Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
19 พฤศจิกายน, 2561, 23:06:05

   

ผู้เขียน หัวข้อ: รวมธรรมะหลวงปู่จาม มหาปุญโญ จังหวัดมุกดาหาร  (อ่าน 683 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2560, 16:47:09 »

สูเจ้าเกิดมาแล้ววันนี้
๑ ไหว้พระสวดมนต์ค่ำเช้า
๒ ดูแล บำรุง พ่อแม่ ปู่ยาตายาย
๓ พิจรณาเกิดแก่เจ็บตาย
๔ รักษาศิล วันศิลละ  วันพระ เว้น
๕ สดับตรับฟังธรรมะ อ่านหนังสือหนังหาธรรมะ

กิจของผู้สะสมนิสสัยอุปนิสสัยทำได้ไหม
ในตนของตน
คิดอ่านให้ดีเน้อ........

จากหนังสือ ตำนานผู้เฒ่า เรื่องเล่าเด็กน้อย หน้า ๑๖๐
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2560, 16:47:49 »

“...อยากได้ธรรมะ...”

ถาม : อยากได้ธรรมะ อยากพ้นทุกข์ เจ้าค่ะ
หลวงปู่ : นกตัวน้อยมันบินไปในอากาศก็บินไปด้วยกำลังปีกของมัน อยากกินน้ำใส น้ำจืด น้ำเย็น ก็ต้องขุดบ่อน้ำให้สึกจนลุบาดาล อยากนักก็ไม่ได้ รีบร้อนเกินก็มิอาจบรรลุ ไม่อยากก็ไม่ใช่ ปล่อยตนตามวาสนา ธรรมชาติกลับบรรลุผลได้ง่าย
ถาม : เจ้าค่ะ
หลวงปู่ : มันอยากตามความคิด ผู้คนนี้หล่ะแปลกที่สุด  แต่ก็จนอกจนใจทำไม่ได้ตามความคิดของตน
ถาม : เจ้าค่ะ

คติธรรม -:- หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ -:-
คัดจาก -:- มหาปุญฺโญวาท ๗ : ริ้วรอยแห่งกาลเวลา -:-
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2560, 16:49:24 »

''.....................................
โอกาสที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ของเรานี้  ยากนัก
โอกาสที่ได้ฟังธรรม                               ยากนัก
โอกาสที่จะได้พบพระพุทธศาสนา         ยากนัก
โอกาสที่จะได้รู้คุณของพระรัตนตรัย      ยากนัก
สถานะภาวะเหล่านี้                                 เป็นไปได้ยาก

ยากกว่าการณ์ที่เต่าผู้โชคดีนั้น
พระรัตนตรัยทั้งสาม
กว่าจะพร้อมด้วยมูลอุบัดขึ้นในโลกแต่ละครั้งก็แสนยาก
เพราะเนื่องด้วยการบำเพ็ญโพธิญาณของบุคคลเพียงคนเดียว
เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นแหละ
 โลกเรานี้จึงมีพระรัตนตรัยปรากฏขึ้นมาให้ประชาสัตว์ได้ยึดไว้เป็นสรณะที่พึ่ง''

จากหนังสือ ตำนานผู้เฒ่า เรื่องเล่าเด็กน้อย หน้า ๑๓๖
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2560, 16:51:51 »

๒๕๕.) ออกพรรษาแล้วเราออกไปภาวนาทางทุ่งนา อยู่ป่าดอนกลางทุ่งนา เขาเก็บข้าวแล้วหมดทุ่งแล้ว พ่อน้อยมาก็ไปส่ง ปลุกนั่งร้านที่พักให้ ทำทางจงกรมให้ภาวนาอยู่นั่นแหละได้ ๗ วัน เสือมากัดควายตายตอนกลางคืนใกล้แจ้ง ผู้ข้าฯ ก็นั่งภาวนาอยู่แต่ไม่ได้ยินเสียงควายร้อง แต่ชาวบ้านผู้อยู่บ้านเขากลับได้ยินเสียงควายร้องจึงพากันแบกปืนออกมาช่วยควาย แต่มาไม่ทัน เสือมันกัดตายแล้ว น่าแปลกห่างไกลกันสัก ๒๐ วา จอมปลวกที่เราพักก็อยู่สูงกว่า เมื่อตอนหัวค่ำ ตอนดึกเราก็สุมไฟไว้เพราะรู้ว่าควายมันมาอาศัยอยู่ใกล้กับเรา หวังพึ่งให้ปลอดภัย เมื่อตอนใกล้ค่ำ มันมาหากินหญ้าอยู่ใกล้ ๆ แถวนั้นเรายังว่าเล่นกับมันอยู่
“ ระวังเน้อ สูหน๋า ค่ำมืดแล้วไม่กลับเข้าบ้านหาคอกหาแลง ระวังเสือจะกัดสูเจ้าให้ตายพ้นแต่ควาย ” ตัวที่เสือกัดตายนั้นมันก็มองเรา ฟังภาษาเราพูดอยู่ เราก็เดินจงกรมไปมาอยู่ ตอนที่มันนอนมันก็นอนใกล้ ๆ ประมาณสัก ๑๕ เมตร เมื่อหัวค่ำเสียงเสือ ร้องก็ได้ยินไกล ๆ ออกไป แต่พอใกล้แจ้ง ช่วงนั้นเป็นช่วงหลังวันเพ็ง ใกล้แจ้งก็เดือนแจ้งอยู่ คิดว่าออกไปหากัดกินหญ้าในใกล้แจ้ง ไม่ระวังตัวมัวแต่กัดหญ้า หมู่พวกมันหลายตัวก็นอนอยู่ ตี ๓ เราลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา ลุกสุมไฟ ส่องไฟฉายดูที่หมู่ควายนอนก็ยังนอนครบอยู่ ๗ ตัว ตัวใหญ่ ๔ ตัว ตัวน้อย ๓ ตัว เราก็เข้ามุ้งไหว้พระสวดมนต์ แล้วก็ลุกเดินจงกรมได้เกือบชั่วโมงก็กลับเข้ามุ้งกลดภาวนา ตัวที่เสือกัดทันออกหากินหญ้า ไกลจากหมู่ เสือตระครุบกัดคอแล้วมันก็ลากออกไปไกลจากที่เราพัก ๒๐ วาเห็นจะได้ ตอนเช้าพวกชาวบ้านมาถามว่า
“ เมื่อคืนท่านไม่ได้ยินเสียงเสือหรือ ”
“ ไม่ได้ยิน อาตมาก็นั่งภาวนาอยู่จนแจ้ง ออกจากมุ้งกลดมาจึงได้ยินเสียงสูเจ้าเอิกอาก ๆ ครัวควายกันอยู่ ”
“ ไม่ใช่ท่านนอนหลับหรือ ”
“ ไม่หลับหรอก นั่งอยู่ ”
“ โอ...แปลกน๋อท่าน เสียงควายร้องลั่นไปถึงบ้าน แต่ท่านอยู่ใกล้กลับไม่ได้ยิน ”

เราก็ออกบิณฑบาตกลับมาฉัน พวกชำแหละครัวควายก็หาบเนื้อกลับไปบ้าน น้อยมาก็มาขอนิมนต์ให้กลับคืนสวนลำไย เพราะกลัวเสือมันจะกลับมาหาซาก เสือมันหวงซาก พวกเจ้าของควายก็จะมานั่งห้างดักยิงเสือ เราก็ว่า
“ ยังไม่ทันอยากจะกลับ หากเสือมามันก็คงไม่มาหาอาตมา เพราะอาตมาไม่ใช่ซากอาหารของเสือ พวกเขาจะมานั่งห้าง เขาก็คงนั่งตรงที่เขาครัวควายนั้น ก็ไกลจากที่นี่อยู่ จะอยู่ภาวนาต่อไปอีกสักระยะ พ่อน้อยบ่ต้องกังวล บ่ต้องมานอนเป็นหมู่หรอก อาตมาอยู่คนเดียวได้ ”
พ่อน้อยมาก็เป็นกังวลอยู่ “ ท่านอาจารย์ไม่กลัวเสือหรือ ”
“ กลัวอยู่ แต่ไม่กลัวเพราะไม่เคยมีกรรมต่อกัน ”

พวกที่มานั่งห้างก็มา แต่เสือไม่มา เพราะมันกัดให้ตายแต่ยังไม่ทันได้กิน ผู้คนก็มาไล่เสือเสียก่อน ทีนี้หมู่คนที่ไม่ชอบพระธุดงค์ ไม่ชอบพระธรรมยุติ ก็มาหาว่าเป็นเสือเย็นออกอยู่ทุ่งนา เลาะหากัดกินหัวควายผู้คน เราก็อยู่เฉยของเรา

มีโยมคนหนึ่งชื่อ นายดวง เป็นหลานพ่อแข่วนนายกำนัน มาพูดคุยนั่นนี่วันสองวันก็มา วันสองวันก็มา มาสังเกตดูบริขารการอยู่ของเรา คงมาสำรวจว่าจะมีเลือดควายติดบริขารที่อยู่ที่ไปที่มาหรือไม่ คงจะเป็นอย่างนั้น เราก็รู้อยู่ ก็แกล้งเรียกให้นายดวงเข้าไปเอาของนั่นนี่ในข้างในร้านที่พัก ห้างร้านที่พัก เสา ๔ ต้น ไม้ง่ามเสาฝังดิน เอาไม้เรียงลำเป็นพื้น หลังคากับฝามุงฟางข้าว ที่นั่งฉันข้าวก็เอาเฟืองข้าวมาปู ที่นั่งเล่นใต้ต้นหว้าหนุ่ม เขาก็เอาเฟืองปูไว้ให้ เราก็อยู่ปฏิบัติภาวนาของเราอยู่อย่างนั้น

วันหนึ่งนั่งฉันน้ำร้อนอยู่เห็นนายดวงแบกปืนยาวลูกซอง ๕ นัดฝ่าทุ่งนามาแต่ทางบ้าน ก็เข้าใจว่ามันจะมาดักยิงเสือหรือยิงเนื้อหรืออะไรของมัน เราฉันน้ำร้อนอิ่มแล้วก็เดินจงกรม นั่งภาวนา พอค่ำลงยังมืดไม่เท่าใด สะลุ้มสะล้าวโพล้เพล้ เราก็นั่งภาวนาใต้ต้นไม้หว้าหนุ่ม ยังไม่ทันได้เข้ากลด ได้ยินเสียงปืนบักดวง ๕ นัด ดังแรงจนเราตกใจ ได้กลิ่นควันดินปืนคลุ้งทั่วที่อยู่ กลิ่นควันดินปืนยังติดผ้าอังสะอยู่ นึกในใจมันยิงอะหยังของมัน มายิงใกล้กูแท้ไอ้คนนี้ มันยิง ๕ นัด ห่างกัน “ โป้ง โป้ง โป้ง โป้ง โป้ง ”

๒๕๖.) บักดวงมันเป็นนักเลงโตนักเลงใหญ่ เที่ยวปล้นก็เอา จี้ก็เอา ลักก็เอา ได้เมีย ๕ คน ไปอยู่ไหนก็เอาเมียนั่น ลำปาง ลำพูน แม่วาง กับทางเมืองเชียงราย นาน ๆ ก็กลับมาบ้าน อยู่บ้านก็ได้เมียคนหนึ่ง ลูก ๒ คน ตัวมันไม่เลี้ยงหรอกลูก ให้พ่อกำนันผู้เป็นลุงเป็นผู้เลี้ยงให้ หากมาบ้านท่ากาน ยามใด๋พ่อกำนันต้องฟ่าวไล่หนี
“ ไปเต๊อะ บักง่าวนี้ กูขี้คร้านจะเอาปืนส่องหัวมึง ไป๊ มึงไป๊ หนีไป๊ อย่ามาอยู่ใกล้ปลายกระบอกปืนกู ”

วันที่มันมายิงเรานั้นเราก็ไม่สนใจหรอก คิดว่ามันคงมายิงสัตว์อย่างอื่น ก็นั่งภาวนาเฉยอยู่ ไม่ใช่ภาวนาแท้หรอก นึกทบทวนปาฎิโมกข์อยู่ สะดุ้งตกใจจนลืมปาฎิโมกข์ ได้เริ่มต้นทวนใหม่ พอมันยิงแล้วมันก็ไปเที่ยวบอกชาวบ้านว่า
“ ตุ๊ป่าคนนี้ไม่ใช่เสือเย็นหรอก เป็นพระที่ขลังศักดิ์สิทธิ์แท้ ๆ ข้าฯ ไปยิงมาแล้วเมื่อหัวค่ำ ตัวท่านไม่เป็นอะไรเลย ข้ายิง ๓ นัด ไม่แน่ใจยิงขึ้นฟ้าอีกนัด แล้วยิงท่านอีกนัดสุดท้าย ก็เห็นนั่งเฉยอยู่ ข้าเฝ้าอยู่จนท่านลุกเข้ากลด เก่งแท้ ๆ ตุ๊ป่าของลุงแข่วนตนนี้ ข้ายังกราบขอขมาท่านแต่ไกล ๆ ” พ่อแข่วนมาแต่เช้า ฟ่าวด่วนมาหา
“ มาอะหยังพ่อกำนัน ”
“ มาหาท่านอาจารย์ ”
“ เอ้า นั่นเอา ขันตอกดอกไม้มาเยียะอะหยังล่ะ ”
“ สูมาเต๊อะ ท่านเอ๊ย ตะวานนี้ตอนหัวค่ำไอ้ดวงหลานลูกน้องสาวหล้าของผม มันมายิงท่านอาจารย์ แล้วมันก็ไปประกาศบอกผู้คนว่า มันเป็นคนยิง พิสูจน์ว่า ท่านอาจารย์มิใช่เสือเย็น เป็นพระป่าที่ปฏิบัติดีตนหนึ่ง ตอนนี้ผมใล่มันหนีไปล่ะ นี่ลูกเมียมันแต่งขันตอกดอกไม้มาขอบูชาสุมาท่านอาจารย์ให้ผมมาแทน ”
“ โอ๊ะ อาตมาก็เห็นมันแบกปืนมาอยู่ นึกว่ามันจะยิงสัตว์อะหยังสักตัวสักอย่าง ก็ไม่ได้สนใจ ๓ วันแล้วมาก็มาหาพูดคุยกันนั่นนี่อยู่ นี่ควันเขม่าดินปืนมันยังมีกลิ่นติดผ้าอยู่ ”

สักพักพวกน้อยมา แม่อุ้ยป้อ แม่อุ้ยเฒ่าคนเฒ่าคนหนุ่มหลายคนที่เคยไปฟังธรรมจำศีลก็แห่กันมา ขอนิมนต์ไม่ให้ออกไปบิณฑบาต เพราะพวกเขาเอาอาหารจังหันมาแล้ว เราก็เอาบาตรให้น้อยมาไปตั้งไว้ เขาจัดอาหารมาถวาย ให้พรพวกญาติโยมก็กินอาหารที่เหลือ ทีนี้ใครมีของขลังอะไรก็เอามาให้ปลุกเสก เป็นปุ้มเป็นห่อ มีในคอก็ถอดออก มาขอเอากับเรา เราก็บอกว่า “ ไม่มี ” เขาก็ไม่เชื่อ เอาถุงย่ามมาเทออกให้เขาดูว่ามีอะไรไหม เขาเห็นว่าไม่มีแล้วจึงหมดเรื่องกัน ได้แต่น้อยมาพูดพร้อมตบอกผางๆ

“ นี่ล่ะพี่น้องเอ้ย ข้าฯ นี้หน๋าอุปถัมภ์บำรุงให้ท่านอาจารย์พักอยู่ด้วยสูเจ้าก็ว่าให้ข้าฯ เสือมากัดควายตัวนี้ สูเจ้าก็ว่าท่านอาจารย์เป็นเสือเย็นกินควาย ท่านอาจารย์เทศน์ธรรมว่าสอน สูเจ้าก็ว่า อ้าไม่เหมือนตุ๊บ้านตุ๊เมือง ”

เราก็ว่า “ เอาล่ะพ่อน้อย อย่าอู้ปะเลอะปะเต๋อไป มันไม่ใช่ลูกศิษย์พระพุทธเจ้า วันนี้สูเจ้าญาติโยมทั้งหลายมากันหลายผู้หลายคน อาตมาก็จะได้ถือโอกาสบอกลาขอเดินทางธุดงค์ต่อไป ไม่ใช่ว่า โกรธแค้นให้สูเจ้าให้อ้ายดวง แต่จะไปตามระเบียบประเพณีของพระธุดงค์ ขอสูเจ้าทั้งหลายจงอโหสิกรรมให้อาตมาด้วยเน้อ และกรรมอันใดที่สูเจ้ามาล่วงมาเกินรู้เห็นก็ดี ไม่รู้ไม่เห็นก็ดี ก็อย่าให้เป็นบาปกรรมต่อไป อาตมาจะขึ้นไปสะเมิง ปัจจัยไทยทานที่ตกค้างอันใดก็ให้เอาไปถวายตุ๊หลวงวัดบ้านแทนอาตมาด้วย ข้าวของอันใดที่อยู่สวนพ่อน้อยก็ยกให้เป็นของพ่อน้อย หากพ่อน้อยไม่เอาก็เอาไปให้ตุ๊หลวงวัดบ้าน ศีลธรรมข้อปฏิบัติอันใด อาตมาก็ได้บอกสอนไว้หมดแล้ว อยู่ที่สูเจ้าทั้งหลายนั่นแหละ เอาไว้มีโอกาสอาตมาจะมาพักอยู่กับสูเจ้า บ่ต้องนิมนต์ไว้ ได้เวลาจะมาเอง วันนี้ก็ได้เวลาก็จะไปเอง ขอสูเจ้าจงเป็นสุขได้รับความเจริญตลอดไปเถิด ”

เราว่าเท่านี้ แม่จันท์ อุ้ยคนเฒ่าก็ร้องไห้ขึ้นทันที เราก็ว่า “ อย่าไปไห้โยมเอ๋ย ถ้าโยมร้องไห้ อาตมาจะไม่แวะมาผ่านมาหาอีกต่อไป ” เราว่าเท่านั้นเขาก็หยุดร้องไห้ พ่อกำนันให้น้อยมาพาหมู่ทั้งหลายนำขมาคารวะ เราก็รับแล้วก็เก็บข้าวของบริขารออกเดินทาง พ่อน้อยมากับพ่อแข่วน สะพายกลดสะพายบาตรไปส่งพอสมควรแล้วก็ให้กลับคืน

๒๕๗.) ก่อนเข้าพรรษา ๓ วัน พ่อน้อยมากับพ่อกำนันมาขอนิมนต์ให้กลับไปอยู่จำพรรษาที่สวนลำไย ก็เลยว่า “ ไปไม่ได้หรอกพ่อน้อย ท่านสมภารเพิ่นนิมนต์ไว้ให้อยู่เทศน์ธรรมทุกวันพระในพรรษานี้ ” พ่อกำนันจึงเล่าเรื่องของอ้ายดวงให้ฟัง
“ ท่านอาจารย์เอ๋ย บักตายซากที่ยิงท่านอาจารย์นั้น พอมันหนีไปแล้วมันก็ถูกเขายิง ๔ ครั้ง ครั้งแรกอยู่ป่าซาง เขายิงแขนมันหัก ครั้งที่สองอีก ถูกขามันสองข้าง ครั้งที่สามอยู่ออบหลวงเขายิงข้างหลังถูกตะโพกขวาลูกปืนวิ่งขึ้นทะลุหัวไหล่ซ้ายไม่ตาย รักษาตัวอยู่หลายเดือน ครั้งที่ ๔ อยู่ทุ่งเสี้ยวที่นี้เขาเอามันนอนตายอากหลาก บาปกรรมมันเบียดเบียนท่านอาจารย์ ”

“ ไม่ใช่หรอกพ่อแข่วน กรรมที่มันเบียดเบียนปล้นจี้ผู้คนต่างหาก ส่วนอาตมาไม่เคยได้ถือโทษดีร้ายอะไรสักอย่าง ”

#คัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : กลับเมืองเหนือเครือคร่าววัยธรรม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2560, 16:52:39 »

...พิจารณาความตาย อยู่ไหนอย่างไรต้องตาย...
     ปีที่กลับมาแต่ขอนแก่น ปีนั้นอายุเข้า ๒๐ ปี หวังจะบวชพระแล้วดีใจอยู่ แต่ก็มาตกกระไดกุฏิป่วยเป็นเหน็บชา มึนชาตามมือตามเท้า ปวดมึนสันหลัง ปวดตามกระดูกข้อต่อ  ที่สุดจนเดินไม่ได้
     เริ่มป่วยก่อนจะเข้าพรรษา ป่วยหนักพ่อออก (โยมพ่อขององค์หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ) ไปรับ ท่านอาจารย์สิม (พุทฺธาจาโร) ก็บวชพระแล้วก็เข้าพรรษา ตัวเราก็ตั้งใจไว้ว่าตกแล้งนี้อายุครบบวช คงจะได้เป็นพระแล้วล่ะ ดีใจอุ่นใจอยู่ สุขใจอยู่ ตั้งใจว่า พอจะบวชพระจึงจะแจ้งให้ทางพ่อออกแม่ออกญาติพี่น้องได้รู้ว่าอยู่ทิศใดทางใด แต่สุดท้ายก็สู้กรรมไม่ได้ ป่วยแล้วก็กลับมาอยู่บ้านเสวยวิบากกรรมของตน
     พ่อออกเอาเกวียนไปรับ มารักษาอยู่ ๓ ปี จึงทุเลาขึ้น กินยาต้มยาหม้อ เครื่องดำเป็นตำรายาของท่านอาจารย์ฝั้น (อาจาโร) ท่านอาจารย์ดี (ฉนฺโน) เพิ่นบอกไว้ว่าให้ใช้เครื่องยาดำ มีอ้อยดำ ข้าวดำ ซ่านดำ เยี่ยวโคดำ อย่างอื่นอีกแต่ล้วน แต่เป็นของดำทั้งหมด กินมากกินตางน้ำ
     นอนป่วยอยู่ ๓ ปีกว่า  กระดิกกระเดี้ยตีงตัวไม่ได้ พ่อออกแม่ออกพี่น้องต้องคอยป้อนข้าวป้อนน้ำเสียขี้เสียเยี่ยว ทำบาปให้พ่อแม่พี่น้องอยู่หลายปี ปล้ำลุกปลุกนั่งอยู่อย่างนั่น เป็นบุญอย่างที่ท่านอาจารย์ฝั้น (อาจาโร) มาอยู่จำพรรษาอยู่วัดหนองน่อง มาแต่งยาหม้อดำ รักษาให้ ให้กำลังใจหลายอย่าง
     นอนป่วยอยู่นั้น ไม่หวังอันใด ทุกข์ทรมานกาย ทุกข์ใจ ไม่มีใจจะอยู่ ร้องไห้เสียดายการบวชของตน ระลึกแต่ว่า เกิดมาขี้โรค อายุสั้น ความดียังไม่ได้ทำ จะบวชพระตามความตั้งใจก็ยังมิได้บวช บุพกรรมให้ตายก่อนก็อาจเป็นได้
     นอนป่วยอยู่ตอนนั้นได้แต่พิจารณาความตาย
คนมียศเขาก็ตาย
คนมีบาปเขาก็ตาย
คนมีบุญเขาก็ตาย
คนแข็งแรงมีกำลังเขาก็ตาย
คนมีฤทธาศักดานุภาพเขาก็ตาย
พระอริยะพระอรหันต์พระพุทธเจ้าก็นิพพานไปเหมือนกัน
ตัวเรานี้ประสาอะไร ต้องตายแน่นอน อยู่ไหนอย่างไรต้องตาย...
***คัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : วัยติดตนต้นธรรม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2560, 16:53:52 »

เมื่อหลวงปู่จามพบกับนาคน้ำบำเพ็ญบารมีทำให้รู้อดีตชาติที่ผ่านและเข้าใจกรรม

หลวงปู่จาม มหาปุญโญ เล่าว่า เมื่อย้อนกลับขึ้นไปภาวนาอยู่ถ้ำพระเมืองเชียงราย ริมน้ำตก

ไปอยู่แล้วสถานที่ก็ดีแต่ ภาวนาอย่างไรก็ไม่สงบ พิจารณาอะไรก็แล้ว ตรวจตราดูศีลดูวัตรของตนก็ไม่พร่องอะไรสักอันสักอย่าง เราก็ว่าไปตามประสาบ้าของเราว่า...

“ผีป่าผีเขา ผีถ้ำ ผีนาค ผีน้ำ ข้าพเจ้ามาอยู่นี้ตั้งใจมาเจริญภาวนาเสาะหาหนทางพ้นทุกข์ หวังให้สูเจ้าได้รับผลอานิสงส์ แต่จิตไม่ลงไม่สงบเป็นเพราะฤทธิ์อำนาจของผีเทวดาตนใด หรือเป็นเพราะความหยาบหนาภายในจิตใจของข้าพเจ้าเอง”

หลวงปู่ว่าแล้วก็เข้ากลดไหว้พระสวดมนต์เจริญภาวนาอยู่ ประมาณสัก ๑๐ นาที บริเวณข้างๆ ปากถ้ำมีหนองหลง

เวลาน้ำหลากจากลำกก ก็จะไหลเข้ามาในหนองหลงนี้ คนชาวบ้านไม่มีใครกล้าจับปลาในหนองน้ำนี้ ถ้ำพระก็ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ หากไปก็ต้องไปกันหลายๆ คน เขาถือว่า ศักดิ์สิทธิ์ ผีขึด ผีเข็ด ผีขวง เรานั่งภาวนาไปสัก ๑๐ นาที มีเสียงดังบึกๆๆ อยู่กลางหนองน้ำ ผักตบลอยน้ำก็ก็หมุนวนเหมือนกับน้ำบิดคอไก่ เราก็นั่งมองอยู่มันเสียงอะไรกัน “ บึกๆๆ ”

ก็ลืมตามอง สักพัก งูใหญ่โผล่หัวลำคอขึ้นสูงประมาณ ๓ เมตร กลางหนองน้ำ ลำตัวมันใหญ่ขนาดกระบุง ข้าวเปลือกจุหมื่น หงอนแดง สีตัวมันเลื่อมเป็นพรายแสงยิบยับ เราก็ถามมัน

หลวงปู่จาม “โยมเป็นนาคน้ำหรือ”...

เขาก็หันหัวมองหาเรา...“ ถูกแล้ว ท่านพระคุณเจ้าพญาธรรม ”

หลวงปู่จาม “มาธุระอันใด”...

นาคน้ำ  : “ได้ยินเสียงลั่นท้องฟ้าบาดาลสนั่นหวั่นไหว เหมือนพิภพจะถล่มจมพินาศ แต่เมืองบาดาลไม่มีอะไร ก็เลยขึ้นมาดู เห็นพระคุณเจ้าพญาธรรมอยู่นี่พอดี”...

 หลวงปู่จาม “แล้วอย่างใด”...

 นาคน้ำ : “พระคุณเจ้าว่าภาวนาจิตไม่สงบ ไม่เกี่ยวกับผีน้ำ นาคป่าเขาแต่อย่างใด อยู่ที่จิตใจของเจ้าพญาธรรมที่เดียว”...

หลวงปู่จาม “เออ... ขออโหสิกรรมเน้อ อาตมาก็ว่าไปอย่างนั้นเอง นึกว่าจะไม่ไปกระทบใคร ถ้าหากรู้ว่าจะเบียดเบียนผู้อื่นก็จะไม่ว่าจาเด็ดขาด ขออภัยเถิด”...

นาคน้ำ : “พระคุณเจ้าผู้พญาธรรม มาอยู่บริเวณนี้ ผมรู้เห็นตั้งแต่ล่องแพมา ลงมาแล้วก็ได้แต่อนุโมทนาสาธุการยินดีพอใจในการบำเพ็ญสมณธรรมของเจ้าพญาธรรมมาโดยตลอด”...

หลวงปู่จาม “เอาล่ะ ดีละ ให้สุขเจริญต่อไปเถิด”...

ว่าแล้วเขาก็ค่อยๆ จมลงๆ น้ำก็นิ่งเงียบอย่างเดิม เราก็กำหนดภาวนาของตนต่อไป

ในนิมิต จึงรู้ได้ว่านาคน้ำตนนี้เป็นเจ้านายนาคแถบถิ่นนี้ บำเพ็ญบารมีของตนต้องการที่จะเป็นพระอสีติสาวกของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตข้างหน้า เขาเป็นนาคน้ำมาได้แต่ยุคศาสนาของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ ๔ พุทธันดรมาแล้ว ในกาลภายหน้า ยุคพระศรีอาริยะเมตไตรโย มาตรัสรู้ เขาจึงจะได้เป็นมนุษย์เกิดตายบำเพ็ญบารมีอีกต่อไป

และระลึกเห็นอดีตชาติที่ผ่านมาของ “ถ้ำพระเมืองเชียงราย”  แต่ก่อนเก่าโบราณในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าโกนาคมโน  หลวงปู่จาม  พ่อขาวสง่า  ดาบส ท่านอาจารย์ลี (ธมฺมธโร) กับเจ้ากาวิละเชียงใหม่ พากันบวชเป็นฤๅษีดาบสโกนผม นุ่งขาวห่มขาว รักษาศีล ๘ บำเพ็ญอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต มีอาจารย์ฤๅษีซานเหาะมาแต่เมืองยอร์น  ภูเขาสูงสุดของเมืองยอร์นมาสอนกสิณให้ ฤๅษีตนนั้นมาเกิดเป็นท่านอาจารย์ชอบ ฐานสโม ชีวิตนั้นได้กสิณฌาน ออกเสาะหาขอบิณฑบาตมากินอย่างพระภิกษุในยุคสมัยนี้ ไปทิศใครทิศมัน ได้มาแล้วก็เอามาแบ่งกันกิน  ท่านอาจารย์ลี (ธมฺมธโร) กับพ่อขาวดาบส รับหน้าที่สอนผู้คนชาวบ้านชาวเมือง เจ้ากาวิละไปปรนนิบัติรับใช้ฤๅษีผู้เป็นอาจารย์อยู่เมืองยอร์น

ส่วนหลวงปู่จาม รับหน้าที่สอนพวกนาคน้ำ พวกผี จึงเข้าใจเหตุที่ นาคตนนั้น เรียกว่า  “เจ้าพญาธรรม”

เกิดตายว่ายเวียนอยู่ในโลกนี้ มันต้องมีเหตุปัจจัยให้ได้เกี่ยวข้องกัน จึงเรียกว่า กรรม กรรมของตน กรรมร่วมกับคนอื่น ยังปลดภาระของกรรมไม่ได้ ก็เกี่ยวพันกันไปตามบุพกรรมของเก่านั่นแหล่ะ

ภพชาติเกิดตาย ภพภูมิที่เกิดมาหากใครยังไม่เชื่อก็ช่างใจเขา มิใช่ใจเรา คนที่ยังไม่เชื่อนั่นหละทำชั่วได้สบายกว่าเรา  แต่เราผู้เชื่อ ผู้รู้เห็นเกิดตายผ่านมา ก็เชื่อตนเอง เพราะมีเครื่องคอยตักเตือนตนอยู่เสมอ ความดีมาอย่างใด... ความชั่วมาอย่างใด ”....

จากธรรมะประวัติองค์หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ผู้มากมีบุญ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม ตอนที่ ๖๓
(วัดป่าบ้านห้วยทราย) บ้านห้วยทราย ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ๑๔ กันยายน ๒๕๕๙
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2560, 16:55:10 »

“...ให้วางให้หมดมิให้เหลือเครื่องแบกหนักเกียรติยศหน้าตา ฐานฐานะใด ๆ จากนั้นก็มาเป็นนักเรียนน้อย ๆ ของโลก มาเป็นนักธรรม นักปฏิบัติธรรม นักกัมมัฏฐาน ตัวน้อย ๆ โง่ ๆ คนหนึ่ง อย่ามาอย่างผู้ฉลาด อย่ามาอย่างผู้อวด ผู้อ้าง อย่ามาอย่างมีจุดหมายอื่นแอบแฝงซ่อนเร้น ให้มาด้วยการเตือนตนเอง  มาแล้วให้พิจารณาตนเองมาอย่างมีสติรักษาตน เพราะตนเป็นคติของตน จงระวังตนด้วยดี...”

คติธรรม - หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ
คัดจาก - มหาปุญฺโญวาท ๘
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2560, 16:55:42 »

"...นั่งภาวนาไปก็มีจุดแสงสว่าง จุดน้อยๆ สีแดง สีขาว และสีเขียว อยู่ใกล้กันจากนั้นก็ยาวใหญ่เชื่อมเข้าหากันเป็นอันเดียวกันหมดดวงใหญ่เท่ากับดวงพระอาทิตย์..."
     ไปอยู่บ้านดอนเงินคราวนั้นล่ะ (๒๔๗๑) ท่านอาจารย์อ่อน (ญาณสิริ) ก็บอกให้โยมพาทำห้างร้านที่พักให้อยู่ระหว่างกอไผ่ ๓ กอ ใต้ต้นไม้ยางใหญ่
     วันหนึ่งปฏิบัติวัตต์ถากเพิ่นเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปเดินจงกรมจนมืดแล้วขึ้นที่พักไหว้พระสวดมนต์ นั่งภาวนาต่อไปจนดึก ก็ลุกไปปัสสาวะครั้งหนึ่งมันยังไม่ง่วงก็นั่งภาวนาต่อไปอีก ได้ยินเสียงไก่ขันกกก็รู้สึกตัวเองนั่งภาวนาอยู่ มันรู้ของมันอยู่ รู้ไปได้อีกสักพักหนึ่ง ก็มีจุดแสงสว่าง จุดน้อยๆ สีแดง สีขาว และสีเขียว อยู่ใกล้กันจากนั้นก็ยาวใหญ่เชื่อมเข้าหากันเป็นอันเดียวกันหมดดวงใหญ่เท่ากับดวงพระอาทิตย์ขึ้นเต็มดวงในขอบฟ้ายามเช้า
     เราเข้าใจว่าเป็นพระอาทิตย์ แต่ก็รู้ทันมันอยู่ว่ากำกับรู้ของตัวเองอยู่จึงกำหนดรู้เอาดวงไฟนั้นเป็นบริกรรมรู้อยู่ เป็นอารมณ์รู้อยู่ มันเหมือนกับจิตเราก็แจ้งสว่างอยู่อย่างนั้นด้วย มันก็อยู่เป็นสุขสบายอยู่ นั่งอยู่ จนเช้าสายได้เวลาบิณฑบาตท่านอาจารย์อ่อนมาเรียก
     “เณร เณร แม่นนอนตายแล้วหรือนี่ เจ้าสิมานอนกินบ้านกินเมืองอยู่นี่บ่ ลุก ลุก สายแล้ว”
     เราก็สะดุ้งรู้สึกตัวขึ้น จิตถอนดวงไฟนั้นก็หายความสว่างในจิตก็ดับหายไป
     ทีนี่ท่านอาจารย์อ่อนก็สังเกตเห็นเราลุกออกมาจีวรก็ครองอยู่ไม่งัวเงียไม่สะลึมสะลือ ไม่ง่วงหงาว ตื่นลุกขึ้นก็แช่มชื่น ไม่มีขี้หูขี้ตา แจ่มใส กระปรี้กระเปร่า มันสดใสอยู่ภายใน  อิ่มอยู่ภายใน ท่านอาจารย์อ่อนจึงถามว่า
“เจ้าเฮ็ดอิหยังอยู่”
“ครับ ผมนั่งภาวนาอยู่ครับ”
“เป็นอย่างใด ?”
“เป็นดวงไฟครับ”
“ใหญ่ประมาณใด๋ ?”
“เท่ากับพระอาทิตย์ขึ้นขอบฟ้ายามเช้าครับ”
“นานเท่าใด ?”
“ตั้งแต่ไก่ขันกกครับ”
“เออ ดี” จากนั้นก็พากันออกไปบิณฑบาต
     พอกลับไปขอนแก่นท่านอาจารย์อ่อนก็ไปเล่าให้เพิ่นครูอาจารย์สิงห์ (ขนฺตยาคโม) ฟังเพิ่นครูอาจารย์สิงห์ก็ว่า “เป็นวาสนาของเณรจาม”
     จากนั้นมาท่านอาจารย์อ่อนก็ไม่ค่อยด่าว่าหรือโกรธให้เราเท่าใดนัก เราได้โอกาสจึงเล่าเรียนปรึกษากับเพิ่นครูอาจารย์สิงห์โดยละเอียด เพิ่นก็ให้อุบายว่า
“อย่าไปเผลอ ให้มีสติคือผู้รู้อยู่เสมอ อารมณ์ต่างหาก รู้ต่างหาก ภาพนั้นต่างหาก ให้รู้แบบแยก อย่ารู้แบบรวม มันยังบ่เก่งชำนาญ ในภายใน ตั้งใจไปเถิดแต่อย่าคิดหาอารมณ์แบบเดิมนั่นอีก หากจะเกิดจะเป็นก็เป็นภายในจิตใจของเรานี้เองดอก อย่าลืมอย่าเผลอ ต้องมีสติมั่นอยู่กับตัวผู้รู้นั่น”
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2560, 16:57:36 »

"เมื่อกูตายแล้ว สูจะเอาสัตว์มาฆ่าทำลาบทำแกงเลี้ยงคน อีนี้เป็นคนไปซื้อมา บักนี้เป็นคนฆ่า อีนี้เป็นคนฟักลาบทำแกง ไอ้นี้เป็นคนชิม อีนี้เป็นคนตักกิน เป็นบาปเป็นกรรมกับสัตว์ กูหนาไม่อยากตายกับสูเจ้า อยากไปตายกับเวสสุวัณอยู่ป่าหิมพานต์ ตายแล้วให้เขาเอาเตโชธาตุเผา ไม่เป็นบาปเป็นกรรมเป็นโทษไปกับสัตว์ หมู ไก่ ปลา วัว ควาย"

"ดูแต่เพิ่นอาจารย์มั่น นอนป่วยอยู่หนองผือนาใน แล้วทีนี้ก็รีบจัดแจงให้เขาหามออกไปใส่ทางรถ ขึ้นรถจากพรรณานิคมเข้าสุทธาวาส แล้วก็นิพพาน จึงปลอดภัยจากการเอาชีวิตสัตว์มากินของผู้คนมาส่งศพ"

"การเลือกที่จะตายนั้น เลือกได้ของพระอรหันตเจ้าผู้ได้วิชชา พิจารณาตัวอย่างรอบคอบ เพราะเพิ่นรักษาสัตว์โลกไว้ตามกรรม อันนี้พอกูตาย สูเจ้าก็เอาสัตว์มาฆ่าลาบกินกันจนตลอด โห...จะเก็บไว้เท่าใดวัน ก็กินกันไปเท่านั้น กินกันทั้งวัน กินแล้วขี้ ส้วมขี้เต็มสูบทิ้งอึกทึกกันอยู่ทั้งวัด ฆ่าไปกินไป"

เนื้อหาถ้อยคำที่สอนและสั่งเสียให้ลูกศิษย์ หวังจะให้จัดงานพิธีศพ โดยไม่ให้นำสัตว์มาฆ่าในวัด เพื่อทำเป็นอาหารเลี้ยงคน และไม่อยากให้มีการเก็บศพเอาไว้นานให้จัดทำพิธีศพอย่างเรียบง่าย

นั่นคือความงดงามในความแน่วแน่ของหลวงปู่จามที่ยึดมั่นตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักใหญ่

รวมทั้งคำเทศนาสั่งสอนของครูบาอาจารย์ทั้งหลายเคร่งครัดในพระธรรมวินัยทั้งศีล ของพระสงฆ์ 227 ข้อ และศีลอภิสมาจาร 3,500 ข้อ

แม้ในกุฏิของก็อยู่อย่างสมถะ ไม่เคยขอเงินบริจาค ไม่มีการจำหน่ายวัตถุมงคล ดังนั้น ในวัดป่าวิเวกวัฒนารามจึงไม่มีตู้รับบริจาค

กับวรรคทองที่ว่า "ใครทำ ใครได้"

เป็นอีกคำสั่งสอนของหลวงปู่จามที่มักจะสอนลูกศิษย์อยู่เสมอ เน้นให้ทุกคนเร่งสวดมนต์ภาวนา ทำจิตให้สะอาด เกรงกลัวบาปกรรม เพื่อให้ได้ถึงพระนิพพานกันทุกคน

หลวงปู่จาม  มหาปุญโญ  พระวิปัสสนาจารย์สายหลวงปู่เสาร์ -หลวงปู่มั่น อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกวัฒนาราม อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ที่ละสังขารไปอย่างสงบ สิริอายุ 103 ปี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2560, 16:58:49 »

ระวัง!! เวรกรรมไม่ต้องรอชาติหน้า!! ประสบการณ์จริง “หลวงปู่จาม

หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ได้เมตตาเล่าเรื่องอาการป่วยทางกายที่เกิดจากบุพกรรม หรือกรรมเก่าที่ติตามมาทันในชาตินี้แล้วต้องชดใช้ว่า  “…ในกลางพรรษาปี พ.ศ.๒๔๘๖ ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร รักษาด้วยน้ำนมถั่วเหลืองต้มให้สุกทั้งกากทั้งน้ำ แรก ๆ ก็ฉันเฉพาะน้ำได้ ต่อมาได้หลายวันแล้วก็ฉันทั้งกากถั่วด้วย เอาเม็ดถั่วเหลืองแช่น้ำค้างคืนไว้ เช้ามาลอกเปลือกนอกออกแล้ว นำไปตำโขลกให้ละเอียดแล้วน้ำไปต้มให้สุกเจือน้ำตาลทรายแดงนิดหน่อยพอให้ได้รสหวาน ฉันอยู่เช่นนี้จนหาย อาหารหยาบอย่างอื่นไม่ฉัน

อีกอย่างเราก็พิจารณาในบรุพกรรมของตนว่า เป็นกรรมอะไรก็รู้จักว่าได้ว่าเป็นกรรมสมัยเป็นเด็กน้อยไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควายแล้วให้อดหญ้าให้อดน้ำจนกว่าจะได้เวลา ๑๔.๐๐ น. จึงจะให้วัวควายได้กินหญ้า หากเลี้ยงแต่เช้ามันจะไม่ค่อยกินหญ้าเท่าใดนัก พอให้กินตอนบ่ายวัวควายมันหิวมันก็กินได้ดี ส่วนเรื่องของการปฏิบัติในทางจิตใจปีนี้ก็กำกับจิตด้วย อิทธิบาท ๔ พอใจ พากเพียร ใจจดจ่อ พิจารณาตนพิจารณาธรรมได้ความดีมาก…”

ธรรมะประวัติองค์หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ผู้มากมีบุญ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม (วัดหนองน่อง) บ้านห้วยทราย ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: