Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 พฤศจิกายน, 2560, 04:26:21

   

ผู้เขียน หัวข้อ: อะไรทำให้สุข อะไรทำให้ทุกข์ อะไรเกิดจึงเป็นทุกข์?  (อ่าน 23 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,567
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 12 พฤศจิกายน, 2560, 19:56:56 »

อะไรทำให้สุข อะไรทำให้ทุกข์ อะไรเกิดจึงเป็นทุกข์?

พระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า

"การเกิดย่อมเป็นทุกข์ร่ำไป"
"การละได้ซึ่งความสำคัญว่า 'ตัวเรา' นั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง"

สำหรับความทุกข์นั้น พระพุทธองค์ทรงระบุการเกิด จึงได้ตรัสว่า

ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง การเกิดเป็นทุกข์ร่ำไป

สำหรับความสุขนั้น ระบุเอาการละเสียได้ซึ่งความสำคัญมั่นหมายว่า 'ตัวเรา' ที่เรียกว่า อัสมิมานัสสะ วินะโย นำออกเสียได้ซึ่งอัสมิมานะ

อัสมิมานะคือความสำคัญว่า "เรา" มีอยู่หรือเป็นอยู่...

#อะไรเกิดจึงเป็นทุกข์

ปัญหาสำคัญก็อยู่ตรงที่คำว่าความเกิด คือเราไม่ค่อยจะเข้าใจกันว่าหมายความว่าอย่างไร และมักจะเข้าใจเอาตามความรู้สึกธรรมดาสามัญว่าความเกิดนั้นคือการ "เกิดจากท้องแม่"

เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าความเกิด การเกิดเป็นทุกข์ร่ำไป มันจะหมายความแต่เพียงการเกิดจากท้องแม่อย่างเดียวหรือไม่ก็ลองคิดดู

ถ้าความเกิดนั้นหมายถึงเกิดจากท้องแม่อย่างเดียวแล้วพระองค์ก็คงจะไม่ตรัสว่า

อัสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปะระมัง สุขัง

ซึ่งมีใจความว่านำออกเสียได้ซึ่งความสำคัญมั่นหมายว่าเรานี้เป็นความสุขอย่างยิ่ง เพราะมันแสดงชัดอยู่ในตัวแล้วว่าความสำคัญมั่นหมายว่าเรานั่นแหละเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง เมื่อนำออกเสียได้ซึ่งความสำคัญมั่นหมายว่าตัวเรามันก็เลยเป็นความสุขอย่างยิ่ง

ฉะนั้นความทุกข์อย่างยิ่งมันอยู่ที่ความสำคัญมั่นหมายว่าเรา เรามี-เราเป็น

ทีนี้ข้อที่พระองค์ตรัสว่า ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง การเกิดเป็นทุกข์ร่ำไปนั้น การเกิดนั่นมันหมายถึงอะไรมันจึงได้เป็นทุกข์ร่ำไป การเกิดนั้นก็ต้องหมายถึงการเกิดของ "อัสมิมานะ" นั่นเอง คือการเกิดจากความสำคัญมั่นหมายว่าตัวเรานั่นเอง ไม่ใช่หมายถึงการเกิดจากท้องแม่ดังที่เข้าใจกัน นี่แหละคือปัญหาสำคัญ เป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งหรืออย่างใหญ่หลวงที่ทำให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้

#ภาษาคนและภาษาธรรม

เมื่อกล่าวโดยทั่วไปขอให้เข้าใจอย่างกว้างๆ ว่าคำ พูดแต่ละคำมีความหมายหลายอย่างแล้วแต่ว่าคำๆนั้นใช้ในกรณีอย่างไร..อย่างแรกเรียกว่าภาษาคนพูด อย่างหลังเรียกว่าภาษาธรรมคือผู้รู้ธรรมพูด

คนธรรมดาพูดก็พูดตามที่คนธรรมดาสอนกันให้พูดอย่างไร เช่นความเกิดก็หมายถึงเกิดจากท้องแม่ แต่ถ้าความเกิดตามภาษาธรรมหรือผู้รู้ธรรมแล้วหมายถึงความสำคัญมั่นหมายว่า "ตัวเรา" มีอยู่

เมื่อใดเกิดความสำคัญมั่นหมายในจิตใจว่าตัวเรา "มีอยู่" เมื่อนั้นจึงจะถือว่าเราได้ "เกิดอยู่" ถ้าความสำคัญมั่นหมายอันนี้ดับไปก็หมายความว่าตัวเรามิได้มีอยู่หรือดับไปเสียขณะหนึ่ง

เมื่อใดความสำคัญมั่นหมายอันนี้เกิดขึ้นในใจอีกเมื่อนั้นก็เกิดมีตัวเราขึ้นมาอีก เกิดอย่างนี้ไม่ใช่เกิดจากท้องแม่ทางวัตถุ...

เมื่อใดมีความโง่ มีความหลง มีความเข้าใจผิด เป็นเหตุให้เกิดความสำคัญมั่นหมายว่ามีตัวเราหรือมีตัวกูอย่างนี้แล้วก็เรียกว่ามีการเกิดที่นั่น การเกิดอย่างนี้แหละที่เป็นตัวทุกข์และเป็นทุกข์ร่ำไป

การเกิดทางวัตถุทางเนื้อทางหนังคือกาด เกิดจากท้องแม่นั้นมันหมดปัญหาแล้วเพราะว่าคนเราก็เกิดมาแล้ว ตั้งทีแรกแล้วก็ไม่มีการเกิดอีก เกิดจากท้องแม่กินเวลาไม่กี่นาทีก็เสร็จเรื่องกัน ไม่มีการเกิดแล้วเกิดอีก เกิดแล้วเกิดอีก

เดี๋ยวนี้มีการพูดว่าเกิดแล้วเกิดอีก เกิดแล้วเกิดอีก การเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที นี้มันเป็นการเกิดแห่งอะไร และเป็นการเกิดทางไหน มันก็ได้แก่การเกิดทางจิตใจหรือทางวิญญาณหรือทางนามธรรมที่เรียกว่าเป็นการเกิดในภาษาธรรม

การเกิดในภาษาคนคือเกิดจากท้องแม่โดยตรง
การเกิดในภาษาธรรมคือเกิดจากอวิชชาตัณหาอุปาทาน เกิดมาเป็นความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา

เป็น ๒ อย่างกันอยู่อย่างนี้ นี่เป็นปัญหาสำคัญเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ ถ้าทำความเข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ก็เป็นอันว่าเหลวหมด ไม่มีเรื่องอะไรที่จะเข้าใจได้เลยในพระพุทธศาสนานี้ ขอให้สนใจให้ดีเป็นพิเศษว่าภาษาย่อมมีอยู่เป็น ๒ ภาษาเสมอ เป็น ๒ ชั้นเสมอไปคือชั้นภาษาคนทางวัตถุนี่อย่างหนึ่ง ภาษาธรรมทางนามธรรมทางจิตใจที่ท่านผู้รู้พูดกันนั้นอย่างหนึ่ง

พุทธทาสภิกขุ

ที่มา : เทศน์งานศพโยมแม่ท่านปัญญานันทะ ปี พ.ศ.2512 ฟัง http://bit.ly/2htAp5p
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: