Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 กันยายน, 2561, 09:04:54

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ความไม่ยั่งยืน  (อ่าน 77 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,837
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 17 มิถุนายน, 2561, 09:09:32 »


"ความไม่ยั่งยืน
 เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และแน่นอน
 ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืน
 ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน
 ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่
 แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัย
 คุณธรรมความดีเท่านั้น"

 พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต





"ทำให้ได้ดี เท่าเขาเสียก่อน
 จึงค่อยมาวิพากษ์วิจารณ์

มึงไม่ใช่เขา
 ไม่อยู่ในสถานการณ์เหมือนเขา
อย่าพึ่งด่วนสรุปว่า เขาไม่ดี"

 หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร





"ผู้ใดไม่เห็นทุกข์ ผู้นั้นคือผู้ไม่เห็นธรรม
 ผู้ได้รับทุกข์ จนเหลือที่จะอดกลั้นแล้ว
 เมื่อหวนกลับเข้ามาถึงตัวนั่นแล
 จึงจะรู้ว่าทุกข์นั้นแลคือ ธรรม"

 หลวงปู่ดูลย์ อตุโล




"ให้พากันทำความดี รักษาศีล การรักษาศีล 5 นั้นสามารถปิดอบายภูมิทั้ง 4 ได้ (สัตว์นรก เปรต อสูรกาย เดรัจฉาน) แต่ยังคงทุกข์ ในการเวียนว่ายตายเกิดอยู่
 ต้องทำให้ได้มรรคผลนิพพานเท่านั้น ถึงจะพ้นทุกข์
 ถึงแม้จะยาก แต่ก็ไม่เหลือวิสัย ที่มนุษย์ทุกคนจะทำได้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้เป็นสิ่งที่ทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติไว้"

หลวงพ่อสมบูรณ์ กัณตสีโล





“…หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้นิมิตเห็นคนร่างสูงใหญ่…มาถามเอาชีวิต…”

ปกติ หลวงปู่เป็นผู้ ‘อยู่ป่าอยู่เขา’ เป็นนิสัย สมกับที่ท่านถือตนเป็นศิษย์ท่านพระมหากัสสปะ ไม่ค่อยจะออกมาสู่ ‘เมือง’ และไม่ค่อยจะอยู่เป็นประจำที่ แม้แต่อยู่ตามป่าเขาแล้ว ท่านก็ยังวิเวกต่อไปจากป่านี้ ไปป่าโน้น จากเขาดอยนี้ ไปเขาดอยโน้น จากถ้ำนี้ ไปสู่ถ้ำโน้น …มิได้อยู่ประจำเป็นที่ ท่านเคยเล่าให้ผู้ใกล้ชิดฟังสมัยเมื่อท่านยังเดินได้เป็นปกติว่า…

“..ถ้าเราเดินไม่ไหวก็จะให้เพื่อนหามไป ถ้าไม่มีใครหามก็จะกลิ้งไป ถ้ากลิ้งไปไม่ไหวก็จะเอาคางเกาะไป..”

ในปี พ.ศ.๒๕๑๔ ท่านภาวนาเห็นกระดูกตัวเอง แตกละเอียดข้างหนึ่ง ทางด้านซ้าย ท่านยังไม่ทันพิจารณาแน่นอนว่า จะเป็นอย่างไร เย็นนั้นก็เริ่มมีอาการปวดอย่างมากตามตัว โดยเฉพาะทางแขนขาข้างซ้าย พระเณรไปช่วยนวด แต่ท่านก็เพียงรู้สึกสบายเวลานวด…หยุดเข้าก็กลับปวด ไม่ทุเลา ท่านเริ่มรู้สึกว่า ร่างกายทางซีกซ้ายชามากขึ้น แต่ท่านก็ยังฝืนเดิน วันหนึ่งกลับมาจากบิณฑบาต ท่านประคองตัวมาได้พอถึงวัด ก็ต้องล้มลง เพราะร่างกาย แขน ขา ทางซีกซ้ายนั้นชาหมดความรู้สึกไปหมด
 ท่านเล่าว่า ท่านได้นิมิต เห็นคนร่างสูงใหญ่มาขวางประตูไว้ ถามท่านว่า “จะไปวันนี้ แน่หรือ” ท่านตอบว่า “เดี๋ยวก่อน โปรดสัตว์สักหน่อยเสียก่อน”

คณะศิษย์พาท่านไปรักษาตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ รวมทั้งได้มีผู้เสนอการรักษาทั้งแบบปัจจุบันและแผนโบราณ การทำกายภาพบำบัด และนวดเส้น ฯลฯ แต่ก็มิได้หายเดินได้อย่างเคย ความปวดเจ็บได้ทุเลาหายไป หากท่านคงเป็นอัมพาตทางซึกซ้ายมาแต่ต้น ต้องมีศิษย์คอยพยุงลุก พยุงนั่ง ช่วยเหลือทุกอิริยาบถ

และถึงท่านจะอาพาธเช่นนี้ แต่ธุดงคนิสัยของท่านก็มิได้ละลดลง หลวงปู่ยังคงเมตตาเที่ยวไปโปรดญาติโยม ลูกศิษย์ลูกหาตามเมืองต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ และยังคงกลับไปวิเวกตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ท่านเคยเดินธุดงค์มาแล้ว เช่น ที่บ้านม่วงไข่ บ้านสานตม…จังหวัดเลย ผาแด่น ผาเด่ง ห้วยน้ำริน…จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอาทิ เพียงแต่มิได้เป็นการธุดงค์ด้วยเท้าอย่างเก่า แต่เป็นการธุดงค์ด้วยรถ…รถเข็น

จากหนังสือ “ชีวประวัติ พระคุณเจ้า หลวงปู่ชอบ ฐานสโม” ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๓๕ วัดป่าโคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย หน้า ๒๒๘ – ๒๒๙







“…กิเลสตัณหาก็เป็นธรรม ธรรมทั้งนั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมทั้งนั้น เรียกว่าธรรม
 คือธรรมเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นแล้วดับไป
 เพ่งเข้าหาจิต เพ่งเข้าหาจิต
 ดูเข้าไปหาจิต หยั่งเข้าหาจิต
 กิเลสตัณหามันเป็นเหมือนกับเปลือกเนี่ย
 เปลือกไม้นั่นน่ะ เหมือนกับเปลือกผลไม้อย่างงั้นล่ะ
 เข้าไปหาถึงเนื้อแล้วเปลือกไม่มี
 เข้าไปหาถึงแก่นแล้วกระพี้ไม่มี
 เข้าไปหาจิตจริงๆ แล้ว เรื่องขี้หมูขี้หมาไม่มีหรอก
 เรื่องไฟเผาหัวนี่ไม่มี
 ลูบๆ คลำๆ ก็ลูบๆ คลำๆ
 ใครๆ ก็ว่า เหมือนกับเอาเชื้อไปใส่ไฟ
 เข้าไปหาจุดที่ไฟมันเกิดเหมือนสวิตซ์ไฟอย่างเนี้ย
 ดับที่ถูก ถูกที่จุดมันเนี่ยนะ กี่ดวงกี่ดวงดับทันที
 ถ้าหากว่าดับไม่ถูกจุดนั่นน่ะ ตายเพราะไฟนั่นล่ะ
 นี่ ธรรมทั้งหลายเกิดจากจิต…”

พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร





“พวกลูกๆ ทำงานเหมือนอยู่บนสวรรค์ ทำงานในห้องแอร์ เนื้อตัวสะอาด แต่งตัวสวยงาม แม่ทำงานเหมือนอยู่ในนรก ทำนา ไถนา หมดวันหมดคืน เนื้อตัวสกปรก เลือดตากระเด็น ทำไมแม่ภาวนาได้ ลูกภาวนาไม่ได้ คิดดูให้ดีนะ”

คุณแม่จันดี โลหิตดี






” ความดีนั้น เราต้องทำอยู่เสมอ
 ให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต
 ให้เป็นมรรค คือ ทางดำเนินไปของจิต
 มันจึงจะเห็นผลของความดี

 ไม่ใช่ใกล้จะตายจึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ
 หรือตายไปแล้วให้ไปรับศีลเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ผิดหมด
 เหตุว่าคนเจ็บ จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจกับศีลได้
 เว้นแต่ผู้ที่รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้นจึงจะระลึกได้
 เพราะตนเองเคยทำมาจนเป็นอารมณ์ของจิตแล้ว
 แต่ส่วนมากใกล้จะตายแล้วจึงเตือนให้รักษาศีล ”

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ







” เรื่องพูดไม่ใช่เรื่องธรรมดานะ
 ถ้าเสียงธรรมมันไม่พาให้ทุกข์ แต่ก็ไม่พากันคิด
 มัวแต่ไปสนใจกับเสียงพูด มันไม่มีความหมายนะ

พวกเรานี่ก็ไม่พากันพิจารณาดูว่ามันดีไหม
มันได้อะไรฟังเสียงอย่างนั้น
 มันมีแต่เรื่อง พูดเรื่องขี้เป็ดขี้ไก่
 เรื่องขี้หมูขี้หมา ไม่มีเมตตาสงสาร

ความเมตตาสงสารนะ มันพาให้สุข
 ไม่พาให้เดือดร้อนตัวเองแล้วก็มีธรรมพร้อม
 พวกเราจึงให้เมตตากัน สงสารกันอย่าพากันถือ
 ถามมันดู ว่าถือแล้วได้อะไรตัวตน
 อยู่ด้วยกันเมตตากันมันจึงสงบ.”

หลวงปู่เพียร วิริโย





“…ผู้ที่ไม่เคยทำบุญไว้แต่ชาติก่อน ความสมหวังแห่งผู้นั้นไม่มี ย่อมคลาดแคล้วแห่งสมบัติหลายประการ

ทำนาข้าวตาย ค้าขายขาดทุน หาคนค้ำจุนไม่ค่อยได้ คนนั้นป่วยไข้ไปหาหมอก็ขัดข้อง รักษาไม่ได้ ให้ตกอับทุกหน้าที่ ตกลงคนนั้นต้องกอดเข่าเจ่าจุก เพราะไม่ได้ทำบุญไว้แต่ชาติปางก่อน ไม่ชวนให้คนอื่นเมตตา

ที่พวกเราได้พากันเกิดมาในโลกนี้ ล้วนมีชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณะทุกข์ ประจำชาติที่เกิดมา

เพราะฉะนั้น ขอคณะอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย จงพากันให้ทาน รักษาศีล บำเพ็ญภาวนา ให้เต็มไม้เต็มมือ เพื่อความสุขในอนาคตข้างหน้า เป็นอริยทรัพย์ที่ติดตามตนของเราไปได้…”

หลวงปู่หลุย จันทสาโร





จิต คนเรามีพลัง มีอำนาจมาก ขอให้ภาวนา ทานก็ทำ เป็นสมบัติติดตัว ติดตามไป ทุกภพ ทุกชาติ แต่จิตภาวนานี้ มีอำนาจมาก มีพลังมาก ขอให้ "ภาวนา" อย่าได้ขี้เกียจภาวนา"

ภาวนาจนจิตสงบ จิตรวมลงเหมือนเส้นด้ายพุ่งเข้ารูเข็มให้ได้เสียก่อน แล้วจึงหมุนสู่ขั้นปัญญา สมาธิก็เหมือนการรวบรวมทรัพย์ เมื่อมีมากจนเพียงพอแล้ว ก็เอาทรัพย์ออกไปใช้ คือ เอาปัญญาออกไปฆ่ากิเลส เข้าใจมั้ย...

โอวาทธรรม : หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
 วัดถ้ำสหาย จ.อุดรธานี



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: