Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
26 เมษายน, 2560, 13:00:26

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ผู้ปฏิบัติธรรม  (อ่าน 14 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,293
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 19 เมษายน, 2560, 05:27:02 »

"นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ ความรักอันเสมอด้วยตนไม่มี นี่เป็นบทธรรมที่ซึ้งมาก เข้ากันได้กับเจตนาของทุกท่านที่มุ่งมาปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ เพราะความรักตนเป็นเหตุให้เสาะแสวงอรรถธรรม จากตำหรับตำราจากครูจากอาจารย์ ได้ทราบข่าวว่าครูอาจารย์องค์ใด จะเป็นที่ให้ความร่มเย็นเป็นคติเครื่องเตือนใจ เป็นอุบายพร่ำสอนเราได้ ย่อมเสาะแสวงหาครูอาจารย์องค์นั้น ๆ เป็นธรรมดาของความรักตน"
 ...หลวงมหาบัว ญาณสัมปันโน




"ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นผู้ที่รักษาพระศาสนา

พระศาสนาไม่ใช่หมายถึงวัดวา กุฏิ สิ่งเหล่านี้เป็นแค่สมบัติของพระศาสนาเท่านั้น

พระศาสนาจะทรงไว้จะมีอยู่ไม่หมดไม่สิ้นต้องอาศํยข้อปฏิบัติ

 มีข้อปฏิบัติอยู่ตราบใดพระศาสนายังคงอยู่ตราบนั้น

ในเมื่อไม่มีข้อปฏิบัติ ไม่มีการประพฤติปฏิบัติศาสนาก็หมดสิ้น

ถึงจะมีวัดเต็มบ้านเต็มเมือง พระเต็มวัดเต็มวา แต่ไม่มีข้อปฏิบัติแล้วศาสนาอยู่ตรงไหน

ศาสนาอยู่ที่โกนหัวหรือ ศาสนาอยู่ที่ถึือบาตรไปขอข้าวหรือ พระศาสนาไม่ใช่อยู่กับสิ่งเหล่านี้"

....หลวงปู่แบน ธนากโร




ขอทุกท่านจงจำไว้ อย่าไปมองดูความเลวของคนอื่น
 มองดูความเลวของตน ไม่ต้องไปปรับปรุงบุคคลอื่น
 ปรับปรุงเราเองให้มันดีที่สุด
……..
 หลวงพ่อฤาษีลิงดำ






บางคนรักษาศีล แต่ใจก็ยังโกรธเกลียดพยาบาท อิจฉาริษยาคนนั้นคนนี้อยู่ บางคนนั่งสมาธิภาวนา เพราะอยากไปเกิดเป็นคนรูปสวยรูปงามก็มี บางคนก็อยากไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้าอยู่บนสวรรค์ บางคนก็อยากจะเป็นนั่นเป็นนี่ ล้วนแต่ต้องการสิ่งตอบแทนทั้งนั้น บุญกุศลอย่างนี้ก็ยังใช้ไม่ได้
 ท่านพ่อลี ธมฺมธโร




"เหตุที่การภาวนาไม่รุดหน้านั้น
 ความยึดถือ ไม่คลาย ไม่ปล่อยวาง ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ภาวนาย้ำอยู่กับที่ไม่ไปไหน"
ท่านพ่อลี ธมฺมธโร






"การทำให้มากนั้น มิใช่หมายแต่
 การเดินจงกรม เท่านั้น ให้มีสติ
 หรือพิจารณา ในที่ทุกสถาน
 ในกาลทุกเมื่อ ยืน เดิน นั่ง นอน
 กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ก็ให้มีสติรอบคอบ
ในกาลอยู่เสมอ จึงจะชื่อว่าทำให้มาก"

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต






"ขอให้ท่านทั้งหลาย
 จงสำรวจดูความสุขว่าตรงไหน
 ที่ตนเห็นว่า มันสุขที่สุดในชีวิต
 ครั้นสำรวจดูแล้ว มันก็แค่นั้นแหละ
 แค่ที่เราเคยพบมาแล้ว นั่นเอง

 ทำไมจึงไม่มากกว่านั้น
 มากกว่านั้น ไม่มีในโลกนี้
 มีอยู่แค่นั้นเอง แล้วก็ซํ้าๆ ซากๆ
 อยู่แค่นั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่รํ่าไป
 มันจึงน่าจะมีความสุข ชนิดพิเศษกว่า
 ประเสริฐกว่านั้น ปลอดภัยกว่านั้น

พระอริยเจ้าทั้งหลาย
 ท่านจึงสละสุขส่วนน้อยนั้นเสีย
 เพื่อแสวงหาสุข อันเกิดจาก
 ความสงบกาย สงบจิต สงบกิเลส
 เป็นความสุขที่ปลอดภัย
 หาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย"

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล






"ระวังเมตตาตกบ่อนะ
 คือ เราเห็นเขาตกทุกข์ยากลำบาก
 เราก็คิดอยากจะช่วยเขา
 แต่แทนที่จะดึงเขาขึ้นมา
 เขาก็กลับดึงเราลง"

 ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก





"การปรนนิบัติพ่อแม่
 เป็นแค่การชำระดอกเบี้ย เท่านั้นเอง
 เพราะหนี้พ่อแม่ ไม่ใช่หนี้ธรรมดา
 แต่เป็นหนี้ศักดิ์สิทธิ์

 พระพุทธองค์จึงทรงสอนว่า
 นอกเหนือจากการปฏิบัติพ่อแม่
 แบบทิศหกแล้ว

ชาวพุทธเรา
 ต้องพยายามส่งเสริมให้ท่าน
 ทำแต่คุณงามความดี เรียกว่า
 เป็นกัลยาณมิตรของบิดามารดา"

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ





จิตเป็นของอันเดียวไม่ใช่ของมาก
 เรามาอบรมภาวนา ก็คือเราต้องการเข้าถึงจิตอันเดียว
 คือเข้าถึงจิตเดิมนั่นเอง จิตเป็นของที่เร็วที่สุดตามไม่ทัน

ที่ว่าจิตมากเพราะไปวิ่งตามมัน
เหมือนกับเงา ถ้าไปวิ่งมันวิ่งด้วย
 ถ้าหยุดแล้วมันก็หยุดด้วยเรา

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี






"คนเรานั้นโดยมากกายกับใจมักไม่ค่อยจะตรงกัน

บางคนทำทานแต่ใจก็ยังโลภอยู่ เช่นคนที่ทำทานเพราะปรารถนาอยากร่ำรวยเป็นเศรษฐี ทำบาทเดียวจะขอแลกเอาตั้งหมื่นตั้งแสนก็มี

บางคนรักษาศีล แต่ใจก็ยังโกรธเกลียดพยาบาทอิจฉาริษยาคนนั้นคนนี้อยู่

 บางคนนั่งสมาธิภาวนา เพราะอยากไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้าอยู่บนสวรรค์

บางคนก็อยากจะเป็นนั่น เป็นนี่ ล้วนแต่ต้องการสิ่งตอบแทนทั้งนั้น บุญกุศลอย่างนี้ก็ยังใช้ไม่ได้"

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: