Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 กรกฎาคม, 2560, 01:47:14

   

ผู้เขียน หัวข้อ: เว้นทำบาป  (อ่าน 13 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,378
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 18 กรกฎาคม, 2560, 04:52:01 »


ถ้าเราเว้นทำบาป ก็จะไม่มีความเดือดร้อน
 ใครจะว่าอย่างก็ตาม เราไม่ว่าเขา
 เขาติฉินนินทา เขาก็ว่าใส่ตัวเขาเอง
 ปากของเขาก็อยู่ที่เขา หูของเขาก็อยู่ที่เขา

...หลวงปู่ขาว อนาลโย





...ปฏิบัติให้จริง...

..พวกเราผู้ที่เป็นนักพรตพรหมจรรย์ ควรจะน้อมเข้ามาพินิจพิจารณา เป็นปัญหาเฉพาะหน้าตนเอง พยายามปรับปรุงแก้ไขแนะนำตักเตือนตนเอง ทุกระยะทุกเวลา ในการเดิน การนั่ง การยืน การนอน ในอิริยาบถทั้ง ๔ เพื่อจะหาหนทางแก้ไขตนเอง ถ้าหากเราเลยตามใจของเราแล้ว ไม่มีทางนะ เรียกว่าล่องตามกระแส ไม่ใช่ว่าเราจะมาฝึกหัดเอาบุญ ฝึกหัดพอเป็นประเพณี ฝึกหัดดัดแปลง ให้มันเห็นจริงเห็นจัง ในเรื่องของตัวเอง ในเรื่องการกระทำของตัวเอง..

..หลวงปู่ศรี มหาวีโร..






"เวลาความอยากมันเกิดขึ้น
 อะไรมันอยาก
 ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก มันอยากมั้ย
 ถามมัน

 ถาม ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง...
ตรงใหนก็ไม่มีความอยากแม้แต่น้อย
 แม้ถามใจเรา
 ฟังอยู่เฉยๆ ตั้งใจฟังคำตอบ
 ใจมันก็ไม่บอกว่า ข้าพเจ้าเป็นใจ ข้าพเจ้าอยาก.
นั้น! แล้วอะไรมันอยาก
 ความอยากก็คือความอยาก
 ความอยากเกิดจากใจเราที่ว่างจากธรรมมะ
 เมื่อว่างจากธรรมมะ ความอยากก็เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาทันที"
 ____________________
หลวงปู่แบน ธนากโร

น้อมบูชาธรรม
2 กรกฎาคม .2560
 89 ปี พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร (แบน ธนากโร)
วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร






"เมื่อกิเลสอยู่ในบุคคลใดบุคคลอื่น
 แล้วเราทำอย่างไร ?
เราก็ปล่อยวางให้เป็นของคนนั้น เผาแต่ตัวเขา
 ถ้าเราไม่สามารถที่จะช่วยได้
 อย่าไปเกี่ยวข้อง
เหมือนกับคนพาล พระพุทธเจ้าไม่ให้คบกับคนพาล
 เพราะอะไร คนพาลนี้ กิเลสเป็นไฟกองหนึ่ง
 จะโกรธให้เราเมื่อไหร่ก็ได้ ทำลายเราเมื่อไหร่ก็ได้
 คนพาลนี้ไม่มีสัจจะไม่มีความจริง ตลบตะแลงต่างๆ
 เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ให้คบคนพาล และไม่คบธรรมที่พาล
 แม้สิ่งที่ไม่ดีที่อยู่ในตัวเรา เราก็ไม่คบกับมัน"
 __________
หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ







"มักน้อย สันโดษ ยินดีตามมีตามเกิด "

มีใครอยากจะถามอีกไหม ไม่เป็นไรใจเย็นๆ เดี๋ยวนั่งพักเดี๋ยวก็ได้ นั่งดูใจเราบ้างก็ได้ ถามใจเราบ้างก็ได้ ใจเราสบายหรือเปล่า ใจเรายังโลภ ยังโกรธ ยังหลงอยู่หรือเปล่า ยังวิตกยังกังวลยังห่วงโน่นยังห่วงนี่อยู่หรือเปล่า ถ้ากังวลก็แสดงว่ายังมีโน่นมีนี่เป็นของเราอยู่ ถ้าไม่มีอะไรเป็นของเรามันก็ไม่ห่วง ที่มันห่วงเพราะว่ามันยังเป็นของเราอยู่ ลูกเรานี้ ลูกชาวบ้านเราไม่เห็นห่วงเลย เงินของชาวบ้านเขาเราก็ไม่เห็นห่วงเลย แต่พอมันเป็นเงินของเราขึ้นมาห่วงว่าเห้ย! อยู่ในธนาคารปลอดภัยหรือเปล่า เนี่ยอย่าไปยึดอะไรอย่าไปถืออะไรว่าเป็นของเรา มันจะทำให้เรากังวล จะทำให้เราทุกข์ จะทำให้เราห่วงใหญ่ จะทำให้เราไม่สบายใจ ถ้ามองทุกอย่างว่าไม่ได้เป็นของเราแล้วมันโล่งอกโล่งใจ สบายอกสบายใจ ตายไปเราก็เอาอะไรไปไม่ได้ มันเป็นของเราได้ยังไง ถ้ามันเป็นของเราเราก็ต้องเอามันไปได้ แต่ถ้าเราเอาไปไม่ได้เราไปกังวลกับมันทำไม ก็ปล่อยมันไป มันจะอยู่ก็อยู่ไป มันจะไปก็ให้มันไป ไม่ช้าก็เร็วสักวันนึงเรากับมันก็ต้องจากกันอยู่ดี ลูกเราเราคิดว่าจะอยู่กันไปตลอดเหรอ มันก็ต้องมีวันพลัดพรากจากกัน สามีเราภรรยาเรา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเรานี้มันจะต้องมีวันสิ้นสุดลง มันก็ต้องมีวันหมดไป ให้พยายามนึกอยู่บ่อยๆ ว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" ไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นของเรา ลาภยศสรรเสริญ ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย มันไม่ได้เป็นของเราอย่างแท้จริง เป็นของเราชั่วคราว เดี๋ยวสักวันหนึ่งก็ต้องมีวันหมดมีวันดับไป ถ้ารู้อย่างนี้แล้วเวลาจากกันมันจะรู้สึกเฉยๆ

ตอนนี้ไม่ได้ฉัน ไม่ได้เทศน์ที่ศาลาตอนเช้าก็รู้สึกเฉยๆ รู้สึกสบาย ไม่เหนื่อย (ยิ้ม) กินแล้วก็นอน วันนี้ 3 โมงเช้า (9:00 น.) ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว นอนได้ถึงบ่ายแล้วค่อยมาเทศน์จึงไม่ค่อยเหนื่อยเหมือนเมื่อก่อนนี้ เมื่อก่อนถ้าเทศน์อยู่ที่ศาลากว่าจะกลับมาถึงกุฎิได้ก็ 11 โมงกว่า กว่าจะขึ้นมาถึงบนเขาได้นี้ก็เที่ยงกว่า พักได้ชั่วโมงหนึ่งก็ต้องเตรียมตัวลงมาเทศน์แล้ว นี่ตั้งแต่ 9 โมงถึงบ่ายโมงกว่านี้มีเวลาสบายไม่เหนื่อยไม่ต้องพูดอะไร นี่คือการเปลี่ยนแปลง อย่าไปยึดถืออย่าไปยึดว่าเป็นของเราแล้วสบาย อยู่อย่างไม่มีอะไรอยู่อย่างไม่มีความยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งต่างๆ เวลามันไปจะไม่เดือดร้อน เวลามันมากลับเดือดร้อนเพราะไม่อยากจะมี มีแล้วมันยุ่งมีแล้วมันเป็นภาระของเราเปล่าๆ ถึงแม้ว่าจะไม่อยากได้แต่บางทีมันก็มาเนี่ย มันมาแล้วก็ต้องจัดการกับมันดูแลกับมันให้มันไปในที่ที่เป็นเป็นประโยชน์ต่อไป ถ้าไม่มาก็ไม่ต้องมีการกระทำไม่ต้องมีการดูแลการจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่มา ฉะนั้นพยายามอยู่แบบไม่มีดีกว่า มีให้น้อยที่สุด มักน้อย สันโดษ ยินดีตามมีตามเกิด มาก็ได้ ไม่มาก็ได้ อยู่ก็ได้ ตายก็ได้ แล้วจะมีความสุขตลอดเวลา.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐






"ถ้ากินอยู่เกินฐานะ ชีวิตจะขรุขระ เดือดร้อน
 ยอมลำบากเมื่อตอนต้น ดีกว่ายากจนทีหลัง
 เป็นอยู่อย่างหมดหวัง คือการขุดหลุมฝังตัวเอง
 ชีวิตคือการต่อสู้ จงเป็นอยู่ด้วยความอดทน"
 .
หลวงปู่จันทร์ กุสโล
 วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่






"ต้องมีสติอยู่กับเรื่องที่เรากำลังทำอยู่"

ถาม : เรื่องของการคุมสติ เวลาคุยแล้วถ้าเราจับลมหายใจไปด้วยขณะฟังขณะพูดกับคนอื่นจะดีไหมครับ

พระอาจารย์ : ไม่ดีหรอก ก็ต้องตั้งสติอยู่กับเสียงที่เขาพูดมาสิ อย่าไปดูลมเดี๋ยวก็ฟังไม่รู้เรื่องอีกเขาพูดอะไร มัวแต่ดูลมเข้าลมออก เขาพูดอย่างโน้นอย่างนี้เราก็อาจจะฟังไม่เข้าใจ เดี๋ยวก็พูดตอบเขาไปผิดๆ ถูกๆ อีก ฉะนั้นต้องตั้งใจฟังตั้งใจพูด คำว่าตั้งใจก็คือการมีสติ เวลาจะพูดก็ตั้งใจพูดว่าเรากำลังจะพูดอะไร พูดถูกหรือไม่ถูก ควรจะพูดหรือไม่ควรพูด เวลาฟังก็ตั้งใจฟังว่าเขาพูดอะไร เพื่อเราจะได้เข้าใจความหมาย แล้วเราอาจจะต้องหาคำตอบให้กับเขา ฉะนั้นอย่าไปมีสติอยู่ที่ลมหายใจ การมีสติที่ลมหายใจนี้เหมาะตอนที่เรานั่งเฉยๆ คนเดียว นั่งหลับตา แล้วก็ดูลมหายใจเข้าออก เรียกอานาปานสติ นั่งทำสมาธิ แต่เวลาทำกิจกรรมต่างๆให้มีสติอยู่กับกิจกรรมที่เรากำลังทำอยู่ กำลังพูดก็ให้อยู่กับการพูด กำลังฟังก็ให้อยู่กับการฟัง จะได้ไม่ผิดพลาด ฟังแล้วจะได้ไม่ผิดพลาด ถ้าเขาพูดมาแล้วเราไปดูลมหายใจเขาพูดอะไรไม่รู้เรื่อง เขาถามว่ากุฎิอยู่ที่ไหน ไปตอบว่าพรุ่งนี้ฝนจะตกเนี่ย เพราะมัวแต่ดูลม แล้วไปคิดว่าเขาถามว่าพรุ่งนี้ฝนจะตกหรือเปล่า แต่ความจริงเขาถามว่ากุฎิอยู่ที่ไหน แต่ไม่ได้ยินไง เพราะใจมัวแต่ไปคิดเรื่องอื่น ไปอยู่กับเรื่องอื่นแทน ฉะนั้นต้องมีสติอยู่กับเรื่องที่เรากำลังทำอยู่ ไม่ว่าจะพูดหรือจะฟัง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ให้มีสติอยู่กับงานที่เรากำลังทำอยู่.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







การปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีโทษ มีแต่คุณ
 คือจิตไม่ขุ่นมัว จิตผ่องใส จิตเบิกบาน
 จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็มีความสุข ไม่มีความทุกข์ ..

จะเข้าสู่สังคมใด ๆ ก็องอาจกล้าหาญ
การทำความเพียรก็เต็มกำลัง

เมื่อสมาธิเกิดมีขึ้นแล้วจะไม่มีความหวั่นไหว
 ไม่มีความเกียจคร้านต่อการงาน ทั้งทางโลกทั้งทางธรรม
 จากนั้นก็เป็นปัญญาที่จะมาเป็นกำลัง ..

เมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้วรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์
 จะเรียนทางโลกก็สำเร็จ จะทำการธรรมก็สำเร็จ ..

พระพุทธเจ้า ท่านจึงสั่งสอนอบรมให้เกิด
 ให้มีขึ้นมาเบื้องต้นตั้งแต่ศีล ..

ศีลเป็นที่ตั้งของสมาธิ สมาธิเป็นที่ตั้งของปัญญา
 ไม่ว่าศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางมาแห่งวิมุตติ
 คือ ความหลุดพ้นด้วยกัน ..

หลวงปู่ขาว อนาลโย
 วัดถ้ำกลองเพล
 จังหวัดหนองบัวลำภู







ดีไม่ถึงขั้น ดันไม่ถึงที่.

" พระพุทธเจ้าสอนนักสอนหนา แต่เราฝึกไม่ถึงขั้น ดียังไม่พอ ยังไม่พอดี ยังไม่เหมาะสม ไม่เสมอต้นเสมอปลาย ไหนเลยล่ะเราจะได้บุญ ได้กุศล อุทิศผลงานไปให้คนอื่นเขาได้ ผลงานเรายังไม่มี ฝึกไม่เต็มขั้น ดียังไม่พอ เลยก็หาเรื่องไปว่า กรรมฐานไม่ได้ผล หาเรื่องไปว่า บุญไม่ช่วย ตรงนี้น่าฟัง น่าคิด น่าพิจารณามาก "

ธรรม..คำสอน..พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
คัดลอกจาก... กฎแห่งกรรม - ธรรมปฏิบัติ เล่มที่ ๙






"...การที่เรามาตั้งใจรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์นี้ เป็นการถูกต้องและเป็นการชอบแล้ว และยังเหมาะสมกับภาวะความเป็นอยู่ของเราที่เป็นคฤหัสถ์

ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ตามชั้นภูมิของความเป็นคฤหัสถ์ ได้ชื่อว่าเป็นการปรับพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อพุธ ฐานิโย







"...พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ' อานนท์ ปฏิบัติให้มาก ทำให้มากแล้วจะสิ้นสงสัย '

ความสงสัยจะไม่มีวันสิ้นไปได้ ด้วยการคิดด้วยทฤษฎี ด้วยการคาดคะเน หรือด้วยการถกเถียงกัน หรือจะอยู่เฉย ๆ ไม่ปฏิบัติภาวนาเลย ความสงสัยก็หายไปไม่ได้อีกเหมือนกัน

กิเลสจะหายสิ้นไปได้ ก็ด้วยการพัฒนาทางจิต ซึ่งจะเกิดได้ก็ด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น..."

 โอวาทธรรมคำสอน..
หลวงพ่อชา สุภัทโท







"...การสำเร็จมรรคสำเร็จผล ไม่ได้สำเร็จที่อื่นที่ไกล สำเร็จที่ดวงใจของเรา คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านวางไว้ถึง ๘๔ ๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ท่านก็ไม่ได้วางไว้ที่อื่น วางที่กาย ที่ใจของเรานี้เอง นี่เรียกว่า เป็นที่ตั้งแห่งธรรมวินัย

ความที่พ้นทุกข์ ก็จะพ้นจากที่ไหนเล่า คือใจเราไม่ทุกข์ แปลว่าพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้น ได้ยินแล้ว ให้พากันน้อมเข้าภายใน ธรรมะคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า รวมไว้ในจิตดวงเดียว..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร






"...ทุกชีวิตมีเวลาจำกัด อย่างมากไม่เกินร้อยปี ก็จะต้องละร่างนี้ละโลกนี้ไป อย่าผัดวันประกันพรุ่งที่จะทำความดี เพราะถ้าสายเกินไปเมื่อไร ก็ตนเองนั่นแหละ จะต้องได้เสวยผลของการไม่กระทำกรรมดี ไม่มีผู้ใดอื่นจะรับผลของความดีความชั่วที่ตนเองทำไว้ เจ้าตัวเองเท่านั้น จักเป็นผู้รับผลของความดี ความชั่วที่ตนทำ..."

พระโอวาทธรรมคำสอน..
องค์สมเด็จพระญาณสังวร(เจริญ สุวัฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์







“...สมบัติอะไรก็ตามในโลกนี้ สู้ธรรมสมบัติภายในใจไม่ได้ สมบัติภายในใจเลิศเลอสุดยอด ขอเพียงให้ใจกับธรรมได้สัมผัสกัน มันจะแสดงฤทธิ์เดชเป็นที่อัศจรรย์

เมื่อ “หัวใจได้ความสง่างาม” แล้วอยู่ใต้ร่มไม้ร่มใด ภูเขาลูกใด ถ้ำหรือเงื้อมผาแห่งใด สถานที่แห่งนั้นย่อมพลอยสง่างามตามไปด้วย

“สติ” นี่เองจะเป็นกุญแจดอกสำคัญ ไขไปสู่ประตูพระไตรปิฏกภายใน เพื่อเปิดเข้าไปสู่ประตูพระนิพพาน...”

 โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน








"ผู้ที่มีสมาธิแล้ว คำพูดมักจะศักดิ์สิทธิ์
 สามารถที่จะโน้มน้าวจิต ของผู้อื่นได้

ถ้าหากสมมติว่า
 เราโกรธใครสักคนหนึ่ง
อย่าไปแช่งเขา ให้ทำสมาธิ
 ให้แผ่เมตตาให้เขามากๆ

ในเมื่อเราแผ่เมตตาให้เขามากๆ
 มันจะเกิดผลขึ้นมา ๒ อย่าง
 อย่างหนึ่ง เขามาดีกับเรา
 อย่างที่สอง ถ้าเขาไม่ยอมมาดี
 เขาก็พังไปเอง

เราไม่ต้องแช่ง ถ้าแช่งแล้ว เราก็เป็นบาป
 แล้วก็ทำให้เราเสื่อมคุณธรรมด้วย"

-:- หลวงพ่อพุธ ฐานิโย -:-








"การกระทำผิดของผู้อื่น เป็นครูของเรา
 เมื่อเห็นคนนั้นทำไม่ดี ก็สอนตนเอง
 ว่าเราจะไม่ทำอย่างนั้น หรือเห็นคนนี้พูดไม่ดี
 เราก็จะไม่พูดอย่างนี้ เหล่านี้ก็คือ การสอนใจตนเอง"

 -:- หลวงปู่ชา สุภัทโท -:-





พระพุทธเจ้า
 ได้เสวยความสุข ฉันใด
 พุทธบริษัท
 ก็ได้รับความสุขเหมือนกัน ฉันนั้น...
เมื่อพุทธบริษัทเข้าใจความโดยนัยนี้แจ้งชัดแก่ใจ
ไม่ดูถูกดูหมิ่นตนเอง
 เห็นว่าตนก็เป็นพุทธบริษัทผู้หนึ่ง
 อาจสามารถจะถือเอามรรคผลนิพพานได้โดยแท้.
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
(จันทร์ สิริจนฺโท)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: