Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 กันยายน, 2561, 19:32:23

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ฅนเราทุกวันนี้รู้จักแต่ "สิทธิ" แต่ไม่รู้จัก "หน้าที่"  (อ่าน 302 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,644
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 20 ธันวาคม, 2560, 21:18:23 »

ฅนเราทุกวันนี้รู้จักแต่ "สิทธิ" แต่ไม่รู้จัก "หน้าที่" ของตนเองว่าคืออะไร
นั่นก็สิทธิของฉัน นี่ก็สิทธิของฉัน โน่นก็สิทธิของฉัน
มีแต่สิทธิของฉันเท่านั้น สิทธิของฅนอื่นไม่มี
เพราะสิทธิของตนเองนั้นใหญ่โตเท่าภูเขา สิทธิของผู้อื่นนั้นเล็กเท่าเส้นขน
รู้จักปกป้องรักษาสิทธิของตนเป็นอย่างดี แต่ไม่รู้จักปกป้องรักษาจิตของตนมิให้มัวหมองได้
นั่นก็ด้วยจิตใจที่มีแต่ความละโมบโลภมาก กลัวว่าตนเองนั้นจะเสียเปรียบ
.
แต่ถ้าเป็นเรื่องหน้าที่แล้ว นั่นก็ไม่ใช่หน้าที่ของฉัน นี่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของฉัน โน่นก็ไม่ใช่หน้าที่ของฉัน
เอาสิทธิของตนไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น เอาหน้าที่ของตนไปละเมิดหน้าที่ของผู้อื่น
ทำตัวสอดรู้สู่เห็นความบกพร่องผิดพลาดต่อหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้อื่น ทั้งที่ตนเองนั้นก็บกพร่อง
ละเมิดต่อสิทธิหน้าที่ของผู้อื่นเกินความจำเป็นโดยใช่เหตุ แม้แต่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลกฎหมายก็เช่นกัน
สังคมบ้านเมืองมันจึงเข้าสู่วังวนของความยุ่งเหยิงอยู่ตลอดเวลา
.
หากผู้ออกกฎหมายคิดแต่จะปล่อยของโชว์พราว ออกกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของประชาชนส่วนรวม
ผู้ออกกฎหมายก็เท่ากับละเมิดหน้าที่ของตนเองเช่นกัน หน้าที่ที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม
.
ในสังคมบ้านเมืองที่เต็มได้ด้วยผู้ฅนที่เจ็บป่วยทางด้านจิตวิญญาณนั้นจะเอาแต่บังคับใช้กฎหมายนั่งเทียนอย่างเดียวมิได้
ต้องรู้หาวิธีการซ่อมแซมจิตใจ จิตวิญญาณที่เสื่อมโทรมของผู้ฅนเหล่านั้นควบคู่ไปด้วย
.
นั่นเพราะสังคมบ้านเมืองที่เติบโตแต่วัตถุเพียงอย่างเดียว ย่อมนำพาสังคมบ้านเหล่านั้นไปสู่ความแข็งกระด้าง หยาบคาย ก้าวร้าว
ความแข็งกระด้าง หยาบคาย ก้าวร้าว ย่อมนำพาให้ผู้ฅนไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น ไม่เคารพหน้าที่ของผู้อื่น
กลัวการเสียศักดิ์ศรีมากกว่ากลัวความตกต่ำทางจิตวิญญาณจนถึงกับละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่น
.
อย่าไรก็ตาม สูงสุดย่อมหวนคืนสู่สามัญ
จากความเป็นอริยะ เรากำลังย้อนกลับไปสู่ความป่าเถื่อน
นักศึกษาเซนทั้งหลายผู้แสวงหาหนทางแห่งความเป็นพุทธะ แห่งความเป็นอริยะอันเป็นหน้าที่หลัก
ส่วนหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือชี้แนะนำพาสรรพสัตว์เหล่านั้นกลับสู่หนทางแห่งอริยะตามความสามารถของตน
นักศึกษาเซนย่อมไม่นิ่งดูดายต่อสถานการณ์เหล่านั้น ทั้งไม่ยอมให้สถานการณ์เหล่านั้นเข้าครอบงำตนเช่นกัน
หนทางแห่งโพธิ หนแห่งแห่งอริยะ ย่อมไม่ปิดกั้นหนทางแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลายสู่ทางทางนั้น
นักศึกษาเซนคือผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ พอๆกับการเป็นผู้หยาบกร้าน ก้าวร้าวต่อสิ่งอันเป็นปฎิปักษ์ต่อหนทางทางนั้นเช่นกัน
นี่คือความเมตตาอย่างย่ายาย ที่ท่านอาจารย์รินไซได้ทิ้งไว้เป็นมรดกแก่นักศึกษาผู้แสวงหาหนทางทางนั้น
.
คัมภีราจารย์รูปหนึ่งถามท่านอาจารย์รินไซว่า
"ตรียานและคำสอนสิบสองสองหมวด ไม่สามารถนำไปสู่แสงสว่างแห่งธรรมชาติแห่งพุทธะ ใช่ไหม"
อาจารย์ตอบว่า "ความคิดของท่านยังไม่ได้พรวน"
คัมภีราจารย์พูดว่า "พระพุทธเจ้าหลอกลวงประชาชนได้ยังไงกัน"
อาจารย์ตอบว่า "พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนล่ะ"
คัมภีราจารย์นิ่งเงียบงัน อาจารย์จึงพูดต่อว่า
"ที่นี่ ต่อหน้าท่านเจ้าเมือง ท่านสามารถเลือกพระแก่ๆองค์หนึ่ง แล้วขี่ออกไปซะ ท่านป้องกันตัวเองจากฅนอื่นด้วยการตั้งปัญหาถามพวกเขา"
.
และอาจารย์ได้พูดต่อไปว่า
"ใครก็ได้ที่มาชุมนุมกันในวันนี้ ถ้าคิดว่าตัวเองสำคัญ โปรดก้าวออกมาข้างหน้า มีนักถามฅนอื่นอีกไหม ถามสิ แต่เมื่อท่านเพียงเปิดปาก ท่านก็จะพลาดจากจุดหมายเสียแล้ว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ท่านไม่รู้หรือ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ธรรมมิใช่เป็นเพียงคำพูด เป็นอื่นนอกเหนือคำพูด ธรรมไร้ขอบเขตจำกัดและไร้สภาวะ" เพราะพวกท่านไม่มีศรัทธาต่อพระธรรม ท่านถูกผูกติดด้วยเงื่อนปม อาตมาเกรงว่าแม้แต่ท่านเจ้าเมืองและบริวารก็มิพ้นที่ถูกพันธนาการไว้แน่นหนา ธรรมชาติแห่งพุทธะของพวกท่านจึงมัวหมอง ..ฯ.. "
.
เมื่ออาจารย์พลันเปล่งเสียงคัทสุ จึงพูดต่อว่า
"ท่านทั้งหลายมีศรัทธาน้อยนิด จึงมิได้มีโอกาสได้พักผ่อนอย่างสงบ อาตมาได้พยายามสอนให้พวกท่านเข้าใจเป็นเวลานาน จงดูแลตัวเองเถิด"
.
[ 座 禅 ]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: