ไปอีกหลายแห่ง ในเขตนั้น ก่อนจะวกเดินจาริกธุดงค์กลับลงมา ไปถึงพระแท่นดงรัง จ.กาญจนบุรี ก่อนจะกลับเข้ามาพักจำพรรษา ณ วัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามฯ (วัดโพธิ์) สถานที่เคยศึกษา จากนั้นมุ่งกลับใต้สู่วัดบางเดือนเก่าตามเดิม
ด้วยจริยวัตรอันงดงามของท่านจนเป็นที่ศรัทธาแก่ชาวบ้าน จึงได้ชักชวนชาวบ้านสร้างวัดขึ้น โดยเริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๐ ในพื้นที่บริเวณริมลำน้ำพุมดวง บ้านบางเดือน ตั้งอยู่ใกล้กับวัดบางเดือนเก่าซึ่งชำรุดทรุดโทรม โดยให้ขื่อว่า วัดจันทร์ประดิษฐาราม (วัดบางเดือนใหม่)

ท่านได้จำพรรษาสร้างวัดอยู่ ประมาณ ๔ ปีเศษ โดยในระหว่างการสร้างวัดท่านเห็นว่าขั้นตอนการก่อสร้าง เริ่มเข้าที่เข้าทาง ท่านจึงได้ออกธุดงค์จาริกอีกครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ โดยคราวนี้มีจุดหมายที่พระแท่นศิลาอาสน์ จ.อุตรดิตถ์ ท่านจาริกธุดงค์ขึ้นเหนือผ่าน พระบรมธาตุไชยา ได้แวะกราบนมัสการก่อนจาริกธุดงค์ต่อ ซึ่งระหว่างทางท่านได้แวะยังพุทธสถานที่สำคัญอีกหลายที่ ตลอดทางผ่าน เช่น ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรีตามลำดับ โดยใช้เวลา ๒ เดือนเศษ ถึงกรุงเทพฯ ออกจากกรุงเทพฯ ไปยังสระบุรีอีกครั้งหนึ่ง ธุดงค์ต่อไปยัง ลพบุรี นครสวรรค์ เข้าสู่พิจิตร ต่อด้วยพิษณุโลก ได้แวะกราบนมัสการพระพุทธชินราช ต่อไปยังสุโขทัย เข้าสู่จุดหมายจังหวัดอุตรดิตถ์ ต่อมาได้ธุดงค์กลับมายังกรุงเทพฯ และได้เดินธุดงค์กลับยังวัดจันทร์ประดิษฐารามอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๔๕๕ ซึ่งในปีนั้นวัดจันทร์ประดิษฐารามที่ท่านวางเจตนารมไว้สร้างเสร็จเกือบสมบูรณ์ และได้ทำเรื่องขอพระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งในปีถัดมาทางวัดก็ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

วัดจันทร์ประดิษฐาราม ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาสามัญ จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๔๕๖ ตรงกับวันศุกร์ แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีฉลู ตามข้อมูลในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๐ หน้า ๒๑๑๔ ลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๖ ระบุข้อความว่า
“พระราชทานวิสุงคามสีมาวัดจันทรประดิษฐาราม ตำบลบางเดือน ท้องที่อำเภอพุมดวง แขวงเมืองไชยา โดยยาว ๑๒ วา ๓ ศอก กว้าง ๘ วา ๒ ศอก หม่อมหลวงญี่ปุ่น นายอำเภอ พระครูแก้ว เจ้าคณะแขวง กับพันพิน กำนัน ขอพระบรมราชานุญาต” และได้หล่อพระประธานหล่อด้วยทองเหลือง ๑ องค์ เป็นผลสำเร็จ

***ขนาดวิสุงคามสีมา กว้าง ๘ วา ๒ ศอก ยาว ๑๒ วา ๓ ศอก เท่ากับ กว้าง ๑๗ เมตร ยาว ๒๕.๕๐ เมตร
***หม่อมหลวงญี่ปุ่น (ไม่ทราบข้อมูล)
***นายอำเภอ คือ นายอำเภอในสมัยนั้น
***พันพิน คือ กำนันพิน
***พระครูแก้ว คือ พระครูประกาศธรรมคุณ (เกว ติสฺโส) วัดถ้ำสิงขร เจ้าคณะแขวงคีรีรัฐนิคม และ เจ้าคณะแขวงพุมดวง เมืองไชยา สมัยนั้นแขวงพุมดวงยังอยู่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ร่วมกับแขวงคีรีรัฐนิคม เมืองไชยา กล่าวคือ พระครูประกาศธรรมคุณ (เกว ติสฺโส) วัดถ้ำสิงขร เป็นเจ้าคณะแขวง ๒ แขวง ต่อมา พ.ศ.๒๔๕๘ ทางการได้โยกย้ายการปกครองสงฆ์ของแขวงพุมดวงให้เป็นเขตปกครองร่วมกับแขวงพุนพิน ซึ่งมี พระครูพิศาลคณะกิจ (จ้วน) วัดพุนพินใต้ เป็นเจ้าคณะแขวงพุนพิน เมืองไชยา อยู่แล้ว เป็นอันว่า หลังปี พ.ศ.๒๔๕๘ พระครูพิศาลคณะกิจ (จ้วน) วัดพุนพินใต้ ปกครองคณะสงฆ์ ๒ แขวง คือ เป็นเจ้าคณะแขวงพุนพิน และเจ้าคณะแขวงพุมดวง และได้ตั้ง พระปลัดพัว เกสโร ให้เป็นรองเจ้าคณะแขวงพุมดวง เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ ด้วย ซึ่งต่อมา ก็ได้รวมพื้นที่เป็นอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีในปัจจุบัน

๗.จาริกธุดงค์อีกครั้ง

พ.ศ.๒๔๕๗ หลวงพ่อพัว ท่านได้จาริกธุดงค์ไปนมัสการพระธาตุชะเวดากองอีกครั้ง โดยคราวนี้ท่านเดินธุดงค์ผ่านภูเก็ต ตะกั่วป่า พังงา จนถึงระนอง ได้ลงเรือที่เมืองระนองข้ามไปยังพม่า แล้วเดินท้าวต่อจนถึงพระธาตุฯ ระหว่างทางนั้นเป็นป่ารกทึบ เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด แต่ด้วยบารมีและเมตตาธรรมที่แผ่ไป ทำให้ไม่มีอันตรายใดๆเกิดขึ้นกับตัวท่านเลยแม่แต่น้อย ทั้งบางวันต้องอดอาหาร แต่ท่านก็หาได้ท้อไม่ อีกทั้งมีประสบการณ์ในการธุดงค์จากที่อื่นๆมาก่อน กล่าวได้ว่า หลวงพ่อพัว เป็นพระสงฆ์ที่เชี่ยวชาญเรื่องการธุดงค์มากๆท่านหนึ่งของเมืองคนดีศรีสุราษฎร์ ประเทศพม่า เข้าเมืองมะริด ผ่านเมืองทวาย เข้าตะนาวศรี ผ่านเมืองเจ้กกะ เมืองยี เมืองเมาตะมะ กระทั่งถึงเมืองย่างกุ้ง สำเร็จกิจดังประสงค์ได้เดินทางต่อไปยังกรุงหงสาวดี และกรุงอังวะ ท่านจาริกอยู่ช่วงหนึ่ง ต่อมาได้จาริกธุดงค์กลับเข้ามาในเขตของประเทศไทย ในพื้นที่เมือง พังงา ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช ได้เข้ากราบนมัสการพระธาตุนครศรีธรรมราชกลับวัดจันทร์ประดิษฐาราม ที่สร้างขึ้นใหม่ ในปี พ.ศ.๒๔๕๙ รวมระยะเวลาในการธุดงค์ครั้งนี้ ๒ ปีเศษ

๘.หลวงพ่อพัวพระสุปฏิปันโนอริยสงฆ์

หลังจากการธุดงค์จาริกไปยังที่ต่างๆท่านได้กลับมาจำพรรษา ณ วัดจันทร์ประดิษฐาราม จนอายุท่านล่วงเข้า ๔๐ พรรษาที่ ๒๐ (พ.ศ.๒๔๕๙) เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านเจ้าคุณพระชยาภิวัฒน์สุภัทรสังฆปาโมกข์ (หนู ติสฺโส) วัดสมุหนิมิต ได้เห็นถึงศีลาจาริยวัตรอันงดงาม ตลอดจนอายุกาลพรรษาของท่าน เห็นสมควรที่จะขอแต่งตั้งท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ จึงดำริให้ท่านเข้ารับการฝึกหัดเป็นพระอุปัชฌาย์ กับพระครูพิศาลคณะกิจ (จ้วน) เจ้าคณะอำเภอพุนพิน วัดพุนพินใต้ ในสมัยนั้น ต่อมา ท่านพระครูพิศาลฯ(จ้วน) ได้ทาบทาม พระธรรมารามคณีสุปรีชาสังฆปาโมกข์ (หนู อชิโต) เจ้าคณะจังหวัดหลังสวน(ขณะนั้นยังเป็นจังหวัด) ซึ่งเป็นสหธรรมิกคุ้นเคยกับพระครูพิศาลฯ(จ้วน) ให้เป็นผู้สอนและฝึกฝนเพิ่มเติมให้ หลวงพ่อพัวก็ได้เดินทางไปเข้ารับการฝึกกับเจ้าคุณพระธรรมารามคณีฯ(หนู อชิโต) แต่ก็ไม่ได้ฝึกโดยเต็มที่อันเนื่องมาจากภารกิจทางศาสนาของท่านเยอะ อีกทั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัด พระธรรมารามคณีฯ(หนู อชิโต) จึงแนะนำให้หลวงพ่อพัวเดินทางไปเข้ารับการฝึกต่อที่วัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามฯ (วัดโพธิ์) จากนั้น พ.ศ.๒๔๖๐ หลวงพ่อพัวก็ออกเดินทางไปวัดโพธิ์ กรุงเทพฯ เพื่อทำการฝึก จนมีความชำนาญ ได้รับความไว้วางใจในการอุปสมบทกุลบุตรได้ จนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๖๑ ท่านจึงกลับมาจำพรรษายังวัดจันทร์ประดิษฐาราม พร้อมตำแหน่งพระอุปัชฌาย์
ในระหว่างท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจันทร์ประดิษฐาราม ในปี พ.ศ.๒๔๖๒ ท่านได้ย้ายมาจำพรรษา ณ วัดละมุ เพื่อช่วยบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดละมุ หรือ วัดปราการ ซึ่งตั้งอยู่ อ.ท่าขนอน (อ.คีรีรัฐนิคม) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ท่านเป็นเจ้าคณะแขวง (เจ้าคณะอำเภอ) จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๔๖๓ และได้แต่งตั้งให้พระเชื่อม ธมฺมโชโต เป็นเจ้าอาวาสวัดละมุ หรือวัดปราการ สืบไป

หลวงพ่อพัวท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้มากมายหลายชนิด เช่น พระชัยวัฒน์พิมพ์ต่างๆ เหรียญรูปแบบต่างๆ รูปหล่อเหมือนขนาดห้อยคอ พระเนื้อผลผสมว่าน ตะกรุด ผ้ายันต์ ลูกอม เป็นต้น ซึ่งเป็นที่เสาะแสวงหาของผู้เคารพศรัทธาเป็นอันมาก อนึ่ง เครื่องรางของขลังที่เป็นของขึ้นชื่อเป็นที่นิยมระดับภาคจนถึงประเทศ คือ เสือหลวงพ่อพัว จะแกะจากเขี้ยวสัตว์ส่วนมากจะเป็น เขี้ยวเสือโคร่ง และงาช้าง ท่านจะทำพิธีปลุกเสกจนเขี้ยวเสือนั้นกระโดดโลดเต้นได้ดั่งมีชีวิต ต่อมา ท่านจะทำพิธีเสกเสือใต้น้ำ โดยท่านจะจุดเทียนทำพิธีระเบิดน้ำ ถึงจะเป็นการใช้ได้ ในการทำพิธีเช่นนี้จึงทำให้ เสือ ของหลวงพ่อพัว มีน้อย เพราะ ด้วยระยะเวลาในการแกะ และจำนวนในการสร้าง ต้องใช้ระยะเวลา จึงเป็นของทรงคุณค่าที่หายากยิ่งในปัจจุบัน โดยคาถาที่ท่านใช้ในการปลุกเสกเสือและวัตถุมงคลต่างๆ ท่านจะใช้ บทแก้วมณีโชติ ซึ่งเป็นคาถาตามตำราที่มีอิทธิคุณครอบจักรวาล โดยเฉพาะ ด้านแคล้วคลาด คงกะพันชาตรี

หลวงพ่อพัว ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่สมถะ อุปนิสัยเยือกเย็น หนักแน่น มีตบะสูง บริบูรณ์ด้วยวัยวุฒิ การปกครองสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เคร่งวัตรปฏิบัติธรรมวินัย ส่งเสริมการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม อีกทั้งทางด้านศาสนา ท่านมีพระคุณต่อคณะสงฆ์สุราษฎร์ธานียิ่งนัก ทั้งยังเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างกว้างขวาง

๙.สร้างวัดเขาราหู (วัดสถิตคีรีรมย์)

จากการธุดงค์จาริกไปยังที่ต่างๆของท่าน ท่านได้พบว่าพื้นที่บริเวณเขาพระราหู เห็นควรจะมีวัดซักแห่งหนึ่งจึงชักชวนชาวบ้านร่วมกันสร้างวัดขึ้น เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๐ ตรงกับวันเสาร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๖ ปีฉลู ซึ่งในขณะนั้นท่านมีอายุล่วงได้ ๖๑ ปี พรรษาที่ ๔๐โดยเริ่มจากการสร้างพระเจดีย์บนเขาราหูก่อน ต่อมาสร้างมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง และได้สร้างกุฏิ ศาลา โรงฉัน อุโบสถ ตามลำดับ จนสำเร็จ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เมื่อ วันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๑ ตรงกับวันวันพฤหัสบดี แรม ๙ ค่ำ เดือน ๒ ปีวอก ตามข้อมูลในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๕ ตอนที่ ๑๑ ฉบับพิเศษ หน้า ๑๐ ลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๑ ระบุข้อความในตารางว่า
“วัดสถิตย์คีรีรมย์ ตำบลย่านยาว อำเภอท่าขนอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร”
ต่อมา วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๓ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๕ ปีชวด ได้มีการจัดงานผูกพัทธสีมาขึ้น ซึ่งเป็นปีที่ พระครูสถิตสันตคุณ (พัว เกสโร) เจ้าคณะอำเภอท่าขนอน เจริญอายุครบ ๗ รอบ ๘๔ ปี พอดี ต่อมาหลวงพ่อพัวท่านได้ย้ายกลับไปจำพรรษา ณ วัดจันทร์ประดิษฐาราม ตามเดิม และมอบหมายหน้าที่ให้ พระเพริ้ม โกสิโย หรือ หลวงพ่อเอ็น โกสิโย ศิษย์ของท่านเป็นเจ้าอาวาสสืบแทน

พ่อท่านเอ็น โกสิโย ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตร มีราชทินนามว่า “พระครูสุคนธวิศิษฏ์” ท่านเป็นลูกศิษย์ของพ่อท่านพัว ครองวัดเขาราหู ต่อจากพ่อท่านพัว ท่านได้พัฒนาวัดให้เจริญจึ้นตามลำดับ มีการซื้อที่เพื่อขยายพื้นที่วัด และได้ถอนพัทธสีมาเดิม เพื่อขอพระราชทานเขตพื้นที่พัทธสีมาใหม่ และสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น และเพิ่งมีการจัดงานผูกพัทธสีมา เสร็จเรียบร้อย เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๗

พ่อท่านเอ็น วัดเขาราหู พระเกจิเรืองนามของจังหวัดสุราษฎร์ธานี มรณภาพเมื่อ วันวิสาขบูชา ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๙ สิริอายุ ๘๖ ปี ๖๖ พรรษา ปัจจุบันสรีระสังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย ประดิษฐานบนมณฑปที่สร้างขึ้นใหม่ในบริเวณอุโบสถหลังเดิม เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้

เหตุที่ได้เรียกวัดนี้ว่าวัดเขาราหู เพราะตรงทิศตะวันตกตรงที่ตั้งเมืองคีรีรัฐนิคม บริเวณหน้าผาสูงปรากฎเป็นรูปหน้าราหูชัดมาก ต่อมาได้มีการตั้งชื่อวัดอย่างเป็นทางการว่า “วัดสถิตย์คีรีรมย์” เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๓ ตั้งโดย พระเทพรัตนกวี (เกตุ ธมฺมวโร) วัดไตรธรรมารามฯ อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระวัตตจารีศีลสุนทร ตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ชาวบ้านหรือคนทั่วไปก็ยังเรียก “วัดเขาราหู” กันจนติดปาก ซึ่งวัดเขาราหูแห่งนี้ได้มีรอยพระพุทธบาทจำลอง ๔ รอย ประดิษฐานในมณฑปบนไหล่เขาจุกตะเภาบริเวณริมคลองพุมดวง โดยพระพุทธบาทได้จัดสร้างขึ้นเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๑ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ ปีขาล โดยการอำนวยการของพระครูสถิตสันตคุณ (พัว เกสโร) และ พระอธิการเชื่อม ธมฺมโชโต และมี พระครูพจนกวี ขณะเป็น พระฟุ้ง โกวิโท วัดปราการ พระผู้มีฝีมือด้านศิลปะทุกแขนง เป็นผู้เขียนแปลนพระพุทธบาทจำลอง ๔ รอย โดยติดต่อจ้างช่างหล่อโรงงานที่กรุงเทพฯ เป็นเงินทั้งสิ้น ๕๕๐ บาท ไม่นานก็หล่อเสร็จเรียบได้หล่อเสร็จเรียบร้อยบำเลียงมาถึงวัดเขาราหู เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๑ ตรงกับวันศุกร์ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ ปีขาล และได้สร้างมณฑปแบบถาวรประดิษฐานไว้บนไหล่เขาจุกตะเภา ใกล้กันนั้นมีได้มณฑปที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อพัวขนาดเท่าองค์จริงที่ได้จัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ และสำหรับรูปเหมือนขนาดเท่าองค์จริงรูปที่ ๒ ได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖ ในคราวเดียวกับการสร้างวัตถุมงคลชุด พ.ศ.๒๕๐๖ ณ วัดจันทร์ประดิษฐาราม ซึ่งประดิษฐานในมณฑป หน้าแท่นบรรจุสรีระสังขารของท่านตราบจนปัจจุบัน

ในขณะที่หลวงพ่อพัวกำลังสร้างวัดเขาราหู ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๖ ท่านได้สร้างวัตถุมงคลขึ้นมา เรียกว่าพระชัยวัฒน์ มีขนาดและพิมพ์ต่างๆ โดยจัดมีพิธีพุทธาภิเษกขึ้น กล่าวกันว่า พระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมปลุกเสกอธิษฐานจิต ได้แก่ หลวงพ่อคล้าย วัดอินทราวาส (ซึ่งเป็นศิษย์พี่และเป็นพระสงฆ์อาวุโสที่หลวงพ่อพัวให้การเคารพเป็นอย่างมาก) ซึ่งกล่าวกันว่า หลวงพ่อคล้ายท่านนั่งเสลี่ยงมาเสกพระที่วัดเขาราหู ระหว่างทางขณะกลับวัดอินทราวาสได้เกิดฝนตก แต่ฝนที่ตกไม่ได้เปียกขบวนเสลี่ยงของหลวงพ่อคล้ายเลย และมีพระครูสถิตสันตคุณ (ตัวท่านเอง) รวมทั้ง พระอธิการเชื่อม วัดปราการ ส่วนข้อมูลที่กล่าวว่า หลวงพ่อสุทธิ์ วัดกลาง (หนองหวาย) อ.ท่าชนะ มาร่วมเสกในพิธีนั้น ยังไม่แน่ชัดในหลักฐาน แต่ก็มีความเป็นไปได้ ด้วยเหตุพระที่หล่อมีเนื้อใกล้เคียงกัน พิมพ์พระก็ใกล้เคียงกันซึ่งเป็นศิลปะของยุคนั้น

๑๐.สมณศักดิ์/การคณะสงฆ์

- ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๕ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดจันทร์ประดิษฐาราม (วัดบางเดือน)
- ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๕๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระปลัด ที่ พระปลัดพัว เกสโร ตำแหน่งรองเจ้าคณะอำเภอพุนพิน(พุมพวง) ในฐานานุกรมของพระครูพิศาลคณะกิจ (จ้วน) วัดพุนพินใต้ เจ้าคณะอำเภอพุนพิน
- ๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๑ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รั้ง(รักษาการ)เจ้าคณะอำเภอท่าขนอน (อ.คีรีรัฐนิคม) และเป็นพระอุปัชฌาย์ ในคณะมหานิกาย
- ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๒ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอท่าขนอน (อ.คีรีรัฐนิคม)
- ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๒ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการศึกษาพระปริยัติธรรม ใน อ.ท่าขนอน (อ.คีรีรัฐนิคม) และ กิ่ง อ.พนม และเป็นพระครูชั้นประทวน ที่ พระครูพัว เกสโร
- ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พระครูเจ้าคณะอำเภอชั้นโท มีราชทินนามว่า “พระครูสถิตสันตคุณ” ตามที่ระบุในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๔๘ หน้า ๒๙๒๗ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๔
- ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๖ เป็นพระอนุศาสนาจารย์ประจำอำเภอท่าขนอน มีหน้าที่ในการดูแลเรื่องการศาสนาและอบรมศีลธรรม และสอนศาสนธรรม
- ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๒ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานอำนวยการเทศนา สั่งสอนประชาชน จากคณะสงฆ์ในเขตปกครอง
- ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการสงฆ์ในเขตปกครอง
- ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูเจ้าคณะอำเภอชั้นเอกในราชทินนามเดิม

***อำเภอท่าขนอน ในสมัยนั้นมีเขตพื้นที่กว้างขวางมาก รวม ๓ อำเภอได้แก่ พื้นที่อำเภอคีรีรัฐนิคม พื้นที่อำเภอบ้านตาขุน และ พื้นที่อำเภอพนม ชื่อเดิมของอำเภอท่าขนอนคือ “แขวงคีรีรัฐนิคม” ซึ่งได้มาเปลี่ยนชื่อในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ เป็น “อำเภอท่าขนอน” เพื่อให้ตรงกับตำบลที่ตั้งของอำเภอซึ่งเป็นด่านเก็บภาษี จากสินค้าซึ่งลำเลียงเข้ามาทางเรือผ่านลำน้ำพุมพวง จาก จังหวัดพังงา ตะกั่วป่า และภูเก็ต จนถึง พ.ศ.๒๕๐๔ รัฐบาลสมัยนั้นเห็นว่า ชื่ออำเภอที่ใช้อยู่นี้ไม่ถูกต้องตามสภาพพื้นที่ เพื่อให้ถูกต้องตามความเหมาะสมกับสภาพท้องที่และภูมิศาสตร์และเพื่อรักษาไว้ซึ่งประวัติแห่งท้องที่จึงประกาศใช้ชื่ออำเภอว่า “อำเภอคีรีรัฐนิคม” ในสมัยรัชกาลที่ ๙

สรุปได้ว่า

- ก่อน พ.ศ.๒๔๕๘ เรียกว่าแขวงคีรีรัฐนิคม
- พ.ศ.๒๔๕๘-๒๕๐๔ เรียกว่าอำเภอท่าขนอน
- พ.ศ.๒๕๐๔-ปัจจุบัน เรียกว่าอำเภอคีรีรัฐนิคม

๑๑.หน้าที่และงานพิเศษ

- ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๒ ได้เทศนาสั่งสอนประชาชนให้ตั้งมั่นในศีลธรรม
- ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๗ สร้างวัดจันทร์ประดิษฐาราม (บางเดือน) ได้สำเร็จ
- ๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๙ ได้จัดตั้งโรงเรียนประชาบาลประจำตำบลบางเดือน (โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐารามในปัจจุบัน)
- ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๓ ได้ปฏิสังขรณ์พัฒนาวัดร้าง (วัดละมุ) หรือวัดปราการในปัจจุบัน ได้สำเร็จเป็นวัด และได้แต่งตั้ง พระเชื่อม ธมฺมโชโต ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส
- ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๗ ได้ส่งเสริมให้พระภิกษุและสามเณรได้ศึกษาในองค์นักธรรมมากขึ้น
- พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๙ ได้นำพระภิกษุและสามเณรไปสอบนักธรรมในสนามสอบสาขาวัดธรรมบูชา
- ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๐ ได้ขอเปิดสาขานักธรรมสนามหลวงและได้จัดตั้งสำนักเรียนธรรมขึ้นที่วัดปราการ
- ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๐ สร้างวัดสถิตคีรีรมย์ (เขาราหู)
- ส่งเสริมการศึกษา ปฏิสังขรณ์พัฒนาวัดวาอารามต่างๆในเขตปกครอง

๑๒.อาพาธ/มรณภาพ

ตลอดเวลาท่านได้ดูแลปกครองคณะสงฆ์และอบรมชาวบ้านให้ดำเนินไปในทางอันดีงาม จนล่วงเข้าปีต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ท่านได้อาพาธด้วยโรคขาดสารอาหาร ทำให้ร่างกายท่านอ่อนแรง และด้วยความชรา โดยก่อนหน้าที่ท่านจะอาพาธ ท่านได้ประกาศการจัดการเกี่ยวกับสรีระของท่านตลอดจนการดำเนินการต่างๆไว้ ซึ่งต่างเข้าใจกันว่าท่านคงจะทราบถึงกาลมรณะก่อนหน้าแล้ว
พระครูสถิตสันตคุณ (พัว เกสโร) มรณภาพอย่างสงบด้วยความชรา ณ กุฏิของท่าน วัดจันทร์ประดิษฐาราม (วัดบางเดือน) เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๘ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๒ ปีมะโรง เวลา ๑๖.๐๕ น. สิริอายุ ๘๘ ปี ๑ เดือน พรรษา ๖๘
ตั้งศพบำเพ็ญกุศลอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาได้ประกอบพิธีเก็บศพเพื่อรอไฟพระราขทานเพลิง เป็นระยะเวลา ๑ ปีเศษ ต่อมา วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๙ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเส็ง (ปีนี้เดือนแปดสองหน) ได้ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ แต่เป็นการเผาจำลอง มิได้เผาสรีระของท่าน อีกทั้งสรีระไม่เน่าเปื่อย และได้นำสรีระสังขารบรรจุไว้ตรงแท่นประดิษฐานในมณฑป ณ วัดจันทร์ประดิษฐาราม ตราบจนทุกวันนี้

อ้างอิง

- เอกสารประวัติพระสังฆาธิการ ประวัติพระครูสถิตสันตคุณ (พัว เกสโร) วัดจันทร์ประดิษฐาราม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี บันทึกเมื่อ วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๗
- หนังสือสถิตสันตคุณานุสรณ์ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงและบรรจุศพ พระครูสถิตสันตคุณ วัดจันทร์ประดิษฐาราม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี วันที่ ๑-๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๙
- หนังสือวัดสถิตคีรีรมย์ ที่ระลึกในงานวันปฐมฤกษ์แห่งงานนมัสการพระพุทธบาท วัดสถิตคีรีรมย์ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑ โดย พระธรรมรัชโยดม (เกตุ ธมฺมวโร) เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือพระเทพรัตนกวี วัดไตรธรรมารามฯ
- ปฏิทินร้อยปีเพื่อเทียบวันเดือนปีตามจันทรคติ (ออนไลน์)

จักรกฤษณ์ แขกฮู้ เรียบเรียง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: