Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 สิงหาคม, 2560, 02:35:44

   

ผู้เขียน หัวข้อ: กายทั้งหลาย  (อ่าน 113 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,411
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 20 มิถุนายน, 2560, 05:25:47 »

"ถ้าเอาเปรียบเขาไม่ได้ ก็ว่าไม่ถูก
 ถ้าจูงจมูกได้ทุกที ก็ว่าดีเหลือเกิน"

-:- ท่านพุทธทาสภิกขุ -:-






"บุคคล ไม่ควรเศร้าโศกอาลัยอาวรณ์
 ถึงสิ่งนอกกายทั้งหลาย ที่มันผ่านพ้นไปแล้ว
 มันหมดไปแล้ว เพราะสิ่งเหล่านั้น
 มันได้ทำหน้าที่ของมัน อย่างถูกต้อง
 โดยสมบูรณ์ที่สุดแล้ว"

-:-หลวงปู่ดูลย์ อตุโล-:-







"คนดีแต่ละคน มีคุณค่ามากกว่าเงิน
 เป็นก่ายกอง และเห็นคุณค่า
 แห่งความดีของตน ที่จะทำต่อไป
 มากกว่าเงิน แม้จะจน ก็ยอมจน
 ขอแต่ให้ตัวดี และโลกมีความสุข"

 -:- หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต -:-






เมื่อเกิด ก็เกิดมาเพื่อตาย
 ทำไมจึงอยากเกิด
 ความเกิดขึ้น คือความทุกข์
 ความอยาก คือสิ่งทำให้ทุกข์.
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
 (จันทร์ สิริจนฺโท)






ผู้มีปัญญาย่อมทำตนให้ดีได้.
จงนำตัวออกจากสิ่งต่างๆที่ไม่ถูกต้อง ด้วยปัญญา.
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
(จันทร์ สิริจนฺโท)





“ต่อไป พวกท่านทั้งหลายนี่ จะสามารถต่อยอด มันจะมีสักคนหนึ่ง ที่ทะลุยอด สามารถที่จะ วางแผนต่อหลวงพ่อได้ มันก็จะต้องมี เพราะว่า ไม่จำเป็น ต้องเป็นพระ ไม่จำเป็น ต้องเป็นเณร เป็นพระ เป็นญาติโยม ก็สามารถบรรลุได้
 ธรรมะในชั้นนี้ ทำให้เกิดสติปัญญา เขาเรียกว่า ตัวผู้รู้ ตัวผู้รู้นี่ มันจะต้องมีต้นเหตุ เหมือนอย่างกับเรา จะกินข้าวอย่างนี้ มันมีต้นเหตุหิว เหมือนเราจะสร้างบ้านอย่างนี้ มันมีต้นเหตุ ฝนตกแดดออก
 หรือว่า เราจะนุ่งผ้าอย่างนี้ ต้นเหตุ อยู่ที่ความละอาย ต้นเหตุมันมี แล้วผู้รู้ ก็เหมือนกัน มันจะต้องมีต้นเหตุ ต้นเหตุมันอยู่ตรงไหน ถ้าเราจับต้นเหตุได้แล้ว ปลายเหตุไม่สำคัญ”
พระธรรมมงคลญาณ (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)







หลวงปู่สิม พุทธาจาโร•

"..ให้มีสติ สมาธิ ตั้งใจให้มั่น รวมจิตรวมใจให้มาอยู่ภายใน ไม่ให้ไปตามอาการภายนอก..

..จิตใจคนเราอยู่ภายในหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ ให้อยู่ภายในนี้แหละ ไม่ต้องคิดไปที่อื่น..

..ถ้ามันจากนี้ไป ก็บ่มีที่สิ้นที่สุด เอาอะไรไม่ได้ #คิดไกลออกไปก็ยิ่งหลงเท่านั้น #เอาให้ใกล้เข้ามา ให้มาทำความรู้สึกที่นี้ มาภาวนาที่จิตใจดวงที่มีความรู้อยู่.."








"..ความคิดปรุงแต่งขึ้นมา อย่าไปรังเกียจมัน อย่าไปรำคาญมัน ถ้าเรากำหนดสติตามรู้ไปทุกระยะ เราจะรู้ความจริงของธรรมะ.."

หลวงปู่พุธ ฐานิโย







ทำดีก่อนตาย

“คนเราประมาทในบุญเล็กน้อย เมื่อตายไปแล้ว จะมาทำบุญกุศลน่ะ มันยากนัก ยากยังไง กายก็ไม่เหมือนกายมนุษย์ จะมาพูดกับมนุษย์ก็ไม่ได้ จะมาใส่บาตรทำบุญก็ไม่ได้ อย่างดีก็เพียงมายืนคอยอนุโมทนาเท่านั้น ถ้าใครตาดีก็เห็น ใครตาไม่ดีก็ไม่พบพาน ถ้าใครมีภูมิรู้ในทางจิต ก็พอจะแนะนำสั่งสอนกันบ้าง ถ้าไม่มีคนเช่นนั้น เทวดาก็ไม่มีหนทางที่จะบำเพ็ญคุณงามความดีต่อได้เลย นี่มันเป็นอย่างนี้

ฉะนั้น จึงอย่าพากันประมาท เมื่อเรามีโอกาสและเวลา คุณงามความดีใดๆ ในโลกพอจะสามารถและมองเห็น เราก็ควรจะต้องรีบขวนขวาย พยายามทำความดีนั้นเสียโดยเร็ว ถ้าความตายเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้เราจะไปเอาอะไร ไม่มีอะไรสักอย่าง อย่างดีที่สุดก็จะได้แค่ห่อข้าวตากของตนที่ทำไว้แล้วนั่นแหละ คือความดีที่เราสร้างสมมาแต่ก่อน แล้วก็มาระลึกขึ้นความดีนั้นก็จะไปช่วยบำรุงน้ำใจของเรา อำนวยผลให้บุคคลผู้นั้นไปในทางสุคติ โลกสวรรค์ ถ้าใครได้มีนิสัย ได้อบรมในทางจิต หรือในทางสมาธิให้แก่กล้าก็สามารถบำเพ็ญให้ตนพ้นไปจากโลกียวิสัย ทำใจของตนให้ก้าวขึ้นไปสู่โลกุตรธรรมได้

ฉะนั้น พวกเราที่ยังไม่เกิดความดีอย่างสมใจนึกก็ดี อย่าประมาท ผู้ทำความดีได้ยังไม่สมใจอย่างนึกก็อย่าประมาท ก็ควรจะถือว่าสิ่งที่เราทำลงไปนั้น เป็นทรัพย์ของเรา ทรัพย์ของเรานี้ เป็นเครื่องป้องกันชีวิตของเรามิให้ตกไปในฝ่ายต่ำ แม้อยู่ในโลกนี้เราก็อาศัยความดีคือธรรมะนี้ เป็นผู้บงการชีวิต ถ้าเราดับจิตไปจากโลกนี้ ความดีก็จะต้องติดตามตนไปเหมือนกับเงาของบุคคลย่อมตามตนไปทุกเมื่อฉะนั้น”

(หลวงปู่ลี ธัมมธโร วัดอโศการาม)







...เพราะความจริงก็คือ
 ร่างกายนี้เป็นของชั่วคราว
 เกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ
 และต้องตาย ไปในที่สุด

...แต่"ใจ"นี้ ที่มาเกิด
 ที่มาครอบครองร่างกายนี้
"ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย"

...แต่ต้อง"ทุกข์"
ไปกับความ หลง
 กับความ อยาก
 กับความ ผูกพัน
 กับความ ยึดติดกับร่างกาย
 และสิ่งต่างๆที่หามาได้

คัดลอกการแสดงธรรม
 ธรรมะบนเขา13/6/2558
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี








..=>คำสอนหลวงพ่อเรื่อง "ตัดความโกรธด้วยการยอมรับนับถือกฎธรรมดา"<=..

.. ความโกรธเป็นไฟเผาผลาญให้เกิด
 ความเร่าร้อน อารมณ์ไม่เป็นสุข ความ
 โกรธเกิดมากกับบุคคลใด ใครโกรธมาก
ก็เป็นคนมักโกรธ จะเห็นได้ว่าบุคคลนั้น
 มีหน้าตาไม่สวย เพราะอารมณ์เศร้าหมอง

อีกประการหนึ่งจะแก่ง่าย "ให้ตัดความ
 โกรธด้วยการพอใจในกฎธรรมดา" ให้
 ถือว่าธรรมดาคนที่เกิดมาในโลกนี้ทุกคน
 ทุกคนต้องการความดีทั้งหมด เขาจะพูดก็ดี
 เขาจะทำก็ดี เขาจะคิดก็ดี

ที่พูด ที่ทำ ที่คิดนี่เขานึกว่า เขาทำดี
 พูดดี คิดดี แต่ว่ามันเป็นการบังเอิญอย่าง
 ยิ่ง ไปคิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่วเข้า ทั้งนี้ตัวเขา
 เองยังไม่รู้ว่าเป็นความชั่ว เพราะอะไร
"เพราะกฎของกรรม"

กฎของกรรมในเบื้องต้นที่ทำมาแล้ว
 ในกาลก่อนมาสนองใจ ให้มีความเข้าใจ
 เห็นผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด ทำความชั่วเป็น
 ความดี ฉะนั้นกฎของกรรมอย่างนี้ ใน
 ชาตินี้เขาก็ไม่มีความสุข

เพราะมีแต่คนเกลียด ตายจากความ
 เป็นคนไปแล้ว ก็ไปลงอบายภูมิ เป็นสัตว์
 นรกบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง
 เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง

เมื่อเราเห็นคนประเภทนี้เขา เราเกิด
 ความสงสาร เมตตา คือมีความรัก ความ
 กรุณา มีความสงสาร คิดว่าในชาตินี้ เขา
 หาความสุขไม่ได้แล้ว ชาติต่อไปเขามี
 ความทุกข์มากยิ่งขึ้นไป เราก็ไม่ควรไป
 โกรธตอบ ..

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
ที่มาจาก.. โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม ๔









จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม
 เรื่องตัดกรรม

ผู้ถาม :: "หลวงพ่อ ตัดกรรมได้ไหมคะ…?"
หลวงพ่อ :: "ตัดกรรมนี่มันตัดไม่ได้หรอก กรรมที่เป็นกุศลก็ตัดไม่ได้ กรรมที่เป็นอกุศลก็ตัดไม่ได้ นี่พูดตามพระพุทธเจ้านะ
แต่ว่าที่เราทำดีนี่ คือ สร้างกรรมดีที่เป็นกุศลมากขึ้น หนีกรรมที่เป็นอกุศล คือ กรรมที่เป็นอกุศลมันมีอยู่ แต่เราสร้างกรรมดีที่เป็นกุศล กรรมที่เป็นอกุศลก็ตามช้าลง เราฝึกวิ่งหนีให้มันเร็วเข้า ใช่ไหม…
ผู้ถาม :: "อย่างนี้ก็ไม่มีทางหมดบาปน่ะซิคะ…?"
หลวงพ่อ :: "การจะทำให้หมดบาปน่ะไม่มีทางหรอก ในทางพระพุทธศาสนามีอยู่ทางเดียวคือ ทำบุญหนีบาป ใช้กำลังบุญให้สูงขึ้น ความชั่วที่มันเป็นบาปกรรมอยู่มันก็ตามทันยากหน่อย ใช่ไหม…"
แต่ถ้าเป็นพระโสดาบันก็สบาย ตัดกรรมจริงๆ แต่ว่าเศษของกรรมยังมีอยู่บ้าง แต่กรรมก็ไม่สามารถจะดึงให้เราลงนรก เป็นเปรตเป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานได้
 แต่ถ้ามาเป็นมนุษย์ ถ้าเรามีโทษปาณาติบาต มันก็ทำให้เราป่วยบ้าง
 ถ้ามีโทษอทินนาทานอยู่ ก็ทำให้ของหาย ไฟไหม้ ขโมยลัก น้ำท่วม ลมพัด
 ถ้าเราเคยมีโทษกาเมสุมิจฉาจาร คนใต้บังคับบัญชาเราก็หัวดื้อไม่เชื่อฟัง
 ถ้าเราเคยมีโทษมุสาวาทพูดโกหกเขา เราพูดอะไรก็ไม่มีใครเชื่อ
 ถ้ากินเหล้าเมายามาก่อน ก็เป็นโรคประสาทบ้าง เป็นคนบ้าบ้าง มันก็แค่นี้
 แต่ว่าถ้าเป็นพระโสดาบันแล้ว มันไม่ถึงบ้าแค่มึนๆ ไปหน่อย นี่เป็นโทษจากเศษของกรรม"
ผู้ถาม :: "ถ้าสร้างพระพุทธรูปปางนิพพาน จะหนีกรรมได้ไหมคะ"
หลวงพ่อ :: "หนีกรรมได้ เป็นการสร้างกำลังความดีให้สูงเข้าไว้"
ผู้ถาม :: "ยังงั้นเราก็สร้างพระมาก ๆ ซิคะ...?"
หลวงพ่อ :: "ประเดี๋ยววัดไม่มีที่เก็บอีก มีกรรมอีก ต้องไปสร้างตึกให้พระอยู่อีก เอาไหม...?"
ผู้ถาม :: (หัวเราะ)
หลวงพ่อ :: "สร้างพระมาก ๆ เป็นพุทธบูชา เป็นพุทธานุสติไม่ดีเรอะ...ในกรรมฐาน ๔๐ กอง ท่านบอกว่า กำลังพุทธานุสตินี่เป็นเหตุให้เข้าถึงนิพพานได้ง่ายที่สุดง่ายกว่ากองอื่นที่สุด และรวดเร็วกว่าอย่างอื่น"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: