Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 ธันวาคม, 2561, 22:58:53

   

ผู้เขียน หัวข้อ: สองน่องท่อง กัวลาฯ - มะละกา - ปีนัง  (อ่าน 3011 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« เมื่อ: 30 ธันวาคม, 2560, 19:33:19 »

สองน่องท่อง กัวลาฯ -  มะละกา - ปีนัง




เฟสบุ๊กขึ้นแจ้งเตือนว่า ครบรอบ 2 ปีที่เราได้ไปเยือนประเทศมาเลเซียแล้ว รับปากเพื่อนร่วมทริปไว้ว่าจะเขียนรีวิวให้ ปีแรกผ่านไป ปีที่ 2 ค่อย ๆ ผ่านไป 555 ไม่อยากให้มีปีที่  3 4 5 ไปเรื่อย ๆ ก็เลยกัดฟันเขียน จำได้มั่งไม่ได้มั่ง ข้อมูลอาจไม่อัพเดทเท่าไหร่เพราะมันผ่านมา 2 ปีแล้วก็ต้องขออภัยไว้ก่อนเด้อ


# EP 1 เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง






ผู้ร่วมชะตากรรม



มาเลเซีย ตึกแฝด รถไฟความเร็วสูง กระเช้าเก็นติ้ง สตรีทอาร์ต โอ๊ย !! อีกมากมาย เมื่อแพลนเที่ยวมาเลฯ ถือกำเหนิดขึ้น

เป้าหมายหลัก ๆ ของทริปนี้เกิดขึ้นเพราะอยากนั่งรถไฟไปมาเลฯ ตอนแรกวางแผนเดินทางระยะสั้น ๆ ไปแค่บัตเตอร์เวิร์ธ แล้วข้ามไปเที่ยวปีนัง แล้วก็กลับ

พอแผนนี้คลอดออกมา เราได้เพื่อนร่วมทริปเพิ่มอีก 2 คนคือ พี่ฝากับนู๋ทิพย์ หลังจากนั้นเราก็มีสมาชิกเพิ่มอีก 2 คนคือ ป๊อกคุงกับหญิงเก๋ สรุปทริปนี้มีสมาชิกทั้งหมด 6 ชีวิตด้วยกัน

แพลนคร่าว ๆ ตอนแรกที่คุยกันคือไปช่วงวันหยุดสิ้นปี เพราะอีก  4 ชีวิตที่มีการมีงานทำจะได้สะดวกเดินทาง สำหรับเราสองชีวิตที่ไม่มีงานการทำ วันไหนยังไงก็ได้สะดวกตลอดเว 

แพลน ณ ตอนนั้นคือ เราจะเลยไปกัวลาลัมเปอร์ แล้วไปเที่ยวถ้ำบาตู ไปมะละกา ไปถ่ายรูปตึกปิโตรนาส ไป KL ทาวเวอร์ ไปเก็นติ้ง นอนกัวลาฯ 2  คืน ค่อยไปเค้าท์ดาวน์ที่ปีนัง เช้าวันที่ 1 ค่อยกลับหาดใหญ่

เมื่อได้วันเวลาที่แน่นอนแล้ว ก็จองโรงแรมก่อนเป็นอันดับแรก วิธีการเลือกโรงแรมก็คือดูรูปเอาค่ะ 555 ราคาพอรับได้ก็จองเลย

ที่กัวลาลัมเปอร์ เราเลือกโรงแรมแอปเปิ้ล สนนราคาคืนละ 750 บาท ก็ถือว่าโอเค แต่อ่านรีวิวเห็นมีคนบ่นว่าห้องแคบมาก ดูในรูปก็พอรับได้ จองเลย ไม่ต้องคิดมาก 5555

ส่วนที่ปีนังอันนี้เราเลือกเองเห็นรูปจากรีวิวโรงแรมแล้วชอบ ตึกเก่า ๆ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เตียงโบราณมี 4 เสา มีผ้า สวยงามมาก สนนราคาคิดเป็นเงินไทยแล้วก็ ตกคืนละ 1400 กว่าบาท (แพงกว่านอนในกัวลาลัมเปอร์ 2 คืนอีกนะ) เรื่องที่พักเป็นอันจบไป

ทีนี้ก็มาเรื่องเดินทาง สรุปกันคร่าว ๆ ว่าเราจะขับรถไปจอดทิ้งไว้ที่หาดใหญ่ แล้วนั่งรถไฟจากหาดใหญ่ ไป KL Central ขากลับก็นั่งรถไฟจากบัตเตอร์เวิร์ธมาหาดใหญ่

พอได้ข้อสรุป หลังจากนั้น 1 อาทิตย์เราก็ไปหาดใหญ่เลยเพื่อจองตั๋วรถไฟ ที่ต้องรีบจองเพราะขบวนที่วิ่งจากหาดใหญ่ไป KL Central นั้นมีออกจากหาดใหญ่แค่ 2 คัน รถนอน 1 คัน รถนั่ง 1 คัน เราอยากได้รถนอนเลยต้องรีบ

แต่ปรากฏว่าไปถึงหาดใหญ่แล้ว จองไม่ได้นะครัช เพราะตอนที่เราไปจอง มันอีกประมาณ 2 เดือนถึงจะถึงวันที่เราเดินทาง รถของ KTM เขาให้จองล่วงหน้าได้แค่ 30 วัน วันนั้นเลยไปฟรีไม่ได้อะไรกลับมา กะว่าเดี๋ยวปลาย ๆ เดือนจะไปอีกรอบ ถ้า 30 วันคือ เราเดินทางวันที่ 28  คิดว่าซักสิ้นเดือนไปใหม่คงจะไม่อะไรมาก เราก็เที่ยวบ้างทำงานบ้าง จนใกล้ ๆ สิ้นเดือน เดินทางไปเหนืออิสาน กะว่ากลับลงมาจะไปหาดใหญ่เลย ก็ประมาณ วันที่ 1-2 ประมาณนั้น ปรากฎว่าไม่ทันครับท่านผู้ชม วันที่ 29 พี่ฝาเช็คจากเว็บ KTM  รถนอนเต็มแล้ว รถนั่งเหลือไม่กี่ที่ คืออะไร วันเดียวเนี่ยะนะ รถเต็ม??  โทรเช็คก็ไม่ได้ โทรจองก็ไม่ได้ สุดท้ายพี่ฝาตัดสินใจ จองผ่านเว็บเลย ณ ขณะนั้น รถนั่งก็เอาแล้ววะ ดีกว่าไม่ได้ไป สนนราคาก็คนละ  480 บาท นั่งยาวจากหาดใหญ่ถึงกัวลาลัมเปอร์เลย


สรุปที่พัก และเรื่องเดินทางไปก็เป็นอันเสร็จสิ้น ก่อนเดินทางเดือนหนึ่ง แผนการเที่ยวยังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ( การวางแผนเที่ยวนี่ต้องขอบคุณพี่ฝา เพราะพี่แกอ่านรีวิวและหาข้อมูลเยอะมาก ) พออ่านรีวิวเยอะ ที่โน่นก็น่าไป ที่นี่ก็น่าไป แต่ด้วยเวลาอันจำกัดของเรา หลาย ๆ ที่ ก็ถูกตัดออกไปจากทริป จนสุดท้าย ได้ข้อสรุปว่าเราจะไปกัวลาลัมเปอร์ วันแรกเที่ยวในตัวเมืองกัวลาฯ วันที่ 2 ไปมะละกา แล้ววันที่ 3 ไปปีนัง ทีนี้ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น จากกัวลาฯ ไปปีนัง เราจะไปยังไง รถไฟ รถบัส แท็กซี่ หรือเครื่องบิน  หลังเช็คราคาเรียบร้อย ได้ข้อสรุปว่า ไปเครื่องบินน่าจะดีกว่า ราคาเที่ยวบินในประเทศราคาถูกกว่ารถไฟ ประหยัดเวลากว่าด้วย เราก็จองแอร์เอเชีย เที่ยวบิน กัวลาฯ- ปีนัง สนนราคาก็คนละ 780 บาท

ที่พักพร้อม การเดินทางพร้อม ทีนี้ก็รอเวลาออกเดินทาง ระหว่างนี้แผนการเที่ยวก็ยังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่เรื่อย ๆ


ส่วนเรื่องค่าใช่จ่าย เขียนไปเรื่อย ๆ ก่อนนะ ค่อยมาสรุปตอนสุดท้ายที่เดียวเลย



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 30 ธันวาคม, 2560, 20:18:23 »

# EP2  วันแรกของการเดินทาง สุราษฏร์ - หาดใหญ่ - กัวลาลัมเปอร์



และแล้วก็ถึงวันออกเดินทาง 28 ธันวาคม 2015



กลางเมืองหาดใหญ่


เราออกเดินทางจาก สุราษฏร์ธานีกันประมาณ 7-8  โมงเช้า ขับรถไปจอดที่หาดใหญ่ วันนั้นถึงหาดใหญ่ตอนเที่ยงกว่า ๆ รถไฟออก 4  โมงเย็น เวลายังพอมีเหลือให้ทำภาระกิจอย่างอื่น ลุงนภกับป๊อกคุงเอารถไปฝาก เหลือเรา หญิงเก๋ และพี่ฝา ไปหาที่ฝากสัมภาระในสถานีรถไฟ ก่อนออกไปเดินหาที่แลกเงิน วิธีการหาก็คือ...ถาม google เอานะครัช แล้วก็เดินหาร้านตามที่ google บอก เดินไปเจอร้านหนึ่งอยู่ในโรงแรมแถว ๆ ตลาด จำไม่ได้ว่าชื่อโรงแรมอะไร และตลาดอะไร แต่อยู่ก่อนถึงตลาดกิมหยง เรทที่แลกก็ถือว่าโอเคอยู่ ริงกิตละ 8.40 บาท แลกเสร็จก็มานั่งรอคนเอารถไปฝาก ครบคนก็มานั่งกินข้าวกัน อย่าเพิ่งแปลกใจว่าคณะเราหายไปไหนหนึ่งคน นู๋ทิพย์ติดภาระกิจเล็กน้อย จะตามไปสมทบวันที่ 30




เงินมาเลเซีย



เราแวะทานข้าวกลางวันกันที่ร้านอ้า หาดใหญ่ ราคาจำไม่ได้แล้ว นานเกิน 5555 น่าจะคนละ 200 กว่าบาทถ้าจำไม่ผิด กินข้าวเสร็จ ไปเดินหาซื้อซิมมาเลย์กับเสบียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เผื่อหิวบนรถไฟ ที่ตลาดกิมหยง เพราะเห็นรีวิวในพันทิปบอกว่าหาซื้อแถวนั้นได้ วนไป 3-4 รอบ ก็ไม่เจอ ก็เลยตัดใจ ไปหาซื้อเอาที่มาเลย์ก็ได้ฟระ งดโซเชี่ยลไปก่อน 1 คืน ก็เลยกลับมาตั้งหลักที่สถานีรถไฟอีกครั้ง






หน้าตาและสนนราคาอาหาร



คณะเดินทางอยากอาบน้ำ เราก็เดินหาห้องน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำก่อนการเดินทางอันยาวไกล ห้องอาบน้ำมีห้องเดียวค่ะ เล็กและแคบ ต้องรอคิวกัน พอถึงคิวข้าพเจ้า เสียงประกาศเรียกขึ้นรถขบวนที่เรากำลังจะไปก็ดังขึ้น  และขณะที่กำลังจะปิดประตูห้องอาบน้ำ เสียงลุงที่เฝ้าห้องน้ำบอกว่า รถขบวนนี้ตรงเวลานะ 4 โมงเป๊ะ ออกเลย คือ...แล้วเหลือเวลาอีก 10 นาที 4 โมง....อะไรกันนี่? ไม่อาบก็ได้ฟระ เดินออกจากห้องน้ำ พลางคิดว่า แล้วตรูเสียตังค์ตั้ง 20 บาทเพื่อเข้าไปทัวร์ชมห้องอาบน้ำเนี่ยะนะ ไม่มีเวลาให้คิดเยอะ หอบกระเป๋าวิ่งค่ะ กลัวไม่ทันรถ สนุกกันตั้งแต่เริ่มเดินทางเลยทีเดียว ขึ้นไปรอบนรถอีกเกือบ 20 นาทีกว่ารถจะออก วิ่งเป็นบ้าหอบฟางมาเพื่ออะไรนี่

หาที่นั่งเรียบร้อย 4 โมงกว่า ๆ ก็ได้เวลารถไฟออก ปู๊นนนน ปู๊น.....พอรถไฟออก เราก็สำรวจรถไฟกันเล็กน้อย พร้อมกับเตรียมเอกสาร สำหรับยื่น ตม. ที่ด่านปาดังเบซาร์  ระยะเวลาจากสถานีรถไฟหาดใหญ่ ถึง สถานีรถไฟปาดังเบซาร์ ก็ประมาณ  50  นาที




ที่นั่งบนรถไฟ



ไปถึงด่านปาดังเบซาร์ เราก็หอบข้าวของลงจากรถ เพื่อไปทำการตรวจคนเข้าเมือง สนุกสนานกันอีกครั้ง ตั้งแต่ขาออกจากไทยกันเลยทีเดียว คือปกติเท่าที่อ่านรีวิวมา เขาบอกว่าก่อนถึงด่านปาดังฯ จะมีเจ้าหน้าที่มาเดินแจกใบ ตม. ไทย แต่วันนั้นไม่มี....เราก็เดินเอ๋อ ๆ ไปต่อแถวกับคนมาเลย์ที่ต้องทำพิธีการขาออกเหมือนกัน พอถึงคิวเรา อ้าวใบ ตม.ไม่มี  เดินออกจากแถว ทั้งกลุ่ม อายมั้ย? 555  อายซิถามได้ แต่แล้วนางฟ้าก็มาโปรด ป้าคนสวยเรียกพวกเราแล้วเอาใบตม. มาให้ แกว่านึกว่าไม่มีคนไทยเลยไม่ได้แจก (เวงกำ) เขียน ๆ เสร็จ ก็ไปต่อแถวใหม่ จากคิวแรก ๆ กลายเป็นกลุ่มสุดท้าย ทำพิธีการขาออกไทยไม่ยุ่งยากอะไร ยื่นพาสปอร์ต พร้อมใบ ตม. ขาออก รอประทับตรา เสร็จแล้วก็เดินวนไป ทำพิธีการขาเข้าของประเทศมาเลเซีย ก็แสกนกระเป๋า เสร็จก็ไปยื่นเอกสารขาเข้า รอประทับตรา เสร็จแล้วก็เดินมาออกประตูเดิมเพื่อรอกลับขึ้นรถไฟคันเดิม

ตรงด่านปาดังเบซาร์นี่จะมี 2 ชั้น ชั้นบนเป็นที่ขายอาหาร และมินิมาร์ทเล็ก ๆ  ตรงนี้ยังมีสัญญาณโทรศัพท์ให้พอได้อัพเดทการเดินทาง

รถไฟออกจากสถานีเวลา 19.00 (เวลาประเทศมาเลเซีย) เป๊ะ ไม่เลทแม้แต่นาทีเดียว ถึงตรงนี้สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือ ปรับเวลานาฬิกาของพวกเราให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง จากนั้นก็นั่งถ่ายรูปเล่นกันซักพัก ลุงนภกับพี่ฝา ก็ไปเดินสำรวจรถไฟกัน หายไปซักพักก็เดินกลับมาบอกพวกเราว่า บนรถไฟขบวนนี้ มีตู้เสบียงด้วยนะ....นาทีนั้นคือจินตนาการไปถึงข้าวผัดร้อน ๆ ต้มจืดซักถ้วยน่าจะฟิน คิดว่าคงคล้าย ๆ กับตู้เสบียงของรถไฟไทย

พอรู้ว่ามีตู้เสบียงก็จะรออะไรหล่ะ กินซิ เดินผ่านตู้แล้วตู้เล่า พร้อมสำรวจรถไฟประเทศเพื่อนบ้านไปด้วยในตัว บางตู้ ดูใหม่และสะอาดกว่าตู้ที่เรานั่งมา บางตู้ก็นะ ตู้ที่เรานั่งมาโอเคกว่าเยอะ

ลืมบอกไป รถไฟขบวนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นรถนั่ง ภายในรถก็จะคล้าย ๆ กับตู้ชั้น 2 นั่งในขวนรถแดร์วูของบ้านเรา เบาะจะแข็ง ๆ หน่อย ความกว้างพอ ๆ กัน (แอบคิดว่ารถชั้น 2 นั่งบ้านเราเบาะนุ่มกว่าเย๊อะะะะะ) ส่วนตู้นอน นี่ไม่รู้จริง ๆ ว่ามีกี่ตู้ น่าจะหลายตู้อยู่แต่มีมาจากไทยตู้เดียว

นอกเรื่องนิดนึง คือ ถ้าเขียนรีวิวก่อนหน้านี้ซัก  1-2 ปี จะแนะนำว่าถ้าซื้อตั๋วขบวนนี้แล้วอยากได้รถนอนให้จองตั๋วเริ่มต้นที่ปาดังเบซาร์ เพราะที่ปาดังเบซาร์ มีรถเยอะกว่า (ถ้าเริ่มเดินทางที่หาดใหญ่มีรถแค่ตู้เดียวโอกาสที่จะจองไม่ทันมีมากกว่า) แล้วค่อยนั่งรถไฟจากหาดใหญ่มาปาดังเบซาร์เอา  แต่ ณ ปัจจุบันนี้ ขบวนด่วนเพนนินซูล่า ต้นทาง หาดใหญ่ - ปาดังเบซาร์ ปลายทางยะโฮบารูนั้น ได้ยกเลิกไปแล้ว ตอนนี้ถ้าจะไปรถไฟ จะไม่มีรถนอนแล้ว ต้องนั่งรถไฟจากหาดใหญ่ไปปาดังเบซาร์ (มีวันละ 3 เที่ยว) แล้วนั่ง ETS  จากปาดังเบซาร์ไปเกมัส แล้วต่อรถไฟจากเกมัสเข้ายะโฮบารูอีกที  (ดูลำบากกว่าเดิมเยอะเลย)

อ๊ะ!!!  กลับมาที่รถไฟขบวนนี้กันต่อ เราเดินผ่านตู้แล้วตู้เล่าเพื่อไปยังตู้เสบียง บางตู้ก็มีคนนั่งเต็ม บางตู้ก็มี ไม่กี่คน บางตู้ก็ไม่มีคนเลย และแล้วเราก็ถึงตู้เสบียง คือ.....ไอ้ที่จินตนาการไว้พังทลายลงในพริบตา  ตู้เสบียงของรถขวนนี้ คล้ายเค้าเตอร์ขายอาหารในเรือเฟอรี่ ดอนสัก-เกาะสมุยเลย มีอาหารที่ทำใส่กล่องแล้ววางอยู่ในตู้กระจก มีตู้เครื่องดื่ม มีมาม่าคัพ แค่นั้นเลย....แล้วอาหารที่อยู่ในตู้ก็จะมีอะไรซักอย่างหน้าตาเหมือนผัดหมี่ขาวบ้านเรา กับอีกอันหน้าตาคล้ายๆ ผัดยากิโซบะบ้านเรา....เราเลือกอันหลังเพราะดูหน้าตาดีกว่าอันแรกนิดนึง สรุปไป 5 คน กินเหมือนกันเลย คือ ไอ้เจ้าผัดหน้าตาคล้ายยากิโซบะคนละกล่อง โค๊กคนละกระป๋องน้ำแข็งคนละแก้ว น้ำแข็งแพงมากค่ะ แก้วละ 1 ริงกิต (แก้วนึง เกือบ  9 บาทเลย) มื้อแรกบนรถไฟ ในดินแดนมาเลย์ กินกัน 5 คน  46.5 ริงกิต เฉลี่ยแล้วคนละ 84 บาท โดยประมาณ เป็นอาหารสัญชาติมาเลย์มื้อแรกทีได้กิน รสชาด บอกได้เลยว่า มันเค็มมากกกกกกกก




หน้าตาอาหารมื้อแรกในประเทศมาเลเซียของพวกเรา KTM


กินเสร็จกลับมาที่ตู้เรา ที่นั่งด้านหน้าเรา และฝั่งข้างเรา เป็นของครอบครัวชาวมาเลย์ครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง คุณผู้หญิงของครอบครัวนั้น หันมาถามเราว่า “เป็นคนฟิลิปินส์หรือ?” เราบอกว่าไม่ใช่ เป็นคนไทย หลังจากประโยคนั้น ค่ำคืนนั้นกลายเป็นค่ำคืนที่ยาวนานกันเลยทีเดียว กว่าจะได้นอนปาเข้าไปเกือบตี 2 คุณผู้ชายของครอบครัวนั้นแกคุยซะปานว่าไม่เคยคุยกับใครมาซักปีหนึ่งได้ คุยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด (นึกในใจกูไม่น่าคุยกับเมิงตั้งแต่แรกเลย) กว่าแกจะยอมให้พวกเรานอนได้ก็เกือบ ๆ ตีหนึ่ง แต่ตัวแกใช่ว่าจะหยุดคุยนะ แกเลิกคุยกับพวกเรา แกก็เดินไปคุยฝรั่งต่อ แอร์บนรถก็หนาวมาก ขนาดว่ามีประสบการณ์จากรถไฟไทยว่าแอร์บนรถไฟมันเย็นมากกกกก อุตส่าห์หอบเสื้อแขนยาวไปด้วย ยังเอาไม่อยู่  อดทนกับความหนาวจนว่ากำลังเคลิ้ม ๆ จะหลับ พี่แกจะลง เดินมาปลุก say goodbye อี๊ก อะไรจะมารยาทดีขนาดน้านนนนน ทีนี้กว่าจะจัดกระบวนท่าในการนอนใหม่ได้ หลับไม่ทันสนิทดี ถึง KL central แล้ว ดูนาฬิกา ตี 4 นิด ๆ ก็ประมาณตี 3 บ้านเรา ช่วงเวลาที่กำลังหลับสนิทเลย โอ๊ย....ชีวิต




หน้าตาตู้เสบียงบนรถไฟ KTM ที่เห็นด้านหน้าสุด ผู้ชายใส่หมวกขาวนั่นคือ บังผู้มีอัทธยาศัยดีคนนั้น




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 30 ธันวาคม, 2560, 21:20:24 »




EP #3 กัวลาลัมเปอร์- ถ้ำบาตู - โรงแรม







KL Central ในเวลาตี 4 กว่า ๆ มันก็จะวังเวง วังเวง หน่อย



หอบกระเป๋าลงจากรถไฟมา แอบตกใจ ทำไมมันวังเวงงี้วะ เงียบ เหงา หงอยมากกกกก  อันดับแรกสายตามองหาเมื่อเท้าเหยียบพื้นคือ ร้านขายซิมโทรศัพท์ แต่....ยังไม่เปิดซักร้าน ก็แหงหล่ะ ใครจะบ้าเปิดตั้งแต่ ตี 3 ตี 4  เมื่อร้านขายซิมยังไม่เปิด เราก็ไปล้างหน้าแปรงฟัน กันก่อน (น้ำยังไม่ได้อาบเหมือนเดิม) แล้วก็มานั่งรอเวลา เพราะ ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น รถไฟฟ้า ในเมืองยังไม่เปิด นั่งรอนอนรอกันไป นั่งพื้นนั่นแหละ สะอาดได้อยู่  ที่นี่มีปลั๊กไว้ให้ชาร์จแบตโทรศัพท์ด้วยอยู่ เดิน ๆ สำรวจดูหาที่ฝากกระเป๋า  สำรวจร้านรวงต่าง ๆ บริเวณสถานี ในนี้มีเซเว่นด้วย มีร้าน Mcdonald ที่เปิด 24 ชั่วโมง มีตู้ขายเครื่องดื่มแบบหยอดเหรียญ ป๊อกคุงเดินไปหยอดตู้ซื้อกาแฟมาให้กิน กระป๋องละ 1 ริงกิต อร่อยดี อร่อยกว่ากาแฟกระป๋องบางยี่ห้อในไทย





ตู้ขายเครื่องดื่มและกาแฟกระป๋องที่ป๊อกคุงเลือกมา



ระหว่างนี้พวกเราก็นั่งตกลงกันว่า จะเอายังไงกับชีวิตกันดี รถไฟฟ้าเที่ยวแรก 6.25 ถึงไปโรงแรมก่อน ก็เช็คอินไม่ได้อยู่ดี สรุปว่าพวกเราจะหาที่ฝากกระเป๋าแล้วไปถ้ำบาตูก่อน รถไฟฟ้าไปถ้ำบาตู ออก 6.49 แล้วไปหาข้าวเช้ากินแถวนั้น

เราก็หาที่ฝากของกันดูรีวิวใน pantip แนะนำให้ฝากที่ชั้น 2 ราคาจะถูกกว่า เดินขึ้นไปดูแล้วเราว่าชั้นล่างดูโอเคกว่าเยอะเลยตัดสินใจฝากที่ด้านล่าง มีให้เลือกหลายขนาด หลายราคา ตั้งแต่ 5, 10, 15 และ 20 ริงกิต  พวกเราเลือกตู้ที่มันใหญ่หน่อย ใส่ เป้หลัง 4 ใบ กระเป๋าลาก 1 ใบ ราคา 20 ริงกิต คนละ 36  บาท

วิธีการฝากก็ง่ายมาก ๆ คือเอาตังค์ไปหยอดในตู้ แลกโทเค่นมา พอเราใส่ตังค์ไปมันจะมีเหรียญโทเค่นลงมาให้เรา เหรียญราคา 5 ริงกิต ถ้าเราจะใช้ตู้ 20 ริงกิตเราต้องใช้เหรียญ 4 เหรียญ แต่.....ตู้นี้ไม่ทอนเงินนะ ต้องเตรียมเงินให้พอดี คือถ้าเราจะใส่ตู้ 5 ริงกิตก็หยอดแค่ 5 ริงกิต สาเหตุที่รู้ว่ามันไม่ทอนตังค์เพราะตอนแรกเราเลือกตู้ 15 ริงกิต แล้วเราหยอดตังค์ ไป 20 ริงกิต มันออกเหรียญมาให้ 4 เหรียญเลย เราก็เลยต้องใช้ตู้ 20 ริงกิต





ตู้แลกโทเค่นและ Locker สำหรับฝากของ


วิธีใช้ก็คือ เลือกตู้ไหนก็เปิดตู้ เอากระเป๋าใส่เข้าไป ปิดประตู หยอดเหรียญ ดึงกุญแจออก ข้อสำคัญที่ห้ามลืมเด็ดขาดเลยก็คือ ตรวจสอบสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ จำเป็นต้องเอาติดตัวไปด้วย เอาออกมาให้ครบ เพราะถ้าหยอดเหรียญแล้ว เอากุญแจออกแล้ว แล้วนึกได้ว่าลืมของ เปิดตู้ใหม่เพื่อที่จะเอาของนี่จบเลยนะ กุญแจล็อคไม่ได้แล้วนะ ต้องจ่ายตังค์ใหม่อีกรอบ (อันนี้เราทดสอบแล้วตอนกลับมาเอากระเป๋าออก ว่าประตูมันจะล็อคได้อีกหรือเปล่า ปรากฏว่า ไม่ได้แล้วนะครัช คุณได้สิทธิ์เปิดได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น)

ฝากกระเป๋าเสร็จก็ไปซื้อตั๋ว ค่าตั๋วรถไฟ Komuter ไปถ้ำบาตูคนละ 2.6 ริงกิต ประมาณ 24 บาทไทย เคาท์เตอร์ขายตั๋วเปิด 6 โมงเช้า ได้ตั๋วแล้วก็ไปรอที่ชานชลากัน กลัวตกรถ 555 แต่ละชานชลาก็จะมีจอบอกว่าชานชลานี้ เป็นรถสายไหน มาถึงกี่โมง





ระหว่างรอรถไฟ เราก็เก็บภาพไปพลาง ๆ




รถมาถึง 6.54 ช้าไป 5 นาที ขึ้นไปก็เลือกที่นั่งเอาตามอัธยาศัย ภายในรถไฟก็คล้าย ๆ รถไฟฟ้าบ้านเรา แต่ที่พิเศษกว่าคือ จะมี 2 ตู้ในขบวนคือตู้ที่ 5 และ 6 แยกเป็นตู้ Lady Car โดยเฉพาะ เราก็นั่งถ่ายรูปกันไปตื่นเต้นกับรถไฟมาเลย์กันไป ซักแป๊บนึงเราก็มาถึงปลายทาง สถานี Batu Cuves จุดเด่นของที่นี่ก็คือ หนุมานตัวเขียว ๆ ใหญ่พอ ๆ กับ Hulk มนุษย์ยักษ์จอมพลังเลย แล้วอีกอันหนึ่งก็คือรูปปั้นพระขันธกุมาร สีทองผ่องอำไพ โดดเด่นเป็นสง่าเห็นมาแต่ไกล

ตรงนี้เป็นศาสนสถานของชาวฮินดู เดินจากสถานี Batu Cuves ออกมา เดินขึ้นชั้นบน เลี้ยวซ้าย ลงบันไดไปเป็นทางเข้าชมถ้ำบาตู แล้วเราก็จะเจอกับ หนุมานตัวเขียวก่อนเพื่อน ก็เดินมาเรื่อย ๆ เราก็จะเจอพระขันธกุมารองค์ใหญ่มากกกกกกก ด้านหลังองค์ขันธกุมารเป็นบันไดขึ้นเขา ไปชมถ้ำ มองด้วยตาก็สูงเอาการอยู่ งานนี้หญิงเก๋ขอนั่งรออยู่ข้างล่าง ไม่ขึ้น ส่วนข้าพเจ้านั้น....ขึ้นเพราะความอยากรู้อยากเห็นอย่างเดียวเลย แต่ถ้ามีโอกาสได้ไปรอบอีกถามว่าขึ้นอีกไหม ตอบเลยว่า  “ ไม่!! ” 5555




ถ้ำบาตู



บันได 200 กว่าขั้น ไม่น่าจะยาก แต่ความชันก็เอาการอยู่ พอได้หอบ หอบใหญ่ ๆ เลยเหมือนกัน ระหว่างทางก็จะมีบรรดาลิงๆ วิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลา ไอ้เดินขึ้นไม่เหนื่อยเท่าไหร่ แต่ที่ชวนเป็นลมคือกลิ่นกำยานที่แขกจุดเพื่อบูชานี่แหละ บางคนจุดแล้วพาเดินขึ้นบันไดมาด้วยอย่างชิว ๆ แต่เราหายใจเอากลิ่นเข้าไปด้วย ไม่ชิน เราเลยไม่ชิวเท่าไหร่ ยิ่งหลาย ๆ กลิ่นปนกันยิ่งวิงเวียน ยิ่งเข้าไปในถ้ำกลิ่นยิ่งตลบอบอวลยิ่งนัก เดินได้พักเดียวต้องรีบลง จิเป็นลม จริง ๆ ข้างบนก็ไม่ได้มีอะไรมาก มีรูปปั้น มีจิตรกรรม มีศาสนสถาน ดูรูปเอาแล้วกันเนอะ ส่วนใครอยากรู้ว่ามีอะไรบ้าง แนะนำให้ไปอ่านใน pantip มีเขียนถึงไว้เพียบเลย เดินขึ้นก็หอบ เดินลงก็จะหัวทิ่ม มันเป็นเพราะเราอดนอนใช่ไหม ไม่น่าจะเกี่ยวกับอายุแต่อย่างใดนะ

ลงมาถึงก็ไปหาอะไรกินกัน เพราะตั้งแต่เมื่อเย็นวานมื้อเค็ม ๆ บนรถไฟ กับกาแฟคนละกระป๋องเมื่อเช้า เรายังไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ฝั่งตรงข้ามกับพระขันธกุมารเป็นร้านขายของที่ระลึกและเป็นร้านอาหาร เดินเข้าไปดูป้าย เห็นเซ็ทอาหารเช้าแบบชาวมาเลย์ หน้าตาน่ากินดี ฟรีโค๊กด้วย ตกลงกันว่าเอาร้านนี้แหละ พอเข้าไปนั่งในร้านเท่านั้นแหละ ไม่อยากจะคุย 55555 เข้าผิดร้านค่ะ ไอ้ป้ายที่เราเห็นอ่ะ มันอยู่ระหว่าง 2 ร้านไง เราเลือกเข้าร้านซ้ายมือ ปรากฏว่าป้ายนั่นเป็นของร้านขวามือ แล้วทำยังไงหล่ะ ก็กินไปค่ะ นั่งแล้วทำอะไรไม่ได้แล้ว 5555





ร้านอาหารที่ถ้ำบาตู



วิธีการเลือกอาหารก็คือ ดูเมนูแล้วจิ้มเอา หญิงเก๋กับลุงนภเลือกโรตี เราเคยกินจำปาตีที่อินเดียแล้วชอบ เลยสั่งจำปาตี ป๊อกคุงก็สั่งจำปาตีด้วย พี่ฝาสั่งอะไรจำไม่ได้แล้ว อาหารที่ได้มาก็จะมาเป็นชุด ใส่ถาดหลุมมา มีแป้งโรตี แป้งจำปาตี กับอะไรสักอย่างเราไม่กล้าชิม แต่ดูจากสายตาน่าจะเป็นหัวมันบดผัดกับหอมใหญ่ประมาณนั้น แล้วก็มีแกงเป็นหม้อยาว ๆ 4 อย่างยกมาให้ทั้งหม้อเลย จะกินแกงอะไรก็ตักเอา ตักเสร็จก็ส่งต่อไปให้โต๊ะอื่น อะไรก็ไม่สนุกสนานเท่าต้องใช้มือกิน เห็นโต๊ะอื่นใช้มือเปิบกันอย่างเอร็ดอร่อย เราก็นั่งบิดแป้งกินไป ไม่กล้ากินแกง กินแต่แป้ง มันเยอะมาก พอลองชิมแล้วแป้งจำปาตีที่นี่ไม่อร่อยเหมือนที่อินเดีย แป้งโรตีอร่อยกว่าเยอะมาก ริอ่านจะกินชาร้อนในต่างแดน ได้ชาร้อน รสชาดใช้ได้ แต่....ดันมีกลิ่นเครื่องเทศติดมาด้วย คือไม่ใช่กลิ่นจากที่อื่นแน่ ๆ เป็นกลิ่นที่ผสมอยู่ในชานี่แหละ กล้ำกลืนฝืนกินไปจนหมดแก้ว รู้งี้สั่งโค้กแบบลุงนภดีกว่า สนนราคาอาหารมื่อนั้น คนละ 7.5 ริงกิต คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ คนละ 68 บาท




อาหารเช้าของเรา หน้าตาแบบนี้




กินเสร็จแล้วก็กลับสิ รออะไร ค่ารถกลับก็เท่าเดิม คนละ 2.6 ริงกิต ( 24 บาท ) แต่ขากลับนี่ป๊อกคุงกับหญิงเก๋ซื้อตั๋วแพงกว่าเพื่อน พี่ฝารีบซื้อตั๋วก่อนเพราะพี่ฝาจะไปเข้าห้องน้ำ ลุงนภเลยให้แยกซื้อตั๋วเพื่อเก็บเงินย่อยไว้ไปขึ้นโมโนเรล ปรากฏว่า ป๊อกคุงซื้อตั๋วไปลง KL ซึ่งจริง ๆ แล้ว เราต้องลง KL central มันห่างกัน 1 สถานี เราก็ว่าทำไมป๊อกคุงซื้อตั๋วได้ถูกกว่าเรา พอเอาตั๋วมาดู อ้าว ซื้อผิดสถานี ไปขอเปลี่ยนตั๋วแล้วเพิ่มเงิน เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้เปลี่ยน บอกแต่ว่าก็ยูบอก KL ฉันก็ออกตั๋ว KL ไง...สุดท้ายเลยต้องซื้อตั๋วใหม่ รอบขากลับป๊อกคุงซื้อตั๋วกลับ KL Central ในราคาคนละ 42 บาท หุ ๆๆๆๆ





KL central ตอนเรากลับมาจากถ้ำบาตู



กลับมาถึง KL central โอแม่จ้าววววว มันช่างต่างกับเมื่อเช้าตอนเราไปราวหน้ามือกับหลังมือเลยทีเดียว ตอนนี้ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คน เดินกันขวักไขว่ วุ่นวาย อึกทึก คึกคักมากกกก เรามาผิดที่หรือเปล่านี่...มีเวลางงแค่แป๊บเดียว เพราะผู้เสพติดโซเชี่ยลทั้งหลาย มุ่งหน้าไปรอที่ร้านขายซิมโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว ตรงนั้นมี 2 ร้านติดกันคือ maxis กับ celcom เราเลือก celcom เพราะ celcom แพคเกจระยะสั้นถูกกว่า maxis  ซื้ออันเดียวสำหรับให้ลุงนภอัพเดทโซเชี่ยล ส่วนข้าพเจ้า รอใช้ wifi  ฟรี เอา ไม่มีก็ไม่อัพเดท 555 งก ส่วนค่าซิมนั้นจำไม่ได้จริง ๆ น่าจะประมาณคนละ 350 บาท




ร้านขายซิมโทรศัพท์


ได้ซิมเรียบร้อย แต่ละคนก็หามุมเพื่อรายงานตัวกับคนที่อยู่ประเทศไทยว่าพวกเรายังปลอดภัยดีอยู่ เสร็จเรียบร้อยเราก็ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ เพื่อไปที่โรงแรม ด้วยความหวังว่าจะได้อาบน้ำและพักร่างซักเล็กน้อยก่อนที่จะออกตะลุยกันต่อ และคราวนี้พวกเราจะได้ทดลองใช้รถโดยสารสาธารณะอีกชนิดหนึ่งของมาเลเซีย นั่นคือโมโนเรล แต่....ปัญหาคือ ไม่รู้ซื้อตั๋วที่ไหน และไม่รู้ต้องไปขึ้นรถตรงไหน ก็เดินไปถามตรงเค้าท์เตอร์ขายตั๋ว เจ้าหน้าที่บอกให้ขึ้นไปชั้น 2 แล้วเลี้ยวขวา แค่นั้น คือ แค่นั้นจริงๆ  ไม่คุยต่อด้วยโบกมือไล่เลย 555




แวะซื้อซิมโทรศัพท์ก่อน


พวกเราก็เดินเป็นกะเหรี่ยงหลงกรุงไปขึ้นบันไดเลื่อน พอขึ้นบันไดเลื่อนไปข้างบน โอ้.....ข้างบนนี่มันห้างสรรพสินค้าดี ๆ นี่เองมีทุกสิ่งอย่างให้เดินช็อป แล้วเราก็เห็นป้ายบอกทางไปโมโนเรล ทีนี้ก็เดินตามป้าย เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ขึ้นลงบันไดเลื่อนไปอีกนิดหนึ่งก็ถึง ก่อนเข้าสถานีจะมีตู้ขายตั๋วตั้งอยู่หลายตู้มาก ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าต้องซื้อตั๋วที่ตู้นี้ เดินไปหาเจ้าหน้าที่ตู้ประชาสัมพันธ์เจ้าหน้าที่ชี้มาที่ตู้ ให้เรามาซื้อตั๋วที่ตู้นี้ ลักษณะตู้ก็คล้าย ๆ กับตู้ขายตั๋วรถไฟฟ้าบ้านเรา กดเลือกขบวนที่เราจะซื้อตั๋ว กดเลือกสถานีที่จะลง แล้วหยอดตังค์ ตั๋วก็จะออกมาเป็นเหรียญเหมือน MRT  บ้านเรา ( ตู้นี้รับเงิน 1, 5, 10, 20 ริงกิตเท่านั้น เราต้องเตรียมเงินให้ดี เพราะถ้ามีแบงค์ใหญ่เลย นี่หาแลกลำบากมาก ไม่มีเค้าท์เตอร์ให้แลกแบบบ้านเรา บางแบงค์หยอดไปแล้วตู้มันไม่รับก็มี หลัง ๆ เลยใช้วิธีเตรียมเงินแบงค์เล็ก ๆ ไว้สำหรับซื้อตั๋วโมโนเรลโดยเฉพาะ ) เวลาขึ้นรถก็เหมือนกับขึ้น MRT เวลาจะเข้าไปขึ้นรถก็เอาเหรียญแตะ เวลาจะออกก็หยอดเหรียญ




นั่งโมโนเรลไปย่านกลางเมือง



โรงแรมที่เราจองไว้อยู่แถว ๆ Berjaya ตามแผนที่มันมี 2 สถานีที่เราลงได้ คือ Imbi กับ Bukit Bintang เราเลือกลงที่ Imbi ราคาตั๋วโมโนเรลก็คนละ 3.1 ริงกิต ก็ประมาณ 28 บาทไทย (เดี๋ยวจะสงสัยว่าแล้วไอ้ จุดหนึ่ง จุดสอง จุดห้า นี่เค้าคิดยังไง คือมันจะมีเหรียญที่มีค่าเป็นเซ็น จุดหนึ่งก็ 10 เซ็น เราก็จ่าย 3 ริงกิตกับอีก 10 เซ็น ไม่มีการปัดเศษนะครัช) ลงจากโมโนเรล เราก็อาศัย google map ในการนำทางเราไปโรงแรม สรุปว่าวันนั้นเราเลือกถูกที่ลงสถานี imbi  เพราะทางจาก Bukit Bintang ปิดบางส่วนเพื่อสร้าง MRT ถ้าเราลง Bukit Bintang เราต้องเดินอ้อมไกลมากกก กว่าจะถึงโรงแรม




เดินหาโรงแรม


แล้วเราก็มาถึงโรงแรม คืออธิบายไม่ถูกว่าสถานที่ตั้งของโรงแรมเปรียบกับสถานที่ไหนของประเทศไทยเราดี ดูจากสภาพแวดล้อม ถนนหน้าโรงแรมค่อนข้างแคบ ซ้าย ขวาของถนนมีร่องรอยของการเป็นร้านอาหารและภัตตคารเต็มไปหมด เพียงแต่ตอนเราไปสถานที่พวกนี้ยังอยู่ในช่วงเวลาหลับไหลอยู่ โรงแรมก็คล้าย ๆ การเอาตึกแถวเก่า ๆ มารีโนเวทเป็นโรงแรม สำหรับคนชอบความหรูที่นี่อาจไม่เหมาะกับคุณ แต่สำหรับพวกเรา ขอแค่มีที่ซุกหัวนอน มีที่อาบน้ำ ถือว่าโอเคแล้ว เดินเข้าไปด้วยความหวังว่า เราจะอาบน้ำ เราจะนอน ความหวังของเราพังทลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อฟร้อนท์ของโรงแรมบอกเราว่า เช็คอินได้ตอนบ่าย 2 นะคะ แต่ตอนนี้ให้เราฝากของไว้ได้ เข้าไปตอนเที่ยงกว่า ๆ เช็คอินได้บ่าย 2 งือ ๆๆๆๆ อยากจะร้องไห้ พอเข้าไปเจอแอร์เย็น ๆ แล้วแบบอยากหลับซะตอนนั้นเลย



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 02 มกราคม, 2561, 22:03:17 »


EP 4 # เบอร์จาย่า-ไชน่าทาวน์






ออกตระเวนชมเมืองกัน


ในเมื่อยังเช็คอินไม่ได้ พวกเราก็เลยออกตระเวนแถว ๆ Berjaya กัน เพราะพี่ฝากับป๊อกคุงมีภาระกิจใหญ่หลวงที่ Berjaya time square ครั้งนี้เราออกทาง Bukit Bintang เพื่อสำรวจเส้นทางว่า ครั้งต่อไปเราจะลงสถานีไหนดีถึงจะใกล้โรงแรม (สรุปว่า ลง Imbi ดีที่สุดแล้ว) เดินดูบรรยากาศบ้าง ถ่ายรูปบ้างไปเรื่อย ๆ จนถึง Berjaya สิ่งแรกที่ทำคือ หาอะไรกินกันก่อน ที่ Brejaya time square มีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือไทยด้วย คนเยอะมาก เราเลยไม่ได้กิน วนหาร้านกัน 3-4 รอบ สุดท้ายก็มาจบที่ร้าน MJ Cafe’ วิธีการสั่งก็ดูจากรูปเอาเหมือนเดิม อาหารมีเป็นเซ็ท ก็ชี้ ๆ เอา พี่ฝาสั่งข้าวไก่ทอด มีซอสอะไรไม่รู้ให้มาด้วย เรากับลุงนภเลือกข้าวอะไรซักอย่างดูจากรูปน่าจะรสชาดแซ่บ ๆ หน่อย หน้าตาคล้าย ๆ แกงเขียวหวานบ้านเรา ป๊อกคุงสั่งผัดหมี่หน้าตาคล้าย ๆ ราดหน้าบ้านเรา เก๋บอกว่าอยากกินอะไรเผ็ด ๆ เด็กรับออร์เดอร์แนะนำแกงปลาอะไรสักอย่างไม่รู้ เก๋ก็เลยสั่งอันนั้นไป อ้อ....พนักงานร้านนี้ที่รับออร์เดอร์เรา ฟัง และ พูดภาษาไทยได้ด้วยนะ เก่งดี (เราเลยไม่กล้านินทาเรื่องรสชาดอาหารเลย 555) พออาหารมาเสิร์ฟ สรุปของพี่ฝาอร่อยสุด เสียอย่างเดียว พี่ฝาบอกว่าข้าวที่เสิร์ฟมาด้วยเป็นคล้าย ๆ ข้าวคลุกมะพร้าว กินไม่ค่อยอร่อยสักเท่าไหร่ รองลงมาคือของป๊อกคุง หน้าตาอาหารและรสชาด พอกินได้ ส่วนของเรานั้น ของจริงกับภาพที่เห็น ..... เฮ้อ....ก้มหน้าก้มตากินไป 555 กับข้าวที่ได้มาที่ดูว่าคล้าย ๆ แกงเขียวหวานนั้น เป็นไก่ผัดกับใบโหระพาปั่น (น่าจะเป็นโหระพาแหละเพราะกลิ่นคล้าย ๆ) รสชาดก็ไก่ผัดใบโหระพาแหละ ไม่มีรสอื่น น้ำปลาไม่มี ซีอิ๊วขาวราดเข้าไปพอให้มันเค็ม ๆ แล้วก็กิน ไม่อยากจะบอกว่าขนาดไข่ดาวยังไม่อร่อยเลยอ่ะ ของเก๋ไม่ต้องพูดถึง เห็นหน้าตาแกงแล้วไม่กล้าชิม  ค่าอาหารมื้อนี้ คนละ 13  ริงกิต ก็ประมาณ 117 บาท





หน้าตาอาหารมื้อกลางวัน ที่ Brejaya time square


เสร็จเรื่องปากท้อง พี่ฝากับป๊อกคุงก็ไปทำภาระกิจอันใหญ่หลวงของพวกเขา เรา หญิงเก๋ และลุงนภ ก็มาหาร้านกาแฟนั่งรอ ตอนแรกว่าจะรอที่ร้านโอทาวน์ แต่คนค่อนข้างเยอะ เราเลยย้ายไปอีกร้านหนึ่ง (จำชื่อร้านไม่ได้ ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ด้วย) ร้านนี้คนน้อย มีเด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ก่อน ถ้าเป็นบ้านเราก็น่าจะวัยประมาณมัธยม พวกเราสั่งกาแฟคนละแก้ว เพราะเพิ่งกินข้าวมา กินอย่างอื่นไม่ลงแล้ว ตอนนั้นพลังงานกำลังจะหมดแล้วด้วย พอกินอิ่ม ๆ เข้าไปด้วยตามันอยากจะหลับซะอย่างเดียวเลย กาแฟก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยนะ  เพราะกินเสร็จ ลุงนภกับหญิงเก๋ ก็นั่งหลับรอพวกพี่ฝากันซะอย่างนั้น เราก็อยากหลับ แต่ไม่กล้าหลับ  พยายามกินกาแฟให้หมด กาแฟรสชาติไม่สมราคาเลย (ตั้งแต่บนรถไฟเมื่อวาน นอกจากกาแฟกระป๋องเมื่อเช้า ยังไม่มีอะไรที่คุณเธอบอกว่าอร่อยซักอย่างเลยนะ 5555) เราจำไม่ได้ว่านอกจากกาแฟแล้วเราสั่งอะไรเพิ่มไหม? แต่พอคิดเงิน หารกันแล้ว คนละ 24.65 ริงกิต ประมาณ 224 บาทไทย แอบแพงนะ รู้งี้กินสตาร์บั๊คดีกว่า (ร้านนี้ไม่ได้ถ่ายรูปเพราะง่วงมาก)

พี่ฝากับป๊อกคุงมาถึงเราก็เดินกลับไปที่โรงแรมอีกครั้ง ลองเส้นทางใหม่อยากเดินตากแอร์เย็น ๆ เดินเข้าไปในห้างเพื่อหวังว่ามันจะมีทางออกทางด้านหลัง วนอยู่ในห้าง 2 รอบ สุดท้ายมาออกที่เดิม โอเค เดินตากแดดก็ได้ฟระ  ขากลับเราเดินไม่ไกลเหมือนตอนขาไปแป๊บเดียวก็ถึงโรงแรม  ร้านรวง 2 ข้างทางเริ่มตื่นจากหลับไหล บางร้านเปิดให้บริการแล้ว 

กลับมารอบนี้เราเช็คอินได้แล้ว ใช้เอกสารการจองที่เราปริ๊นมายื่นให้เจ้าหน้าที่ จ่ายค่าประกันคนละ 100 ริงกิต (โครตแพงเลย) ได้ห้องเรียบร้อย ก็นัดกันว่า เราจะลงมาเจอกันอีกครั้งตอน 5 โมงเย็นเพื่อไปเดินเที่ยว สถานี KL เก่า ไป มัสยิดแห่งชาติมาเลเซีย ไปไชน่าทาวน์ แล้ววางแผนว่าจะกลับมาถ่ายตึกแฝดตอนกลางคืน (โปรแกรมแน่นมากกกกกก)

จอง 3 ห้อง ได้คีย์การ์ดมา 3 ใบ เลือกคนละ 1 ใบ คนที่โชคดีที่สุดในทริปนี้ของพวกเราในการเลือกที่พักก็คือ ป๊อกคุงและหญิงเก๋ ตอนอยู่กัวลาฯ ป๊อกเลือกคีย์การ์ดปุ๊บเปิดเข้าห้องได้เลยไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น ของพี่ฝาตอนแรกได้ห้องแยกจากพวกเราไปคนละชั้นเลย ปรากฏว่าคีย์การ์ดใช้ไม่ได้ ย้ายลงมาห้องติดกับเรา โอเค คีย์การ์ดใช้ได้ผ่านไปอีกคน

แต่.........ของเราบันเทิงกว่านั้นเยอะ คีย์การ์ดใช้ไม่ได้ เดินขึ้นลงอยู่ 5 รอบกว่าจะเปลี่ยนห้องให้ คือได้คีย์การ์ด เดินขึ้นไปห้อง (ที่เลือกเดินเพราะมันชั้นเดียวขี้เกียจรอลิฟท์) เพื่อนเข้าห้องได้หมด ของเราคีย์การ์ดใช้ไม่ได้  เดินลงมา เจ้าหน้าที่ 2 คนก็คีย์ข้อมูลให้ใหม่ ปื๊ด ปื๊ด ขึ้นไปก็ยังใช้ไม่ได้ เอ้า...เดินลงมาใหม่ ทุกอย่างเหมือนเดิมเป๊ะ...ก็เดินขึ้นไปใหม่ มันก็ยังใช้ไม่ได้ นี่ก็เดินลงมาใหม่ เดินให้น่องโป่งกันไปเลย คราวนี้มีเจ้าหน้าที่พิ่มขึ้นมาอีกคน และทุกคนมองเราราวกับว่า เมริงโง่เองป่าว? ทุกอย่างมันก็ถูกต้องนิ และทุกอย่างก็กลับไปวนลูปเดิม อีกครั้ง คีย์ข้อมูลใหม่ ปื๊ดๆๆ ระหว่างนั้น มีการเปิดลิ้นชักค้นหาคีย์การ์ดอันใหม่ไปด้วย ปรากฏว่า มีคีย์การ์ด อีกอันที่เป็นเลขเดียวกับของเรา แต่ส่งคีย์การ์ดอันเดิมกลับมาให้เราอีกครั้ง....ตรูก็เอาวะเดินขึ้นไปใหม่ มันก็ยังใช้ไม่ได้

คราวนี้องค์ลงแล้ว เดินลงไปครั้งนี้ นางยักษ์มาเองเลย ตรูอยากนอนแล้วนะโว้ยยยยยย ....เค้าก็เปลี่ยนห้องให้ รอบนี้ให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถือคีย์การ์ดขึ้นไปกับเราด้วย ทั้งอันของห้องเก่า (ที่มันใช้ไม่ได้) และของห้องใหม่....แล้วเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ลองเปิดห้องเก่าก่อนซึ่งมันก็เปิดไม่ได้  เค้าก็ส่งคีย์การ์ดห้องใหม่มาเรา ซึ่งอยู่เยื้อง ๆ กับห้องเก่า ทีเดียวเปิดได้เลย ณ วินาทีนั้น ฟิลลมาแบบ ตรูชนะค่ะ ตรูใช้เป็นนะเฟ้ย ตรูไม่ได้โง่ 55555 .... เจ้าหน้าที่คงสงสัย ว่าทำไมเปิดไม่ได้ เค้าลงไปข้างล่างและกลับขึ้นมาอีกครั้งพร้อมคีย์การ์ด 2 อัน ซึ่งเป็นเลขเดียวกัน คือ อันเดิมมันเปิดไม่ได้ แต่อันใหม่มันเปิดได้เฉยเลย......แล้วให้ตรูเดินขึ้นเดินลงจนน่องโป่งนี่คืออัลไล




ห้องนอนสำหรับ 2  คืนใน KL



ความบันเทิงเรื่องคีย์การ์ดจบไป ทีนี้เราก็ไปเรื่องความบันเทิงของห้องนอนกันมั่ง ตอนจองอ่านจากหลาย ๆ ที่ ก็มีคนบ่นว่าห้องแคบ แต่ดูรูปจากที่ agoda ลงก็ดูว่าไม่น่าแคบ แต่พอมาเจอของจริง เออ...มันแคบจริง ๆ นั่นแหละ  แคบตั้งแต่ทางเดินเลย ห้องเป็นประตูเปิดเข้าด้านใน คือพอเปิดประตูเข้าไป ก้าวหนึ่งก้าวถึงเตียงเลย พื้นที่ว่างปลายเตียงกับผนังซักศอกหนึ่งได้ หลังประตูเป็นห้องน้ำ เข้าห้องไปต้องกลับตัวปิดประตูก่อนถึงจะเข้าห้องน้ำได้ ประตูเปิดได้ไม่สุดน้ำ ประมาณ 45-50 องศา พอให้เอาตัวแทรกเข้าห้องได้ เข้าไป ก็ถึงเตียงเลย มีกระจกบานใหญ่และยาวมาก ติดฝาห้องไว้หลอกตาให้ดูกว้าง ไม่มีหน้าต่าง เหมือนอยู่ในกล่องเลย 555 เตียงโอเค นอนได้สบาย ไม่แข็ง ผ้าห่มนุ่มดี เครื่องทำน้ำอุ่นทำงานไม่ค่อยเสถียรเท่าไหร่ ร้อน เย็นสลับกันไป

เข้าห้องได้สิ่งแรกที่ทำคืออาบน้ำก่อนเลย แล้วก็นอน แต่นอนได้แป๊บเดียว ก็ถึงเวลานัด พยายามขุดตัวเองลุกขึ้นจากเตียงอยู่พักใหญ่ รวมพลพร้อม ก็ไปที่สถานี Imbi อีกครั้ง รอบเย็นนี้มีผู้ใช้บริการโมโนเรลคับคั่งมาก ทั้งนักเรียน นักศึกษา และมนุษย์งาน ทั้งหลาย ต้องรอถึง 2-3 ขบวนผ่านไปกว่าจะได้ขึ้น (ค่าโมโนเรล ก็เท่าเดิมคนละ 3.1 ริงกิต ประมาณ 28บาท) ที่ KL central ก็คึกคักไม่แพ้กัน ผู้คนขวักไขว่ รอบนี้เราใช้บริการ Komuter อีกครั้ง แต่นั่งแต่สถานีเดียว ไปลง สถานี  KL ค่าโดยสารคนละ 1.2 ริงกิต (ประมาณ 11 บาท)






บรรยากาศยามเย็น ณ สถานีโมโนเรล Imbi  คนเยอะมาก


ถึงสถานีกัวลาลัมเปอร์ เดินเที่ยวก่อน เพราะวางแผนจะไปหาอะไรกินที่ไชน่าทาวน์กัน ตามแผนคืออยากไปดูมัสยิดฝั่งตรงข้ามสถานี และถ่ายรูปอาคารสถานีเก่า แต่สงสัยเราเดินไม่ถูกทิศ หามุมถ่ายรูปสถานีไม่ได้เลย ก็เลยตัดสินใจไปมัสยิดฝั่งตรงข้ามสถานีกัน เดินไปเรื่อย ๆ หาทางข้ามฝั่งไม่เจอ หลงไปจนถึงที่จอดรถเดือดร้อนยามที่นั่นต้องบอกทางพวกเราอีก เราก็เดินกลับไปทางสถานีใหม่อีกรอบ เขามีอุโมงค์ลอดสำหรับคนเดิน เราก็ไปโผล่ตรงข้ามกับที่ทำการใหญ่ของ  KTM พอดี (มองครั้งแรกนึกว่ามัสยิด) เก็บภาพกันเล็กน้อย ก็เดินต่อไปยัง มัสยิดแห่งชาติ ก็ถ่ายรูปกันอีกเล็กน้อย แล้วตัดสินใจ ไปไชน่าทาวน์กันดีกว่า เพราะบรรยากาศไม่น่าเดินต่อเลย มันเงียบ ๆ วังเวง ๆ ไงไม่รู้ 5555 นอกจากพวกเราแล้วไม่เห็นมีใครเดิน สงสัยเราคงมาผิดแลนด์มาร์ค ผิดเวลา







ก็เดินย้อนกลับมาใหม่ ทีนี้ก็มุ่งหน้าไปยังเป้าหมายใหม่ของเราคือ ไชน่าทาวน์ เดินไปทางสถานีรถไฟฟ้า Pasar Seni ที่นี่เหมือนเป็น Central ของรถโดยสารด้วยนะเพราะเห็นรถโดยสารหลายสายมากเข้ามาจอดที่นี่ ตอนนั้นเราไม่ได้สนใจ สถานที่อื่น ๆ มากนักเพราะใจเราอยู่ที่ไชน่าทาวน์ จิตเรานึกถึงแต่อาหารอร่อย ๆ ที่นั่น





ด้านหน้าของย่านไชน่าทาวน์


พอเดินไปถึง เราว่าที่นี่ก็คล้าย ๆ ถนนคนเดินบ้านเรา มีสินค้ามาวางขาย พื้นเมืองบ้าง ไม่ใช่บ้าง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า สวรรค์ของสายช็อป แต่เราสายแฏก ไม่ใช่สายช็อป สายตาเลยมองหาแต่ร้านขายของกินเจอร้านอาหารน่ากินมาก แต่คนเต็มไม่มีที่นั่ง ก็เดินวน ๆ กันไปเพราะคิดว่าน่าจะมีร้านอื่นอีก ปรากฏว่าไม่มีหรืออาจจะเป็นอีกครั้งที่เราอยู่ผิดที่ผิดเวลา สุดท้ายตัดสินใจนั่งร้านที่คนเยอะ ๆ นั่นแหละ เขาบอกว่านั่งตรงไหนก็ได้เดี๋ยวเขามาเสิร์ฟ หย่อนก้นปุ๊บเปิดเมนูดู เก้าอี้ร้อนโดยฉับพลัน 5555 เห็นราคาแล้ว นั่งไม่ติดกันเลยทีเดียว จานหนึ่ง 200 กว่าบาท คือมาถึงวันแรก ยังไม่รู้ว่าวันต่อไปยังมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ อย่าเพิ่งกินแพงขนาดนั้นเลยเนอะ ตอนนี้ ท้องก็ร้อง หนังตาก็ตก ขาก็เริ่มล้า แหะ ๆ เดินวนกันใหม่อีกรอบ รอบนี้ได้น้ำลำใยคนละแก้ว ๆ ละ 1.8 ริงกิต ประมาณ 16 บาท กินน้ำลำใยรองท้องกันไป (ปล. ไม่ได้ถ่ายภาพ ไชน่าทาวน์มาเพราะหิวจนตาลาย 555)

สุดท้ายเดินออกดีกว่า กลับไปหากินเอาแถว ๆ โรงแรมก็ได้ น่าจะมีอะไรให้กินเยอะกว่า ก็เดินออกมากัน ปรากฏว่าพอเดินออกมาถึงแยก ถึงได้รู้ว่าเราพลาดอย่างแรง เพราะฝั่งตรงข้ามถนนที่เรายืนอยู่ นั้นคือ เซ็นทรัลมาร์เก็ต เป็นแลนด์มาร์กอีกอย่างหนึ่งที่เราต้องมา พอมาถึงตรงนี้เลยนึกได้  อ้อ...ที่นี่แหละที่บังคนที่เราเจอบนรถไฟแกแนะนำว่าเราต้องมา พลาดมาก แต่ทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะความหิวมีอำนาจมากกว่าความอยากช็อป ตัดสินใจเด็ดขาดกลับไปตั้งหลักที่โรงแรมดีกันกว่า ขึ้นรถไฟฟ้ากลับ KL central ขากลับนี่ได้เจอแขกเมาด้วย เมาแบบหมดสภาพเลย คนเมาประเทศไหน ๆ ก็ไม่น่าดู บวก ๆ กับน่ากลัวเหมือนกันหมดเลยเนอะ แหะ ๆ





ตั๋วรถไฟฟ้า ขาไปใช้คอมพิวเตอร์ ขากลับใช้มือเขียน


กลับมาตั้งหลัก KL Central อีกครั้ง ขึ้นโมโนเรลกลับโรงแรม พอลงจากโมโนเรลเดินเข้าซอยไปโรงแรม อื้อหือ เมืองนี้ตื่นจากหลับไหลแล้วกระนั้นฤา แสง สี เสียง ผู้คนคึกคักมาก ถนนหน้าโรงแรมที่เราเดินเมื่อตอนบ่าย กลายเป็นที่วางโต๊ะอาหารเรียงรายเต็มไปหมด ผู้คนเดินกันขวั่กไขว่ อึกทึกและคึกคักมาก เราเริ่มมองหาร้านอาหารเพื่อฝากท้องสำหรับมื้อค่ำ ตอนแรกตั้งใจว่ากินเสร็จจะออกไปถ่ายตึกแฝดกัน





ความแตกต่างของถนนหน้าโรงแรมที่เราพัก ในตอนบ่ายกับตอนค่ำ



และแล้วเราก็เจอร้านหนึ่ง ป้ายร้านเขียนว่า ไทยฟู๊ด เอาวะ...ร้านนี้แหละ นั่งแล้วดูเมนูอาหารเลือกไปคุยไป เด็กในร้านถาม พี่เป็นคนไทยเหรอครับ เฮ้ย...ย พูดไทยได้ด้วย  จะรออะไร นั่งเลย

เราสั่งอาหารไทยง่าย ๆ คือกระเพราไก่ + ไข่ดาวคนละจาน พี่ฝา กับ ป๊อกคุง สั่งเบียร์มากินแก้ปวดเมื่อย คุยกับเด็กเสิร์ฟที่พูดไทยได้ ได้ความว่า เจ้าของเป็นคนไทยมาอยู่นี่หลายปีแล้ว ไม่ค่อยได้กลับเมืองไทย นั่งรอสักพักอาหารก็มา หน้าตาอาหารก็คล้าย ๆ ผัดกระเพราใส่ถั่วฝักยาวบ้านเรา แต่ที่ไม่เหมือนก็คือ เขาใส่ใบโหระพา แทนใบกระเพรา จนเราแอบสงสัยว่าคนที่นี่เขาไม่กินกระเพรากันหรือย่างไร รสชาดก็ถือว่าดีกว่ามื้อกลางวันที่เบอร์จาย่าหน่อยนึง แต่สงสัยอาหารที่เราสั่งจะห้าตาน่ากิน ฝรั่งเดินมาเห็นก็ชี้ ๆ เอาแบบนี้  ๆ กระเพราไก่+ไข่ดาวร้านนั้นเลยขายให้ฝรั่งได้เพิ่มอีก 2 จาน วันนั้นเรากินกระเพราไก่ + ไข่ดาว 5 จาน น้ำเปล่า 5 ขวด = 50 Rm เบียร์ 2 ขวด ๆ ละ 22 Rm รวมทั้งหมด 94 Rm แม่ค้าคิดเรา 78 Rm ไม่รู้เขาลดให้หรือเขาคิดผิด 5555 เพราะเราเองก็ไม่ได้รวมยอด ณ ตอนนั้น มารวมยอดตอนจะหารตังค์กัน ว่าใครจ่ายเท่าไหร่ อ้าวววว สงสัยแม่ค้าลดค่าเบียร์ให้ สรุปเย็นนั้นเราจ่ายค่าข้าวคนละ 90 บาทโดยประมาณ พี่ฝากับป๊อกคุงมีค่าเบียร์เพิ่มมาคนละ 120 บาท





หน้าตาของผัดกระเพราไก่ ไข่ดาว ที่ฝรั่งเห็นยังสั่งตามเรา


กินเสร็จ แผนเดิมคือจะไปถ่ายไฟตึกแฝด แต่ว่าพอหนังทองตึงหนังตาก็หย่อนโดยพลัน ลุงนภ กับ เก๋จัง ยกมือขอบาย เราก็เลยขอบายอีกคน พี่ฝา ชวนป๊อกคุง นัดเฮียเก่งซึ่งมาเที่ยวกับครอบครัวก่อนหน้าพวกเราหลายวันแล้วว่าจะไปหาน้ำดื่มเพื่อสุขภาพใส่กระเพาะกันต่อ เราเลยแยกย้ายกัน ณ ตรงนั้น เรากับลุงนภเดินไปหาแป๊บซี่กินคนละกระป๋อง ที่น่าแปลกอีกอย่างของที่นี่ ทำไมตู้แช่มันไม่เย็น ไม่ว่าจะมินิมาร์ท ธรรมดาหรือเซเว่น ความเย็นของตู้แช่สู้บ้าเราไม่ได้เลย ตอนแรกกะว่าจะได้แป๊บซี่เย็น ๆ ซักคนละกระป๋อง ได้แป๊บซี่เกือบเย็นมาแทน ราคากระป๋องละ 21 บาท ถือว่าแพงถ้าเทียบกับบ้านเรา แต่ว่าที่นี่ เครื่องดื่มพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็น น้ำอัดลม เบียร์ บุหรี่ แพงกว่าบ้านเราเยอะมาก


หลังจากแยกย้ายกันเราก็กลับไปนอนในกล่อง อาบน้ำ ที่เครื่องทำน้ำอุ่นไม่เสถียรเอาเสียเลย เสร็จแล้วก็นอนหลับเป็นตายยันเช้าเลย



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 08 มกราคม, 2561, 13:13:25 »


EP 5 #  ไปมะละกา แล้วเหาะกลับมาดูไฟตึกแฝด




วันนี้เป็นวันที่เที่ยวต่อเนื่องเลยขอเขียนทีเดียวยาว ๆ เลยนะ แบ่งภาคไม่ถูก

หลังจากเมื่อคืนได้นอนเต็มที่ เช้านี้ตื่นตั้งแต่ ตีห้ากันเลยทีเดียว ตื่นมานอนเขี่ยโทรศัพท์เล่นไปพลาง ระหว่างนั้นก็ทะเลาะกับตัวเองไปพลาง ๆ ว่าจะนอนต่อหรือจะลุกดี ใจหนึ่งก็อยากออกไปเก็บบรรยากาศยามเช้าของเมือง KL อีกใจก็อยากนอนต่อ เพราะปวดเมื่อยสาระร่าง ที่สำคัญคือ อิลุงนภยังไปเฝ้าพระอินทร์อยู่เลย 6 โมงกว่า ๆ ทักไลน์พี่ฝาไป พี่ฝาบอกว่าจะออกไปเดินเที่ยว เลยนัดกัน 7 โมง ปลุกอิลุงนภตื่น อาบน้ำ แต่งตัวเสร็จ ไปเคาะห้องพี่ฝา พี่ฝาพร้อมแล้ว แต่ป๊อกคุงกับเจ๊เก๋สงสัยยังไม่ตื่น เคาะประตูก็เงียบ โทรศัพท์ก็ไม่รับ เราเลยตัดสินใจออกไปเดินเที่ยวกันก่อน สาย ๆ ค่อยโทรหา 2 คนนี้อีกที วันนี้แพลนของเราจะเริ่มตอน 10 โมงเช้า ไปรับนู๋ทิพย์ที่สนามบิน จากนั้นนั่งรถไปมะละกา แล้วกลับมาถ่ายรูปตึกแฝดกันตอนค่ำ ๆ

เมื่อตกลงกันว่าเราจะไปเดินชมเมืองกันพลาง ๆ ระหว่างรอเวลาไปรับนู๋ทิพย์ ก็คว้ากล้องออกเดินกัน เมือง KL ในตอนเช้าไม่วุ่นวายเท่ากรุงเทพฯ มีมุมสงบ ๆ ให้เห็นอยู่เยอะ ต้นไม้ใหญ่ ๆ สองข้างทางยังมีอยู่มาก ร่มรื่นดี เราเดินกันไปเรื่อย ๆ เป้าหมายของเราคือ ไป KL ทาวเวอร์

ที่ KL เราจะไม่ค่อยเห็นร้านอาหารริมฟุตบาทแบบกรุงเทพฯ บ้านเรา (นอกจากถนนด้านหน้าโรงแรมที่เราพัก) จนเราสงสัยว่า แล้วคนใน KL เขากินอะไรกัน เช้าวันนี้ระหว่างทางที่เราเดินไป KL ทาวเวอร์ เราก็ได้เห็นชีวิตยามเช้าของชาวกัวลาลัมเปอร์ เราได้เห็นมื้อเช้าแบบชาวกัวลาลัมเปอร์ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นมื้อเร่งด่วน หรือเปล่าไม่รู้ เราห็นรถขายขนมปังคันเล็ก ๆ จอดอยู่ข้างถนน มีผู้คนเดินไปซื้อยู่เนือง ๆ เราได้เห็นโต๊ะเรียงรายอยู่ริมฟุตบาท ขายสารพัดแป้งทอด ขนมปัง โรตี จำปาตี ซาลาเปาทอด และ ปาท่องโก๋ และถาดใส่แกงอีกหลายอย่างที่ใช้กินกับแป้งทอดข้างต้น รวมไปถึง แยมสารพัดชนิด วางอยู่บนโต๊ะ มีผู้คนรุมล้อมเพื่อเลือกซื้อมากมาย จนอดไม่ได้ที่จะยืนมอง (ไม่รู้ว่าสนใจหรือหิว 555) ระหว่างที่เดินผ่านร้านแล้วร้านเล่า เราก็คิดว่าเดี๋ยวตอนเดินกลับมาเราจะลองชิมดูมั่งว่ารสชาดจะดีกว่าอาหารเช้าที่ถ้ำบาตูไหม เพราะว่า ณ ตอนนั้นซื้อไม่ทันแน่ ๆ อิลุงนภเดินตามควายอยู่ ถ้ามัวแต่เอ้อระเหย ชิมโน่นชิมนี่ ข้าพเจ้าหลงแน่ ๆ 555







ร้านอาหารข้างทาง ที่น่าทดลองชิม



เราก็เดินไปถ่ายรูปไปจนถึง KL ทาวเวอร์ พี่ฝาก็บอกพวกเราว่า เฮียเก่งพักอยู่แถว ๆ นี้แหละ แล้วพี่ฝาก็ถ่ายรูปตรง หน้าทางเดินเข้าไป KL ทาวเวอร์ จำได้ว่าตรงนั้นเป็นทาง 3 แยก ซ้ายมือคือทางสำหรับขึ้นไป KL ทาวเวอร์ ตรงข้ามแยกนั้นเป็นโรงแรม หรือตึกอะไรซักอย่างนี่แหละ (ไม่แน่ใจว่าหลังจากนั้นพี่ฝาโพสท์ลงเฟสหรือส่งไลน์ แล้วโดนเฮียเก่งด่า 555 เราไปถึงหน้าโรงแรมที่เฮียพักแต่ไม่ได้เจอกัน สรุปเราอยู่ KL 2 วัน เฮียเก่งก็อยู่ KL แต่เราไม่ได้เจอกันเลย)






เดินชมเมืองยามเช้า



เราได้ถ่ายรูป KL ทาวเวอร์ แค่ด้านนอก เพราะตึกเปิดให้ขึ้นตอน 9 โมงเช้า ตอนที่เราเดินไปถึงยังไม่ 8 โมงดีเลย ถ่ายรูปเสร็จ ก็เดินกลับมาตอนแรกว่าจะไปถ่ายตึกแฝด แต่เรามีแผนจะมาตอนเย็นอยู่แล้วก็เลยไม่ได้เดินไป นั่งรอเวลาโมโนเรลเปิดวิ่ง เราไม่แน่ใจเรื่องเวลาเดินรถ โมโนเรลของมาเลเท่าไหร่นะ เพราะเขาบอกว่า เปิด 6  โมงเช้าถึงเที่ยงคืน แต่วันนั้นเรายืนรอ ประตูทางขึ้นสถานีเปิดอยู่จนน่าจะ 8 โมงเช้าได้แหละ เราถึงได้ออกเดินทาง ตอนแรกเราซื้อตั๋วลง imbi คนละ 3.1 Rm แต่พอถึง Imbi พี่ฝาโทรหาป๊อกคุงอีกครั้ง สรุป 2 คนนั้นเพิ่งตื่นเราเลยเปลี่ยนใจ ไปรอที่ KL central เลยดีกว่า ให้ป๊อกคุงกับเจ๊เก๋ ตามไปเจอที่ KL central เสียค่าโมโนเรลอีกคนละ 3.1 Rm






มื้อเช้าของวันนี้เราฝากท้องไว้ที่ร้านนี้



ระหว่างรอเจ๊เก๋กับป๊อกคุง เราก็หาอาหารกินเช้าที่ KL central เลย อย่าถามว่าแล้วไอ้แป้งทอด ๆ ริมถนนที่ว่าจะกินตอนเดินไป KL ทาวเวอร์ ไม่ได้กินรึ คำตอบคือ ไม่ได้แม้แต่ดมกลิ่นค่ะ ตอนไปอิลุงเดินตามควาย ตอนกลับตลาดวายค่ะ หายเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่เศษซากให้ได้ยล เราเลือกร้านที่ดูอินเตอร์นิดนึง เพราะอยากได้อาหารเช้าแบบสัญชาติอื่นบ้าง ไม่อยากได้อาหารเช้าสัญชาติมาเล ดูหน้าตาหน้าร้านโอเคอยู่ มีเครื่องชงกาแฟสดด้วย น่าจะเวิร์ค ตัดสินใจเดินเข้าร้านนี้ เราสั่งชุดอาหารเช้า ในชุดนี้มีกาแฟด้วย และสั่งชามะนาวเพิ่มาต่างหากอีก 1 แก้ว พี่ฝาเอาด้วย แต่อิลุงอยากกินอะไรร้อน ๆ ก็เลยสั่งมาม่ามา ตอนมาเสิร์ฟ เราได้ชุดอาหารเช้าหน้าตาคล้าย ๆ ในเมนู พร้อมด้วยชาที่สั่ง แต่....ไม่มีกาแฟมาให้ จนเรากินเสร็จกาแฟก็ยังไม่มา จนพี่ฝาทวง พนักงานถามกลับ คุณจะเอากาแฟด้วยรึ เอ๊า....ที่เลือกชุดนี้เพราะมีกาแฟแถมไง ถ้าไม่เอากาแฟจะสั่งทำป๊ะอะไร (สงสัยเขาเห็นเราสั่งน้ำอื่นด้วยเลยไม่ไห้กาแฟมา) มื้อเช้าของเรากับพี่ฝา คิดเป็นเงินไทยแล้วคนละ 170 บาท ของอิลุง มาม่า 1 ถ้วย มีใส้กรอก 2 อัน กับอะไรแผ่น ๆ ไม่รู้ 2 ชิ้น ราคา 183 บาทไทย เป็นมาม่าที่แพงมากค่ะ






หน้าตาอาหารเช้าของพวกเรา



9 โมงนิด ๆ ป๊อกคุงกับเจ๊เก๋มาถึง ก็หาอะไรกินเราก็เดินเล่นไปพลาง ๆ เสร็จแล้วก็มานั่งรอนู๋ทิพย์ที่เดิมที่เรานั่งรอรอไฟเปิดเมื่อวานเช้า 10 โมงกว่า ๆ นู๋ทิพย์มาถึง หาที่ฝากกระเป๋าเรียบร้อย เราก็ขึ้น KLIA Transit ไปสถานี TBS  ก็น่าจะคล้าย ๆ รถไฟฟ้าชานเมืองบ้านเรา เรานั่ง KLIA Transit ไปลงที่สถานี Bandar Tasik Selation (คนละ 4.2 Rm. ประมาณ 36 บาทไทย) ที่นี่สถานีนี้เหมือนฮับเล็ก ๆ ที่หนึ่งของ KL คือขยายชุมทางออกมาไว้ชานมืองเสียเพื่อไม่ไห้ในเมืองวุ่นวายเกินไป ที่สถานี้ เป็นจุดรวมของรถไฟฟ้า 3  สาย คือ KLIA Transit, LRT และรถไฟชานเมือง KTM






สถานี BTS (Bandar Tasik Selation)



เราลง รถไฟฟ้า เดินขึ้นสะพานเชื่อมเพื่อไปยังสถานี TBS คืออยากจะบอกว่าเป็นขนส่งที่ สะอาดมากกกกก กอไก่ล้านตัวเลย สะอาดกกว้างและสวยกว่าสนามบินบางสนามบินบ้านเราอีกอ่ะ

ที่นี่มีความทันสมัยอยู่มาก มีตารางเดินรถโชว์ มีประกาศ แบบในสนามบินเลย รถคันไหนกำลังจะออก ชานชลาไหน รถคนไหนกำลังจะเข้า ชานชลาไหน มันสุดยอดมาก

เราสามารถซื้อตั๋วที่ช่องไหนก็ได้ คนต่างชาติต้องยื่นพาสปอร์ตด้วยอาจดูยุ่งยาก แต่ไม่ช้านะ แป๊บเดียวเสร็จ เราได้ตั๋วไปมะละกา ที่ระบุชื่อเรา ระบุที่นั่งเรียบร้อย รวมไปถึงเวลารถออกและชานชลาที่รถจอด มาในตั๋วเรียบร้อย เหมือนบอร์ดดิ้งพาสเลย ราคาคนละ 10 Rm คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 85 บาท เรานั่งรอเวลาอยู่พักนึง รถก็เข้ามาจอด มีการตรวจตั๋วเหมือนตรวจบอร์ดดิ้งพาสขึ้นเครื่องเลย 555






ด้านในของสถานีรถโดยสาร TBS หรูและสะอาดมากกกก



ได้ที่นั่งเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางกัน ขาไปก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ไปตลอดเส้นทาง ประมาณ 2 ชั่วโมงนิด ๆ เราก็มาถึง  Melaka Central หรือภาษาบ้านเราก็คือ สถานีขนส่งเมืองมะละกานั่นเอง เราเลือกกินข้าวกลางวันกันที่นี่ เดิน ๆ ดูแล้วเลือกร้านเอา พี่ฝากับป๊อกคุงสั่งข้าวมันไก่ ลุงนภสั่งข้าวผัด เรากับเก๋สั่งอะไรสักอย่างที่ดูจากรูปแล้วมันน่าจะคล้าย ๆ ผัดเปรี้ยวหวานบ้านเรา พออาหารมาเสิร์ฟ ของลุงนภน่าตาน่ากินอยู่ ข้าวมันไ่ทอดก็หน้าตาคล้าย ๆ ข้าวมันไก่บ้านเรา แต่ของเรากับเก๋ คืออธิบายไม่ถูกว่ามันคืออะไร คล้าย ๆ ข้าวราดแกงมีสะตอมีกุ้งมีหอมใหญ่มีผักนิดหน่อย กับน้ำแกงที่มันมาก ๆ และเยอะมาก ๆ รสชาดก็อธิบายไม่ถูก ๆ มัน ๆ เลี่ยน ๆ 555 ป๊อกคุงสั่งซุปลูกชิ้นมากิน ลุงนภเลยสั่งด้วย ซุปลูกชิ้นถ้วยละ เกือบ 100 รสชาติใช้ได้อยู่ แก้เลี่ยนได้ดี ค่าอาหารทั้งหมดของเรากับอิลุง 26.1 RM. ประมาณ 220 บาทไทย ร้านนี้มี + vat ด้วย กี่ % จำไม่ได้แล้ว







มื้อกลางวันที่ Melaka Central



กินเสร็จพี่ฝาเดินไปดูรถที่จะเข้าเมืองพวกเราก็เข้าห้องน้ำ ออกจากห้องน้ำ เรากับเจ๊เก๋ แวะซื้อขนมปังติดกระเป๋าไปด้วยเผื่อหิวระหว่างทาง หยิบ ๆ ๆ แล้วคิดตังค์ ของเราจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่น่าจะประมาณ 5-60  บาท ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องรสชาดมากนัก เพราะผิดหวังกับอาหารในทุกมื้อที่กิน 555 แต่พอได้กินตอนอยู่มะละกา บอกเลยว่าเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ และเสียดายที่ซื้อมาน้อยไปหน่อย 555

เราเดินตามป้าย Domestic Terminal เพื่อไปขึ้นรถสาย 17 เพื่อเข้าเมือง จากที่อ่านในรีวิวเขาบอกว่าให้เราดูให้ดีเพราะฝั่งหนึ่งมันเป็นรถไปต่างเมืองอีกฝั่งหนึงมันเป็นรถเข้าเมือง  ค่ารถเข้าเมืองคนละ 1.5 Rm ขึ้นรถไป แล้วจ่ายกับคนขับรถได้เลย ที่สำคัญคือต้องเตรียมเงินให้พอดี หรือใกล้เตียง ถ้าเราจ่ายแบงค์ใหญ่ ๆ เราอาจถูกคนขับรถด่าได้ (จากประสบการณ์การขึ้นรถสาย 17 ในมะละกา ทำให้ตอนอยู่ปีนังเราจะเตรียมเศษเงินไว้เพื่อจ่ายค่ารถให้พอดี เพื่อเป็นการไม่เสี่ยงต่อการโดนด่าหรือโดนไล่ลงจากรถ 5555 )







Dutch square and around Melaka




ประมาณ 25 นาที รถสาย 17 ที่ตอนเราไปขับได้น้อง ๆ รถสาย 8 บ้านเรานั้นก็พาเรามาถึง Dutch square เห็นตึกรามสีแดง ๆ ด้านซ้ายมือคือใช่เลย ลงได้เลย เราก็ลงมาเดิน ถ่ายรูปกันไป พี่ฝาทำการบ้านมาดีมีโจทย์สตรีทอาร์ตให้ไปเดินเก็บเยอะ ส่วนเราไม่มีอะไรเลย 555 ก็เลยเดินเก็บภาพตึกรามบ้านช่องไปเรื่อย ๆ เมืองนี้เป็นเมืองมีเสน่ห์ เสียดายที่ก่อนหน้านี้เราไม่ได้สนใจเมืองนี้สักเท่าไหร่ แต่พอไปถึง คือแว๊บแรกหลังจากเดินเรื่อย ๆ แล้วกลับมานั่งที่จตุรัสดัส เพื่อรอรวมพล เรามีความคิดว่าอยากกลับมาอีกครั้ง ปักหลักที่เมืองนี้เลย อยากเห็นบรรยากาศยามเช้า ยามเย็น และยามค่ำคืนของเมืองนี้

ที่มะละกา คนไทยเยอะมากจริง ๆ เราจะได้เห็นอะไรแบบไทย ๆ เยอะไปหมด ในแบบที่บ้านเราเรียกว่าทำอะไรตามใจคือไทยแท้นั่นแหละ เราได้ยินภาษาไทยเยอะจนแว๊บหนึ่งลืมไปว่าเราอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน คิดว่าเราอยู่จังหวัด ๆ หนึ่งของเมืองไทย 555







เดินเก็บภาพรอบ ๆ เมือง เมือง ๆ นี้มีเสน่ห์ดี



เราเดินชมเมืองไปเรื่อย ๆ ที่นี่มีแลนด์มาร์กหนึ่งที่อยากไปถ่ายคือโบสถ์คริสต์ “โบสถ์เซนต์ ฟรานซิส เซเวียร์ (Church of St. Francis Xanvier)” เดินไปเรื่อย ๆ จนถึงโบสถ์ ถึงตรงนี้เหลือ เรา ป๊อกคุง เจ๊เก๋ และอิลุงนภ พี่ฝากับนู๋ทิพย์หายไปไหนไม่รู้แล้ว 5555 พอถึงตรงนี้ เราต่างก็แยกย้ายไปคนละมุม เราไปถ่ายโบสถ์ ลุงนภไปถ่ายหลุมขุดค้นอะไรสักอย่าง ด้านหน้าโบสถ์ ป๊อกเดินถ่ายรูปไปเรื่อย เจ๊เก๋หลบมุมโทรศัพท์ ดูเคร่งเครียดกว่าเพื่อน ออกจากตรงนั้นเราก็เดินมารอพี่ฝาที่ Dutch square ถึง Dutch square จึงได้รู้ว่าที่เจ๊เก๋แกเคร่งเครียดอยู่นั้นแกกำลังเช็คผลสลากกินแบ่งบ้านเราอยู่ และเป็นที่มาของวลี “หวยไทยกินไกลถึงต่างแดน” ของลุงนภ 5555

ระหว่างรอพี่ฝา เราก็เอาขนมปังมานั่งกินกับเจ๊เก๋ ถึงได้รู้ว่าขนมปังที่เราคิดว่าเอาไว้กันตายนั้นมันออร่อยมาก เป็นของอร่อยที่สุดตั้งแต่เราเหยียบแผ่นดินมาเลย์ เลยก็ว่าได้ แอบเสียดายที่ซื้อมาแค่ 3 ชิ้นเอง อิลุงนภกับป๊อกคุงไปลองเลนส์กล้องกัน ที่นี่คนไทยเยอะจริง ๆ เยอะขนาดที่ว่า ลุงนภเจอคนรู้จัก อย่างที่ไม่คาดคิดว่าน่าจะเจอได้







Melaka World Heritage City



พี่ฝากับนู๋ทิพย์มา เราก็ตกลงกันว่าจะกลับ เพราะเรามีภาระกิจถ่ายไฟตึกแฝดที่ KL เราก็ยังไม่ได้รีบนะตอนนั้นเพราะคิดว่ายังไงก็ทัน ก็ถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ ลุงนภเช็คอิน มะละกา มีเพื่อนจากเมืองไทยบอกว่าไปลูบปืนใหญ่ขอลูกให้หน่อย อิลุงก็เดินย้อนกลับมา ไปหาปืนใหญ่ขอลูกให้เพื่อน เอากะเขาซิ 5555 เรายังคงเดินตามหา Mc Donald’s เพื่อหาป้ายรถเมล์กลับ Melaka Central และแวะถ่ายรูปไปเรื่อย เวลาก็ค่ำลง ๆ พอเริ่มมืด สิ่งที่น่าทึ่งของมะละกา สำหรับเราเลยนะคือ ริกชอร์ หรือสามล้อถีบบ้านเรานี่แหละ ที่ตกแต่งประดับประดา ไฟหลากหลายสี เปิดเครื่องเสียงดัง ๆ แบบเออแปลกและสวยดี






มะละกายามพลบค่ำ



เราเดินไปหน้า Mc Donald’s แรกที่เห็นยืนรออยู่พัก ไม่น่าใช่แระ รถไม่มีผ่านซักคัน ไอ่ที่ผ่านก็ไม่จอด เราเลยเดินไปเรื่อย เอ๊า...มีอีก Mc Donald’s อันนี้น่าจะใช่แล้วหล่ะ เพราะมีป้ายรถเมล์และมีคนรออยู่เยอะพอสมควร รถมาเราก็กระโดดขึ้นรถกันเลยเพราะตอนนั้น 2 กว่าทุ่มแล้ว พี่ฝาบอกพวกเราว่า เฮียเก่งบอกว่าตึกแฝดปิดไฟตอนเที่ยงคืนนะ ณ ตอนนั้ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะคิดว่าแลนด์มาร์กขนาดนี้ เขาไม่เปิดไว้ทั้งคืนหรือ แต่เราก็รีบอยู่ เพราะคำนวนเวลาจากตอนมา 25 นาที จากนี่ไปถึง Melaka Central 2 ชั่วโมงครึ่งจาก Melaka Central ไป KL Central จาก KL Central ไป Bukit nanas ไม่น่าถึง 10 นาที เราน่าจะถึงตึกแฝดภายใน 5 ทุ่ม

แต่เหมือนอะไร ๆ ก็ไม่เป็นใจ ไม่รู้เราขึ้นรถผิดฝั่งหรืออย่างไร รถขากลับพาเราไปวนเสียเกือบ ๆ 40 นาทีกว่าจะถึง Melaka Central  แต่ค่าโดยสาร 1.5 Rm เท่าเดิม ได้กำไรนั่งรถฟรี 10 กว่านาที 555 พอไปถึงคือ รีบกันตาเหลือก เพราะเหมือนว่า Melaka Central ก็เริ่มทะยอยปิดแล้ว ด้านในไม่มีรถกลับ KL แล้ว เราออกมาซื้อตั๋วด้านนอกรอบ 3 ทุ่ม ในราคา 13.5 Rm. ตกคนละ 115 บาท เหมือนเราเป็นกรุ๊ปสุดท้าย พอเราขึ้นรถปุ๊บรถก็ออกเลย รอบนี้ไม่มีระบุที่นั่งขึ้นรถไป ตรงไหนว่างนั่งตรงนั้นเลย พอรถออกเราก็หลับเลย ตื่นอีกทีคือถึงแล้ว  5555 ณ ตอนนั้น 5  ทุ่มกว่า ๆ แล้ว ที่นี้กลายเป็นทุกอย่างเร่งรีบอีกครั้ง ซื้อตั๋วรถไฟฟ้ากลับ KL central เพื่อต่อ โมโนเรล ไป Bukit nanas ถึงตรงนั้นเราถึงได้รู้ว่า โมโนเรล จะหยุดวิ่งในเวลาเที่ยงคืน แต่ไม่มีเวลาคิดเยอะ ไปให้ถึงตึกแฝดก่อน พิเราไปถึง น่าจะเหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 นาทีจะเที่ยงคืน ลงจะสถานีโมโนเรลได้เราก็รีบเดิน ๆ ๆ เพื่อให้ทัน เราตัดสินใจหยุดถ่ายรูปกันระหว่างทาง เอาตรงที่พอได้เห็นตัวตึกติดมาด้วย พี่ฝากับนู๋ทิพย์เดินต่อไปเพื่อให้ถึงจุดถ่ายภาพหน้าตึก ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีของเราหรือโชคร้ายของพี่ฝา เพราะเราถ่ายรูปครบทุกคน เราถ่ายเป็นคนสุดท้าย ถ่ายเสร็จไฟตึกดับพอดี ส่วนพี่ฝาเดินไปจนถึงจุดที่จะถ่ายรูปไฟก็ดับพอดีเช่นกัน 555 สุดท้ายพี่ฝาเดินย้อนกลับมาถ่ายตึกที่ไม่มีไฟตรงที่พวก เราหยุดถ่ายกันนั่นแหละ (งานหน้าถ้าได้ไปจะไปซ่อม)





ตึกแฝดในเวลาห่างกันแค่ 1 นาที จะเห็นว่าตอนเราตัดสินใจหยุดถ่ายรูป ไฟบางชั้นดับไปแล้ว




ถ่ายรูปเสร็จเดินกลับมา โมโนเรลหยุดวิ่งแล้ว ทำไงกันหล่ะทีนี้ มี 2 ทางให้เลือก คือเดิน กับ นั่งแท็กซี่ แต่มันแค่สถานีเดียว เราเลยเลือกเดินเพราเมื่อเช้าเราก็เดินดูเหมือนมันไม่ไกล ซึ่งมันเป็นการเลือกที่ผิดมาก 555  สถานีเดียวแต่ไกลชิบเลย เที่ยงคืนกว่า ๆ เดินลากกระเป๋ากลางเมือง KL แต่ก็ถือว่าโชคดีที่เราได้เดิน เราได้เห็นในอีกมุมของ KL ที่เราไม่คิดว่าจะมี





เดินกลับโรงแรม




มื้อเย็นต่อมื้อดึก พี่ฝา นู๋ทิพย์ ป๊อกคุง และเจ๊เก๋ กินผัดกระเพราร้านเดิมเมื่อวาน เรากับลุงขอตัว อิลุงอยากกินมาม่า เราอยากกินลูกชิ้น วันก่อนเดินเห็นมีร้านขายอยู่ดูน่ากิน แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ไม่กล้ากิน แหะ ๆ เป็นคนธาตุอ่อนกลัวท้องเสียตอนขึ้นเครื่องบินพรุ่งนี้ เราเลยเดินเข้าเซเว่นซื้อมาม่า ในความคิดคือมันน่าจะเหมือนมาม่าบ้านเรา เลือกจากรูปแล้วหยิบมา ปรากฏว่า ต้องให้ลุงนภช่วยกิน ปกติเราไม่ชอบกินอะไรที่กลิ่นเครื่องเทศมันแรง ๆ อันนี้ไม่แรงธรรมดา มันเหมือนเส้นมันทำมาจากเครื่องเทศเลยแหละ รอบหน้าถ้าจะกินมาม่าแนะนำ ให้พกไปจากเมืองไทยค่ะ อร่อยกว่าชัวร์  มื้อเย็นของเรา เป็นมาม่ากับโค๊กในเซเว่น 2 คน ราคารวม 8.7 Rm คนละประมาณ 37 บาท (แต่แอบแพงค่าบุหรี่กับไฟแช็ค 555 บุหรี่ 120 + ไฟแช็ค 45 บาท แพงมาก) แยกย้ายกันไปหาของกินแล้วก็แยกย้ายกันไปนอนเลย



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: