Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 กันยายน, 2560, 02:15:52

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พระร่วงหลังรางปืน วัดพระธาตุดอยสุเทพ  (อ่าน 78 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 07 กันยายน, 2560, 08:30:06 »

พระร่วงหลังรางปืน วัดพระธาตุดอยสุเทพ 2515

รุ่นนี้ พระเกจิ 108 รูป อาทิ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม, หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง, หลวงพ่อเกษม เขมโก, หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม, อาจารย์นำ แก้วจันทร์และ อาจารย์ชุม ไชยคีรี เป็นเจ้าพิธีฝ่ายฆราวาส



พระร่วงหลังรางปืน วัดพระธาตุดอยสุเทพ

http://daily.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdPVEEwTURRMU9RPT0%3D§ionid=TURNd053PT0%3D&day=TWpBeE5pMHdOQzB3TkE9PQ%3D%3D

พันธุ์แท้พระเครื่อง ราม วัชรประดิษฐ์

ผู้นิยมสะสมพระกรุเก่าทั้งหลาย ลองฟังทางนี้ การจะไขว่คว้าหาของล้ำค่าและค่านิยมสูงๆ นั้น บางครั้งก็ยากยิ่งนัก ของดีๆ มีน้อยมักถูกเก็บเข้ากรุเข้ารังใหญ่ๆ หมด ยิ่งถ้า เสียเงินเสียทองไปแล้วได้ของเก๊มาครอบครอง ยิ่งช้ำใจเข้าไปใหญ่ ... ลองเปิดใจดู "พระใหม่" พุทธคุณเทียบเทียม รู้ที่ไปที่มาแน่นอน อีกทั้งสนนราคาก็อยู่ในเกณฑ์ที่เช่าหาได้แบบกระเป๋าไม่แบน และ "ห้อยคอแบบไม่อายใคร" อย่างเช่น "พระร่วงหลังรางปืน ปี 2515 วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่" กันดูที

พระร่วงหลังรางปืน กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองเก่า ชะเลียง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย นับเป็นพระยอดขุนพลกรุเก่า ยอดนิยม ที่มีพุทธลักษณะอ่อนช้อยงดงาม แฝงด้วยความเข้มขลังและสง่างาม กับพุทธคุณทางแคล้วคลาดคงกระพันชาตรีเป็นเลิศปรากฏเป็นที่ร่ำลือ พร้อมเอกลักษณ์ประจำองค์พระที่มีด้านหลังเป็น "หลังรางปืน" ได้รับสมญาว่า "จักรพรรดิแห่งพระเนื้อชิน" ที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันอยากได้มาครอบครอง

นอกจากนี้ ยังทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นพระพุทธศิลปะแบบเขมรยุคบายน มี อายุในราวปี ค.ศ.13 สมัยที่ขอม เรืองอำนาจและเข้าปกครองพื้นที่ บริเวณนี้ จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระพิมพ์ที่ "ขอม" เป็นผู้สร้าง

แต่ด้วยความที่พระมีจำนวนน้อยมากๆ ทำให้สนนราคาเช่าหาจัดได้ว่าสูงที่สุดสำหรับพระพิมพ์ประเภทเดียวกัน และยังหาพระแท้ได้ยากยิ่ง ด้วยผู้ที่มีไว้ครอบครองไม่ว่าจะเป็นองค์ที่สมบูรณ์หรือชำรุดก็ตามก็ต่างหวงแหนยิ่งนัก จึงเป็นธรรมเนียมที่มีผู้ฉวยโอกาสสร้าง ของเทียมขึ้นมาสร้างมูลค่า การพิจารณาพระแท้จึงเป็นสิ่งที่ผู้รักชอบที่จะสะสมพระต้องขวนขวายศึกษา เพื่อให้ได้ของแท้มาครอบครอง ซึ่งบางครั้งก็ตกม้าตายได้เช่นกัน

ด้วยความทรงคุณค่า เป็นที่ใฝ่หา แต่หายากยิ่งนี้ จึงมีหลายสำนักได้มีการจำลองรูปแบบ "พระร่วงหลังรางปืน" มาจัดสร้างขึ้นในยุคหลังหลายรุ่น ซึ่งโดยส่วนใหญ่ล้วนได้รับความนิยม ยิ่งถ้าจัดพิธีปลุกเสกที่ยิ่งใหญ่ มีพระเกจิคณาจารย์ผู้ทรงพุทธาคมร่วมอธิษฐานจิต และมีประสบการณ์เข้มขลังเป็นที่ปรากฏให้เห็นเป็น "รูปธรรม" แล้ว ยิ่งสร้างค่านิยมให้สูงขึ้น และหนึ่งในพระร่วงหลังรางปืนที่จัดว่า เป็น "ของดีน่าเก็บ" ก็คือ "พระร่วงหลังรางปืน ปี 2515 วัดพระธาตุดอยสุเทพ"

พระร่วงหลังรางปืน ปี 2515 วัดพระธาตุดอยสุเทพ นี้ พิมพ์ด้านหน้าจะมีพุทธลักษณะเช่นเดียวกับ "พระร่วงหลังรางปืน" ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น "พระร่วงหลังรางปืนย้อนยุค" ลักษณะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง พระประธานประทับยืน แสดงปางประทานพร พระหัตถ์ขวายกขึ้นระดับพระอุระ พระกรซ้ายทอดลงขนานกับลำพระองค์แบบหงายฝ่าพระหัตถ์ออกด้านหน้า ภายในซุ้มเรือนแก้ว ครองเครื่องจีวรห่มคลุมพลิ้วบาง ขนานกับองค์พระตกลงมาเบื้องล่าง

พระพักตร์ค่อนข้างเคร่งขรึม ปรากฏรายละเอียดชัดเจน สวมศิราภรณ์ อันได้แก่ กระบังหน้า และมงกุฎรูปกรวยที่เรียกว่า "หมวกชีโบ" นุ่งสบง คาดด้วยรัดประคดแบบศิลปะเขมรแบบ บายน ส่วนพิมพ์ด้านหลังมีการจัดสร้างเป็น 2 พิมพ์ คือ "พิมพ์หลังเจดีย์นูน" และ "พิมพ์หลังเจดีย์จม" บ้างก็เรียกว่า "พิมพ์พระธาตุลอย" กับ "พิมพ์พระธาตุ"

ประการสำคัญที่ต้องกล่าวถึง คือ พิธีพุทธาภิเษกที่จัดอย่าง ยิ่งใหญ่ ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพ เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2515 โดย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระ นางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเป็นประธานในพิธี ทั้งยังได้สุดยอดพระเกจิคณาจารย์แห่งยุค ทั้งภาคเหนือ, ภาคกลาง และ ภาคใต้ รวม 108 รูป ร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสก อาทิ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ, หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท, หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่, หลวงพ่อเกษม เขมโก จ.ลำปาง, หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม, ครูบาคำแสน อินทจักโก วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่, ครูบาคำแสน คุณาลังกาโร วัดป่าดอนมูล จ.เชียงใหม่, ครูบาชุ่ม โพธิโก วัดวังมุย จ.ลำพูน, พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ วัดดอนศาลา จ.พัทลุง ฯลฯ

นอกจากนี้ อาจารย์ชุม ไชยคีรี ศิษย์สำนักเขาอ้อสายตรง ผู้เข้มขลัง มาเป็นเจ้าพิธีฝ่ายฆราวาส จึงนับเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พิธีหนึ่งของไทยในยุคนั้นทีเดียว

ดูจากพุทธศิลปะและพุทธลักษณะ รวมทั้งรายชื่อพระเกจิคณาจารย์ที่มาร่วมพลังอธิษฐานแล้ว ถ้าไม่ติดว่า "พระเก่า-พระใหม่" ก็น่าจะการันตีได้ถึงความเข้มขลังทางพุทธคุณ ที่เรียกได้ว่า "ห้อยคอได้ไม่อายใคร"

สนนราคาเช่าหาก็สบายๆ ของทำเทียมก็ไม่ค่อยมี สบายใจกว่ากันเยอะครับผม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: