Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 กรกฎาคม, 2561, 05:22:00

   

ผู้เขียน หัวข้อ: บุญไม่สามารถวัดได้  (อ่าน 34 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,774
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 24 มิถุนายน, 2561, 09:07:53 »


“บุญนั้น ไม่สามารถเอาอะไรมาวัดชั่งได้
 บางบุคคล ทำบุญไปแล้ว มีความปลื้มปิติ
 ยินดีจนน้ำตาไหล ใจมีความสุข
 จนร่างกายสะเทือน

 ใจก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มันมีน้ำหนักเท่าไหร่
 บอกไม่ได้ เป็นเรื่องของตนเองที่จะรับรู้
 ว่าใจมีความสุขแค่ไหน สบายแค่ไหน
 เพราะ บุญมันอยู่ที่ใจ”

 หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป






"เสื่อมจงรู้ตาม เจริญจงรู้ตาม
 เผลอ หรือไม่เผลอ จงตามรู้ทุกอาการ

จึงจัดว่า เป็นนักค้นคว้าความรู้เท่า
 ในอาการเกิดๆ ดับๆ ของสิ่งเหล่านี้
ด้วยปัญญาเสมอไป

นั่นแล จัดว่าเป็นผู้รู้เท่าทันโลก
 และเรียกโลกจบ จึงจะพบของเจริง"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปยุตโน







"หลายคนคิดว่า
 ความรัก คือสิ่งที่ดีที่สุด
 ควรมอบให้กัน มีให้กันและกัน
 แต่ทุกคนหารู้ไม่ว่า
 ความรัก คือ สิ่งที่เลวร้ายที่สุด

 เพราะความรัก ทำให้คนแทบจะทุกคน
 ทำอะไรก็ได้ เพื่อคนที่เรารัก
 แม้สิ่งนั้น จะเป็นสิ่งที่เลวทราม
 สกปรกโหดร้ายขนาดไหน
 ความสกปรกโหดร้าย
 มันน้อยไป สำหรับคนที่เรารัก

แต่ถ้าทุกหัวใจ จะเปลี่ยนจากรัก
 มาเป็นสงสาร เมตตาผู้อื่น
 ที่ไม่ใช่คนที่เรารัก
 ให้ใจของเรากับผู้อยู่ใกล้-ไกล

มองไปกว้างๆ
 หยิบยื่นความสงสารจากใจ ให้เขาบ้าง
 ลองทำดูสักครั้ง แล้วหันกลับมาดู
 ถามหัวใจของเราเองว่าจริงไหม

ภัยที่ร้ายกาจที่สุด คือ รัก
 เมื่อไม่มีรัก ความลำเอียงก็ไม่เกิดขึ้น
 ความเป็นธรรมที่ทุกคนใฝ่หา
 จะเบ่งบาน แทนไฟแห่งภัยร้าย คือ รัก”

 คุณแม่จันดี โลหิตดี







"เตรียมตัวก่อนปฏิบัติธรรม"

..... เราทั้งหลาย เตรียมตัว ตั้งสติระลึก สำรวมกายของเรา ตั้งสติระลึก สำรวมวาจา หยุดการสนทนาปราศรัยกันชั่วคราว เราจะได้ปฏิบัติจิตตภาวนา ที่เราได้ตั้้งใจมา เราจะมาปฏิบัติต่อเนื่องกันมาตามลำดับ

การภาวนา เป็นเรื่องที่ละเอียด จะต้องอาศัยความสงบ สงัด จะต้องอาศัยความวิเวก จะต้องอาศัยความสำรวม เพราะเหตุนั้น ถ้าหากว่าภายนอกไม่สงบ ก็ก่อก่วนภายใน ยากจะสงบได้

เพราะฉะนั้น เราก็ตรวจตรองดู สำรวมจากภายนอก คือ กาย ให้เรียบร้อย ถ้าเราไม่สำรวจแล้ว กายของเราก็จะเป็นเหตุ อาศัยความไม่สำรวม ไปก่อกวนสะเทือนจิตใจของเรา เช่นเดียวกัน วาจาก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่มีสติสำรวมละเว้นแล้ว เป็นเรื่องกระทบกระเทือน ก่อกวนจิตใจ ทำให้จิตใจของเราได้สัมผัสแต่อารมณ์หยาบๆ จะละเอียดไปได้ยาก เพราะการสำรวมกาย สำรวมวาจานี้ เป็นพื้นฐานรองรับซึ่งสมาธิ คือ ความสงบและความมั่นคง .

"หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ"





“พุทธกิจ ๕ ของพระพุทธเจ้า”

พวกเรานี้ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาสอนนี้ เราจะมาคุยเรื่องอริยสัจ ๔ กันไม่ได้ จะไม่มีใครรู้ มีแต่พระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่ท่านมีความฉลาดมากกว่าพวกเราหลายล้านเท่าด้วยกัน ทำให้ท่านสามารถเข้าถึงความรู้อันนี้ความรู้ที่ประเสริฐ ความรู้ที่ทำให้จิตใจหลุดพ้นจากกองทุกข์แห่งการเกิดแก่เจ็บตาย กองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดแบบไม่มีวันสิ้นสุดได้ แล้วท่านก็ไม่หวงไม่สงวนลิขสิทธิ์และไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์ด้วย ไม่เหมือนบริษัทที่เขาค้นพบซอฟท์แวร์ต่างๆ พอเอามาขายนี้สงวนลิขสิทธิ์ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ถึงจะเอาไปใช้ได้ แต่พระพุทธเจ้านี่ท่านกลับไม่สงวนเลย ธรรมทาน ให้ธรรมะ การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง ท่านสละท่านไม่ต้องการอะไร เพราะใจของท่านนี้มีความสุขอยู่แล้วเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว การที่จะเอาความสุขจากการที่มาเอาลิขสิทธิ์จากพวกเรานี้มันจิ๊บจ๊อย เมื่อเปรียบเทียบกับความสุขที่ท่านมีอยู่ในใจ ท่านก็เลยไม่เรียกลิขสิทธิ์ ทรงสอนให้ฟรีๆ ธรรมทาน และทรงสอนอย่างต่อเนื่องถึง ๔๕ ปีด้วยกัน หลังจากทีทรงตรัสรู้รู้แล้วในอายุ ๓๕ ปี ทรงอยู่ต่อไปอีก ๔๕ ปีจนถึงวัย ๘๐ ทุกวันก็มีภารกิจสั่งสอนพุทธกิจ ๕ ๔ พุทธกิจนี้ก็เกี่ยวกับการสั่งสอนธรรมะ ตอนบ่ายสั่งสอนญาติโยม ตอนค่ำสั่งสอนพระภิกษุ สามเณร ภิกษุณี ตอนดึกสั่งสอนเทวดา ตอนเช้าก่อนออกไปบิณฑบาตเล็งญาณดูว่าจะไปสอนใครเป็นกรณีพิเศษ แล้วก็ออกไปโปรดสัตว์ไปบิณฑบาต

นี่คือพุทธกิจ ๕ ของพระพุทธเจ้าของพวกเรา ไม่ได้ทำเพื่อพระองค์เองเลย แม้แต่การไปบิณฑบาตก็ไม่ได้ทำเพื่อพระทัยของพระองค์ ทำเพื่อร่างกายเพื่อจะได้เอาร่างกายนี้มาสั่งสอนพวกเรา ตอนต้นท่านขี้เกียจ ท่านบอกไม่สอนดีกว่า เพราะถ้าสอนก็ต้องสอนตั้ง ๔๕ ปี เห็นไหม เหน็ดเหนื่อย ตอนต้นตัดสินใจไปสอนก็จะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไป อยู่เฉยๆ ไม่ต้องสั่งสอน ไม่ต้องสอนใคร กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน สบายกว่า แต่ตอนหลังพระเมตตาก็โผล่ขึ้นมา ท้าวมหาพรหมก็คือความเมตตา ก็มาให้พระองค์ทรงมีความเมตตากรุณาสงสารพวกเรา ที่ยังติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ แล้วจะติดต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าไม่มีพระองค์มาเป็นผู้สอนผู้บอกพระอริยสัจ ๔ พระองค์ก็เลยทรงตัดสินพระทัยว่า สอนก็สอนว๊ะ แต่ต้องสอนพวกที่ฉลาด พวกที่โง่ก็ไม่สอน สอนแล้วเขาไม่เชื่อก็ไม่รู้จะสอนได้อย่างไร ก็เลยทรงแยกคนไว้ ๔ ประเภท พวกที่ฉลาดมาก ฉลาดปานกลาง และฉลาดน้อย ส่วนพวกที่ไม่ฉลาดคือพวกโง่ก็ไม่สอนเลย

นี่ก็คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทำหลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้พระอริยสัจ ๔ เอาพระอริยสัจ ๔ มาเผยแผ่ให้กับสัตว์โลกอย่างพวกเรา เพื่อพวกเราจะได้มีโอกาสได้หลุดพ้นจากความทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด ที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้ให้มันสิ้นสุดลงภายในภพนี้ชาตินี้เลย ถ้าไม่ ๗ วัน ก็ ๗ เดือน ถ้าไม่ ๗ เดือน ก็ ๗ ปี รับรองได้ว่าถ้าได้ทำตามพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนแล้วจะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้อย่างแน่นอน.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๑

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





“การปฏิบัติสมาธิ”

ถาม : การปรุงแต่งจิตในขณะจิตว่าง เพื่อให้เกิดปัญญาก้าวหน้าขึ้นนั้น คือการคิดแล้วนำมาพิจารณาเปรียบเทียบให้เห็นสภาวะที่เด่นชัดขึ้นตามความเป็นจริง อย่างเช่นที่พระอาจารย์ยกตัวอย่างกระต่ายกับเต่า คือการปฏิบัติสมาธินั้นต้องมีการปฎิบัติอย่างต่อเนื่องถึงจะบรรลุเป้าหมายใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ : คือการปฏิบัติสมาธินี้เป็นการทำใจให้สงบ ให้ว่าง ให้เย็น ให้มีความสุข แต่เป็นการปฎิบัติครึ่งหนึ่งเท่านั้น อีกครึ่งหนึ่งเราต้องมาสอนใจให้ฉลาด ให้เห็นความจริงของสิ่งต่างๆ ที่เราไปยึดไปถือไปติด ว่ามันไม่เที่ยงแท้แน่นอน มันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง มันจะต้องมีการพลัดพรากจากกัน ถ้าเราไปยึดไปติดไปอยากให้มันไม่เปลี่ยน มันจะเป็นทุกข์เวลามันเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดการพลัดพรากจากกัน อันนี้ขั้นปัญญา สมาธิไม่สามารถจะทำลายความทุกข์ที่เกิดจากความไปยึดติดกับสิ่งต่างๆ ได้ ต้องใช้ปัญญาเป็นผู้มาสอนเพื่อให้เห็นว่าการยึดติดนี้จะทำให้ทุกข์ เพราะสิ่งที่เรายึดติดมันจะต้องหมดมันจะต้องเปลี่ยนไป อันนี้เป็นหน้าที่ของปัญญา ฉะนั้น ต้องทำสองขั้น ขั้นแรกต้องทำใจให้สงบก่อน ถ้าทำใจให้สงบ ใจจะมีกำลังที่จะปล่อย เวลาปัญญาบอกให้ปล่อย.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๑

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






“เราไม่ได้ไปคนเดียว”

ถาม : กราบนมัสการค่ะ หลังจากฟังธรรมพระอาจารย์แล้วนำไปปฏิบัติ ความอยากเริ่มลดลงเล็กน้อย รู้สึกว่าเราเริ่มมาถูกทาง แต่ปัญหาคือ เพื่อนๆ ที่เคยไปวัดด้วยกันสมัยก่อนไม่มาทางนี้เลย เหมือนเราเดินทางคนเดียว ทำอย่างไรให้เรามีกำลังต่อไปเจ้าคะ

พระอาจารย์ : ก็ให้รู้ว่าเรากำลังไปกับพระพุทธเจ้า เรากำลังไปกับพระอริยสงฆ์สาวก ทางนี้เป็นทางที่พระพุทธเจ้าเดินไป ทางของพระอริยสงฆ์สาวก เรากำลังเดินตามพระพุทธเจ้าเดินตามพระอริยะสงฆ์สาวก เราไม่ได้ไปคนเดียว.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๑

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






“วิธีลดราคะจริต”

ถาม : กราบเรียนถามพระอาจารย์เกี่ยวกับวิธีลดราคะจริตครับ

พระอาจารย์ : ราคะจริต ก็เกิดจากการชอบดูแต่ของสวยๆ งามๆ พอเห็นของสวยงามก็เกิดราคะ เกิดความชอบขึ้นมา ก็ต้องมองตรงกันข้ามดู มองส่วนที่ไม่สวยไม่งาม ถ้าเป็นร่างกายคนก็ดูตอนที่แก่บ้าง ตอนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ตอนที่ตาย ร่างกายเวลาแก่ เวลาเจ็บ เวลาตาย มันก็จะไม่น่าดูเหมือนตอนที่เป็นหนุ่มเป็นสาว หรือไม่เช่นนั้นก็จะดูภายในใต้ผิวหนังก็ได้ ร่างกายนอกจากผิวหนังมันยังมีอะไรอีกตั้งเยอะแยะที่เรามองไม่เห็นกัน มีโครงกระดูก มีกระดูก มีปอด มีหัวใจ มีตับ มีไต มีลำไส้ มีสมองของพวกเรานี้ ถ้าเรามองเห็นเราก็จะคลายความกำหนัดยินดีได้.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๑

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







“การภาวนาควรทำอย่างไร”

ถาม : การภาวนาควรทำอย่างไร แล้วเพื่อให้รู้ถึงอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร เข้าใจว่าหลายๆ คนรู้จักว่าการภาวนาคือการหลับตาท่องพุทโธ แต่ต้องทำอย่างไรถึงจะหลุดพ้นเจ้าคะ

พระอาจารย์ : อ๋อ ภาวนามันมี ๒ ขั้นไง ขั้นที่ ๑ เรียกว่าทำใจให้สงบก่อน ขั้นที่ ๒ ทำใจให้ฉลาด สอนใจให้ฉลาด ถึงจะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ถ้าสงบอย่างเดียว มันหลุดพ้นชั่วคราว เวลาจิตอยู่ในความสงบ ความทุกข์ก็ไม่มี แต่พอออกจากความสงบมา จิตมันคิดถึงคนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ ก็เกิดความอยากขึ้นมา ก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะฉะนั้น ขั้นต้นต้องทำใจให้สงบก่อน แล้วจะได้รู้ว่าความสงบนี้เป็นความสุขอย่างยิ่ง แล้วพอเราออกจากความสงบ พอเราไปคิดอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ก็สอนว่าอย่าไป สิ่งต่างๆ ที่เราอยากได้มันเป็นความสุขเดี๋ยวเดียว ชั่วคราว แล้วเดี๋ยวจะกลายเป็นความทุกข์เวลามันหมดไป อันนี้ปัญญา ให้กลับมาอยู่กับความสงบดีกว่า ถ้าอยากจะได้ความสุขก็กลับมาหาสมาธิดีกว่าที่จะไปหากาแฟ หาขนมหาอะไร หาแฟน ก็เดี๋ยวมันจะกลายเป็นความทุกข์เวลามันไม่ได้ เวลามันหมดไป นี่คือปัญญา ขั้นแรกต้องให้มีสมาธิเพื่อเราจะได้รู้ว่า ความสุขที่แท้จริงอยู่ตรงไหน พอมันจะหนีจากสมาธิไปหาความสุขทางอื่น ก็ดึงกลับมาที่สมาธิด้วยปัญญา.

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: