Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 กรกฎาคม, 2561, 05:32:45

   

ผู้เขียน หัวข้อ: สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป  (อ่าน 177 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,644
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 29 กันยายน, 2560, 08:06:05 »

สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป หมายถึงองค์ปัญญา ถ้าเป็นดาบก็เป็นดาบอันคมกล้า ไม่มีสิ่งใดที่ดาบนี้จะตัดไม่ขาด กิเลสประเภทใดเป็นขาดสะบั้นไปเลย เพราะ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ที่เรียกว่าองค์ปัญญา

สัมมาวาจา ก็กล่าวชอบในทางความพากเพียร ในสมณวาจา ไม่กล่าวนอกลู่นอกทางของผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น

สัมมากัมมันตะ การงานชอบ ก็ดังที่เราทำกันอยู่นี้ การปัดกวาดลานวัด การทำข้อวัตรปฏิบัติ การเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา นี้คือการงานชอบ แต่ขอให้สติกับจิต สติกับปัญญามาควบคุมงานนี้จึงจะชอบ ทำไปเฉย ๆ สักแต่ว่าทำก็ไม่จัดว่างานชอบ นอกจากจะจัดเข้าประเภทงานเผลอ งานรวนเร งานเร่ร่อน เพราะจิตไม่มีที่ยึด ที่หมาย กลายเป็นงานลอยลมไปเท่านั้นเพราะทำด้วยโมหะ ฉะนั้นสติจึงเป็นของสำคัญใน สัมมากัมมันตะ

สัมมาอาชีวะ อย่างหยาบ ๆ ก็บิณฑบาตมาเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นงานที่ชอบธรรมของนักบวช ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา. ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย. บรรพชา อุปสมบทแล้ว ให้พวกเธอทั้งหลายไปเที่ยวบิณฑบาตมาฉันด้วยกำลังปลีแข้งของตนเถิด นี้เป็นงานที่ชอบธรรมที่สุดกับเพศแห่งความเป็นนักบวช จงทำความอุตส่าห์พยายามอย่างนี้ตลอดชีวิต อย่าขี้เกียจนะพูดง่าย ๆ อย่างภาษาพระภาษาธรรมะที่ตรงไปตรงมาก็ว่า ถ้าไม่ขี้เกียจกินก็อย่าขี้เกียจไปบิณฑบาตมาฉันนะ ขี้เกียจบิณฑบาตแต่ขยันกินก็เข้ากันไม่ได้ นี่พูดอย่างภาษาของพระเรา เรียกสัมมาอาชีโวขั้นหนึ่ง

สัมมาอาชีโวอีก ขั้นหนึ่งก็คือ ดูแลบำรุงรักษาจิตให้ชอบธรรม นำธรรมอันเป็นความชุ่มเย็นเข้ามาหล่อเลี้ยงจิต นำสติปัญญา ศรัทธา ความเพียรเข้ามาหล่อเลี้ยงจิต อย่าให้จิตหิวโหยในอาหารที่ถูกกับมโนธาตุ อย่านำอารมณ์อันเป็นยาพิษเข้ามาทำลายจิตใจ เช่น อารมณ์อันเป็นวิสภาค คือเป็นข้าศึกต่อธรรมหรือต่อใจเข้ามาทำลายใจ เรียกว่าเลี้ยงจิตชอบธรรม ชีวะ ความเป็นอยู่ จิตพาให้เป็นอยู่ ให้เลี้ยงอาหารคือธรรมแก่จิตโดยชอบธรรม เพื่อจิตจะได้มีความรื่นเริงบันเทิงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา เพราะได้อาหารเป็นที่ถูกกับธาตุของตน คือ มโนธาตุ เมื่อจิตได้อาหารคือธรรมเข้าหล่อเลี้ยงย่อมมีกำลัง สมาธิ ปัญญา ย่อมจะเกิด ย่อมจะเจริญทุกขั้นของสมาธิทุกขั้นของปัญญา จนกลายเป็นวิมุตติขึ้นมาได้

สัมมาวายาโม ท่านบอกว่าเพียรในที่สี่สถาน ก็เข้าใจอยู่แล้ว เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เกิดขึ้น เพียรสั่งสมกุศลคือความฉลาดให้เกิดขึ้นภายในจิตใจ เอากันย่อ ๆ อย่างนี้ เพียรอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม นี่เรียกว่าเพียรชอบ พิจารณากรรมฐาน เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ ดูให้ตลอดทั่วถึง เพียรอยู่ที่ตรงนี้ หนังกำหนดถลกออกมาดูซิ ข้างนอกมีแต่ผิวบาง ๆ โลกตื่นกันที่ผิวนี้ เข้าข้างในเยิ้มไปด้วย ปุพฺโพ โลหิต น้ำ เน่าน้ำหนอง เต็มไปด้วยของปฏิกูลทั้งสิ้น น่าเกลียดน่ากลัว ป่าช้าผีดิบมันอยู่ในตัวของเราแต่ละคน ๆ นี่คือความเพียรชอบ ดูให้เห็นเหตุเห็นผลในความจริงอันนี้ ทำไมจึงเสกสรรปั้นยอกันว่าดีว่าสวยว่างามเอานักเอาหนา เหมือนกับจะเหาะบินไปได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีปีก เสกสรรกันไปหาสมบัติพระแสงอะไรมันขัดต่อความจริง จนถึงกับธรรมก้าวไม่ออก เข้าทางจงกรมไม่ได้ นั่งภาวนาไม่ได้ เพราะกลัวของดิบของดีของสวยของงามนั้นจะถูกทำลาย จะบอบช้ำ จะทุกข์ลำบาก จะตายจากไป จะไม่ได้รักสงวนและกอดรัดอยู่นาน ๆ เป็นทุกข์ไปนาน ๆ

จงดูให้เห็นตามความจริงของมัน สถานที่เกิดที่อยู่มันเป็นยังไงสิ่งเหล่านี้ มันเกิดมาจากที่สกปรกโสมมทั้งนั้น เวลาเป็นอยู่ก็อยู่ด้วยความสกปรกโสมม สิ่งที่นำเข้าไปบำรุงรักษาก็ล้วนแต่เป็นของสกปรกโสมมทั้งสิ้น ของสะอาดสะอ้านนำเข้าไปบำรุงรักษาไม่ได้ เพราะไม่ใช่วิสัยของกายอันเป็นของสกปรกจะรับไว้ได้ ความจริงเป็นดังนี้ หาความสะอาดที่ตรงไหนมี พิจารณาอย่างนี้ซิ เรียกว่า สัมมาวายาโม

สัมมาสติ ก็ตั้งสติไว้ในสติปัฏฐานสี่ การพิจารณานี้ก็ตั้งสติไว้ชอบ พิจารณาไปตรงไหนในอาการ ๓๒ อาการใดก็ตาม หรือทั้งหมดทุกอาการก็ตาม ให้มีสติเป็นผู้ควบคุมงานไปเสมอ ท่านเรียกว่า สัมมาสติในองค์มรรค

สัมมาสมาธิ เมื่อพิจารณาชอบธรรมแล้ว ความสงบก็สงบโดยชอบ คือสงบอยู่ภายในจิตดวงที่เคยฟุ้งซ่านนี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิ ไม่หลงโลกหลงสงสารไปไหน แบบพอสงบแล้วความรู้ก็หลุดออกจากตัว เหาะเหินเดินฟ้าไปเห็นนรก ไปเห็นสวรรค์ ไปเห็นโน้นไปเห็นนี้ ทั้ง ๆ ที่จิตยังไม่สงบตัวถึงไหนเลย มันขายก่อนซื้อไปแล้ว ที่ถูกและไม่ล่อแหลมต่อความผิด คือให้เห็นนรกสวรรค์อยู่ภายในจิตใจนี้เสียก่อน ภายนอกไม่เป็นปัญหาอะไรนักเลย ให้สงบอยู่ภายในใจนี้ เพราะใจเป็นผู้ฟุ้งซ่าน ใจเป็นผู้ก่อทุกข์ ใจเป็นผู้ก่อความวุ่นวายให้แก่ตัวเอง ให้สงบลงด้วยธรรม ด้วยการภาวนาอยู่ภายในกายในใจนี้ เมื่อจิตสงบลงด้วยวิธีนี้ ไม่ส่งกระแสใจออกไปสู่อารมณ์ภายนอก อันเป็นการยุแหย่ก่อกวนตนเอง นั้นเรียกว่า สัมมาสมาธิ

นี่แล มรรคทั้งแปด สรุปเข้ามาแล้วเรียก ศีล สมาธิ ปัญญา รวมอยู่ที่นี่ นี่คือ เครื่องแก้กิเลสและเป็นสัจธรรม คือความจริงประเภทหนึ่ง

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑
อริยสัจ ๔
#พระมหาเจดีย์ศรีแสงธรรมวิสุทธิมงคล
[url=http://www.luangta.com]www.luangta.com[/url]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: