Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
17 ตุลาคม, 2560, 07:31:19

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พระธรรมเทศนาในวันออกพรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๒๒  (อ่าน 49 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,537
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 05 ตุลาคม, 2560, 09:48:34 »

พระธรรมเทศนาในวันออกพรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๒๒

ปวารณาการออกพรรษาของพระภิกษุสงฆ์ มีใจความสำคัญอยู่ที่การกระทำปวารณานั่นเอง

“วันปวารณา” หรือที่เรียกชอบเรียกกันว่า “วันออกพรรษา” นี้ ปีหนึ่งก็มีเพียงวันเดียว....ถ้าถือเอาตามเนื้อความแห่งคำว่า “ปวารณา” แล้ว ก็ควรจะถือว่าเป็นวันที่ยินยอมแก่กันและกัน เรียกสั้นๆว่าเป็นวันยอมให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้ เป็นวันที่ไม่ดื้อดึง เป็นวันที่ยอมฟังคำของผู้อื่น เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติสืบไป เพื่อความสุขความเจริญของคนทุกคน

พระภิกษุสงฆ์ที่ตั้งอยู่กันเป็นบริษัท เป็นสังฆบริษัทนี้จะเจริญรุ่งเรืองได้ต่อไป ก็เพราะการที่ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ และยังกันและกันให้ออกจากอาบัติได้...

คือให้ทำพิธีกรรมเป็นสังฆกรรม ให้ทุกรูปให้สงฆ์ทุกรูปปวารณาตน ให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนได้ เมื่อมีใครว่ากล่าวตักเตือนขึ้นก็ไม่ให้เถียง ให้พิจารณาแต่โดยดี แล้วก็ทำคืนในส่วนที่ได้ทำผิดพลาด ส่วนผู้ที่จะไปตักเตือนผู้อื่นนั้น ก็ต้องตักเตือนด้วยความหวังดี ด้วยจิตใจที่เป็นธรรม ประกอบไปด้วยธรรม มีความกรุณาปรานีแก่ผู้ที่ตนจะตักเตือน แล้วก็มีความหวังดีต่อพระพุทธศาสนา ตักเตือนนี้ก็เพื่อความบริสุทธิ์ผุดผ่องแห่งพระพุทธศาสนา คนถูกตักเตือนก็ยินยอมที่จะทำตามคำตักเตือน

หมู่คฤหัสถ์ฆราวาสที่เป็นอุบาสก อุบาสิกา ก็ควรจะรับเอาข้อปฏิบัติอันนี้ไปไว้ประพฤติปฏิบัติด้วยเหมือนกัน เพราะพระพุทธองค์ได้กล่าวถ้อยคำว่า    ตัสสะ ภะคะวะโต ปะริสา คือบริษัทของพระผู้มีพระภาค ไม่เฉพาะแต่ภิกษุสงฆ์ แม้ว่าอุบาสกอุบาสิกาก็ยังเรียกว่าบริษัทของพระผู้มีพระภาคด้วยเหมือนกัน ดังนั้นอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายก็ต้องประพฤติสมาทานการปวารณาอย่างเดียวกันด้วย แต่ไม่ได้มีพิธีกรรมที่บัญญัติไว้เฉพาะ คือว่าไม่ต้องทำเป็นพิธี ขอให้รับเอาไปประพฤติปฏิบัติก็พอแล้ว

ตามธรรมดาคนเรามีกิเลสเป็นเหตุให้ถือตน ก็ยกตน ถึงขนาดที่เรียกว่ายกหูชูหางอย่างนี้ก็มี ใครๆว่ากล่าวไม่ได้ ใครๆตักเตือนไม่ได้ ถ้าใครตักเตือนก็โกรธขึ้นมา หรือบางทีจะก็เถียง แล้วบางทีก็จะด่าเอา หรือบางทีก็จะทำร้ายร่างกายของผู้มาตักเตือนนั้นด้วยก็เป็นได้ ขอให้ไปคิดกันดูเสียใหม่ให้ได้ใจความสำคัญว่า ขึ้นชื่อว่าพุทธบริษัทแล้ว ต้องเป็นคนที่ใครๆ ตักเตือนได้ ถ้าว่าใครตักเตือนไม่ได้  มันก็หมายความว่ามีกิเลสที่เป็นเหตุให้ยกหูชูหางมากเกินไป ไม่สมควรแก่ความเป็นพุทธบริษัทเลย ขอให้จำไว้เป็นใจความสั้นๆ ว่า ผู้ที่ใครตักเตือนไม่ได้นั้น ไม่ใช่พุทธบริษัทเลย คือมันมีกิเลสหนาเกินไป จึงไม่มีใครตักเตือนได้ เป็นเหมือนกับว่าคนป่าหรือสัตว์ป่าก็ไม่ปาน

พุทธทาสภิกขุ

รับฟังได้ที่ http://sound.bia.or.th/catalogue.php?item_code=1545221006000
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: