Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 กรกฎาคม, 2560, 15:42:55

   

ผู้เขียน หัวข้อ: สมาธิ ปัญญา  (อ่าน 80 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,382
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 18 เมษายน, 2560, 05:08:24 »


"สมาธิ ปัญญา"

เหตุการณ์ต่างๆ เมื่อถึงเวลามันจะเกิดมันก็ต้องเกิด ถึงเวลาที่เราจะต้องพลัดพรากจากกันมันก็ต้องพลัดพรากจากกัน ไม่มีใครยับยั้งได้ เห็นไหมพระพุทธเจ้าก็จากพวกเราไปแล้ว พระอรหันตสาวกครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่เรารักเราเคารพก็จากพวกเราไปแล้ว ปู่ย่าตายายบิดามารดาก็ค่อยๆ จากพวกเรากันไปทีละคนสองคน แล้วต่อมาก็ต้องตัวเราเอง ร่างกายของเราเอง มันก็ต้องจากเราไปเหมือนกัน แต่ถ้าเรามีสมาธิ มีปัญญา ใจของเราจะตั้งอยู่ในความสงบ จะไม่เดือดร้อน จะไม่ทุกข์ จะไม่วุ่นวายกับการสูญเสียของร่างกายไป.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







ถาม...

เวลานั่งสมาธิมักจะง่วงและหลับเป็นประจำ บางทีก็รู้ตัว บางทีก็ไม่รู้ตัวว่าหลับ จะแก้ไขอย่างไรดี

หลวงพ่อทองตอบ...

 สติตัวเดียว ฟื้นฟูสติตัวระลึกเท่านั้น ระลึกถึงพุทโธๆๆ หรือก็ใช้ปัญญาค้นคว่าพิจารณาอัตภาพร่างกายไม่ให้มันหยุด ถ้าหยุดแล้วมันง่วง ให้จิตมันคิตอยู่ตลอดเวลา เพ่งลงไปในกาย ดิน ๒๐ น้ำ ๑๒ ระลึกอยู่ตลอดเวลา มันต้องแก้ที่ตัวเรา ไม่งั้นก็ไม่มีอุบายอื่นหรอกที่จะแก้ สติมันอ่อนก็ต้องฝึกสติให้มันแก่กล้า






“จงเลือกทำแต่กรรมที่ดีๆนะ”

“...เป็นคำแทนคำอวยพรอย่างสูงสุด ประกอบด้วยเหตุผล เมื่อทำกรรมดีแล้ว ไม่ให้พรก็ต้องดี เมื่อทำชั่วแล้ว จะมาเสกสรรปั้นแต่ง อวยพรอย่างไรก็ดีไม่ได้ ทำชั่วเหมือนก้อนหินจะต้องจมทันที ไม่มีผู้วิเศษใดๆ จะมาเสกเป่าอวยพร ขอร้องให้หินลอยขึ้นมาได้ ทำกรรมชั่วต้องล่มจมป่นปี้ เสียราศีเกียรต์คุณชื่อเสียง เหมือนก้อนหินหนัก จมลงไปอยู่กับโคลนใต้น้ำ

ทำดีเหมือนน้ำมันเบา เมื่อเทลงน้ำ ย่อมลอยเป็นมันประกายอยู่เหนือน้ำ ทำกรรมดีย่อมเป็นสง่าราศี มีเกียรติคุณชื่อเสียง มีแต่คนเคารพนับถือ ยกย่องบูชา เฟื่องฟุ้งฟูลอยเหมือนน้ำมันลอย ถึงจะมีศัตรูหมู่ร้าย จงใจเกลียดชัง มุ่งร้ายอิจฉาริษยา แช่งด่าให้จม ก็ไม่สามารถจะเป็นไปได้ กลับจะแพ้เป็นภัยแก่ตัวเอง

ขอจงตั้งใจกล้าหาญ พยายามทำแต่กรรมดี ๆ โดยไม่มีความเกรงกลัว ต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย ผู้ที่มีโชคดี ผู้ที่มีความสุข และผู้ที่มีความเจริญประสงค์ใดสำเร็จสมประสงค์ ก็คือผู้ที่ประกอบกรรมดี ทำแต่ความดีออย่างเดียวนั่นเอง...”

โอวาทธรรมคำสอน.
องค์ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกฺขุ)
วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร







" มีแต่คนมาขอพร มันขอกันบ่ได้ดอกพรนะ !! เฮ็ดเอาเฮ็ดดีทำดีกะได้ดี เฮ็ดชั่วทำชั่วกะได้ชั่ว บ่แม่นว่าวันสำคัญสิมาวัดแล้วมาขอศีลขอพรกับพระ ถ้าขอกันได้ เจ้าของสิบ่บวชแล้ว สิไปวัดหาขอแต่พรนั้นแล้ว มันให้กันได้ปานนี้อาจารย์คือสิบ่เหลือแล้วละศีล ศีลมันบ่ได้อยู่กับพระมันอยู่กับเจ้าของ ประพฤติปฎิบัติเอา

คนบ่มีศีลบ่ธรรมบ่แตกต่างจากสัตว์ คนที่รักษาศีลห้าครบสมบูรณ์ตายไปบ่ตกต่ำแน่นอน สุขภูมิเป็นที่ตั้ง ให้พากันถึงสรณะ ศาสนาเป็นเรื่องการกระทำบาปบุญบ่แม่นเรื่องของพิธีต่าง "

___________________
หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
 วัดถ้ำสหายจันทร์นิมิต (วัดทับกุง)
บ้านทับกุง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี







"...สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ

อโหสิกรรมก่อน ค่อยแผ่เมตตา

ธรรมะเป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน..."

 โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม








"...พระพุทธเจ้าประสูติก็ประสูติที่ป่านะ ตรัสรู้ก็อยู่ป่า ดับขันธ์เข้านิพพานก็อยู่ป่า ไม่ใช่อยู้บ้านดอก

นั่นแหละ พระองค์จึงสอนเหลามนุษย์เทพนิกร ให้มักน้อยสันโดษ สันโดษมักน้อย อยู่ป่าเป็นที่สงบสงัดดีปราศจากคนไปมาคลุกคลี

รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสไม่มารบกวนได้มันก็ดีอย่างนั้น จึงได้บรรลุธรรม นี่ข้อสำคัญ..."

 โอวาทธรรมคำสอน
องค์หลวงปู่จันทา ถาวโร
 วัดป่าเขาน้อย อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร






"...ผู้ให้ธรรมทาน ได้ชื่อว่าให้มนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ การให้ธรรมทาน ขอเพียงแต่ผู้ให้มีศรัทธาทางธรรม ก็สามารถให้ธรรมเป็นทานได้ คนที่รู้ธรรมมากก็ให้ได้ คนที่รู้ธรรมน้อยก็ให้ได้ ไม่รู้เลยก็ให้ได้ เป็นพระหรือเป็นฆราวาสก็ให้ได้ การสร้างธรรมทานจึงทำได้ทุกคน

ฉะนั้น ผู้ที่ปราถนาอยากได้บุญสูงสุด ควรสร้างมหาบุญอันประเสริฐ ด้วยการสร้างหนังสือบทสวดมนต์ที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ส่วนผู้ที่รับธรรม เมื่อรับแล้วก็ต้องนำเอาไปปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด เปรียบเหมือนมีดินแล้วไม่ยอมปลูก มีอาหารแล้วไม่ยอมกิน มีไม้แล้วไม่ยอมปลูกบ้าน มีเงินแล้วไม่ยอมใช้ สิ่งเหล่านี้ถึงจะมีก็เหมือนไม่มี

ผู้รับนำเอาธรรมนั้นไปใช้ เมื่อปฏิบัติตามก็จะได้ประโยชน์นับภพนับชาติไม่ได้ ย่อมได้สมบัติในสุคติภพและถึงพระนิพพานสมบัติอันเป็นที่สุด เพราะฉะนั้น ผู้ใดให้ธรรมเป็นทาน ก็เท่ากับเอา มนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ ไปให้กันเลยทีเดียว มีแต่ความสุขความเจริญหาที่สุดมิได้ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่บุคคลประพฤติอยู่เป็นนิจ ย่อมนำสุขมาให้..."

อมตะธรรมคำสอน..
องค์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)







"ต้องล้างการกระทำ
 ล้างการพูด
 ล้างความคิดของตน
 ด้วยนำ้ใส คือพระธรรม
 ไม่ล้างปีใหม่ ก็ย่อมเหมือนปีเก่า

 พรปีใหม่ พระก็ยินดีให้หรอก
 แต่ของจริง ของแท้
 ต้องเกิดจากความพยายาม
 ของเราแต่ละคน
 เพื่อล้างชีวิตของตน
 ให้สะอาดหมดจด"

-:- พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ -:-







กิเลสตัณหาอาสวะที่เราถือว่าเป็นภัยนั้น ไม่ใช่ผู้หนึ่งผู้ใดจะมาปรุงแต่งหรือสั่งสมขึ้นมาเพื่อเรา แต่เป็นเรื่องความเผอเรอของเรา หรือความไม่รอบคอบของเราต่างหาก ที่ทำการสั่งสมสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาโดยเจ้าตัวไม่รู้ เมื่อปรากฏผลขึ้นมาจึงเป็นที่ไม่พอใจ และเกิดความทุกข์ไม่พึงปรารถนาในสิ่งนี้ แล้วก็เป็นเหตุให้เพิ่มทุกข์ขึ้นมาเป็นลำดับ อุบายวิธีที่จะทราบเรื่องของตัวเองได้โดยชัดเจน จึงต้องอาศัยหลักของความเพียรเป็นเครื่องหนุนสติปัญญา สอดส่องมองรู้เรื่องของตัวเองที่จะเคลื่อนไหวไปทางใดบ้าง เพราะเรื่องของจิตแล้วจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องเสาะแสวงหาตามหน้าที่ของเขาที่มีสิ่งบังคับให้ผลักดันออกมา

ถ้าเราจะแยกออกมาพิจารณาทางธาตุขันธ์ ธาตุอันใดขันธ์อันใดที่มีอยู่ในโลกธาตุอันนี้ จะเป็นธาตุขันธ์ที่ไม่มีความแปรความสลาย ซึ่งพอจะถือเอาว่าเป็นตนหรือเป็นของตนได้ และพอที่จะทำความไว้วางใจได้กับสิ่งเหล่านั้นก็ไม่มี พิจารณาดูวิถีของใจที่คิดกลับไปกลับมาย้อนหน้าย้อนหลังทั้งกลางวันกลางคืน ก็มีตั้งแต่เรื่องมายาทั้งนั้น เมื่อเรายังไม่ทราบกลมายาของเขาตราบใด เราก็พลอยจะได้รับความดีใจเสียใจสับสนปนเปกันอยู่เช่นนี้ตลอดไป แต่เมื่ออาศัยสติปัญญาพินิจพิจารณาให้ทราบเรื่องความเป็นมายาของอาการของจิตที่แสดงอยู่เช่นนี้เป็นลำดับๆ ไปแล้ว เราจะทราบทั้งสถานที่เกิด ทั้งความเกี่ยวข้องของเขา ทั้งสิ่งที่จิตใจไปเกี่ยวข้องนั้นคืออะไร

เพราะตามธรรมดาแล้ว อารมณ์ที่จิตไปเกี่ยวข้องนั้นก็ดี ความเกี่ยวข้องของจิตก็ดีเป็นสภาพแต่ละอย่างๆ เท่านั้นตามธรรมชาติของเขา ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะควรยึดถือ หรือทำความสำคัญว่านั่นเป็นเรา นั่นเป็นของเรา ดีนั้นเป็นเรา ชั่วนั้นเป็นเรา ดีนั้นเป็นของเรา ชั่วนั้นเป็นของเรา มันเป็นของสลาย ของแปรสภาพด้วยกันทั้งสองอย่าง คือทั้งดีทั้งชั่ว สิ่งเหล่านี้ไม่มีความคงที่ มีการอาการแสดงและแปรสภาพเป็นลำดับๆ ไป ทุกๆ ขณะที่ปรากฏขึ้นมาต้องมีความแปรสภาพประจำตน จะเป็นที่ไว้ใจและเป็นที่ยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา หรือควรจะทำความดีใจเสียใจกับเขาได้ที่ตรงไหน เมื่อเราไปทำความดีใจเสียใจหรือติดใจกับสิ่งที่เป็นมายานี้ มายาฉากหลังก็จะแสดงขึ้นมาให้เราได้รับความทุกข์โดยเจ้าตัวไม่รู้อีกเหมือนกัน

ฉะนั้นการเรียนวิชารู้เรื่องของจิตนี้ จึงต้องอาศัยหลักสติหลักปัญญาตามที่พระองค์ท่านสอนไว้ จะคิดขึ้นมาแง่ไหน เป็นขึ้นมาอย่างไรภายในจิต เราต้องทราบเสมอว่านี่ก็คืออาการด้วยกันทั้งหมด ถ้าจะพูดว่าทาง ก็เหมือนกับทางที่เราจะก้าวไป เราไปที่ไหนๆ ต้องอาศัยหนทางไปก็จริง แต่ที่อาศัยทางไปนั้น ไปเพื่อจุดประสงค์ที่เรามุ่งหวังต่างหาก เราไม่ได้มุ่งจะกอบโกยเอาหนทางนั้นไปด้วย จะเป็นทางขรุขระหรือเป็นทางสะดวกทางราบรื่น จะเป็นแดดเป็นฝน เป็นร่มไม้ชายเขา ท่าน้ำ ศาลาที่ไหนก็ตาม เป็นที่พักที่อาศัยไปชั่วระยะกาลที่เราเดินทางเท่านั้น ไม่ใช่เป็นจุดที่เรามุ่งประสงค์ซึ่งควรจะนอนใจแล้วหยุดชะงักในการเดินทาง พักอยู่ที่นั่นเสีย โดยเข้าใจว่าตนถึงจุดหมายปลายทางแล้ว

เรื่องทางทั้งหมดต้องเป็นเรื่องที่เราจะเดินและผ่านไปทั้งนั้นตามที่กล่าวมา อาการของจิตก็เช่นเดียวกัน มคฺโค ได้แก่ทางเดินของจิต จิตจะเดินไปกับอะไรถ้าไม่มีอารมณ์ดีชั่วเป็นเครื่องเดิน จิตจะรู้อะไรถ้าไม่รู้เรื่องดีเรื่องชั่วซึ่งเกิดกับจิตเสียเอง จิตจะหาความบริสุทธิ์ไม่ได้เมื่อไม่ทราบมลทินที่เคลือบแฝงอยู่ภายในตนเอง โดยแจ่มแจ้งหรือรอบคอบ สิ่งใดที่จิตได้พิจารณาจะเป็นดีหรือชั่ว จะเกี่ยวกับเรื่องอดีตอนาคต ต้องถือว่าเป็นเรื่องทางเดินของจิตที่จะต้องผ่านไปโดยไม่มีความเยื่อใยกับสิ่งที่ผ่านมาแล้ว และไม่มีการเอื้อมไปในสิ่งที่ยังไม่มาถึง ทั้งจะต้องรู้ในขณะที่อาการของจิตปรากฏขึ้นมา เป็นลักษณะใดในปัจจุบัน

เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็มีทางที่จะทราบทั้งทางขรุขระและทางสะดวก ซึ่งเป็นไปกับจิตของเราในขณะที่กำลังบำเพ็ญหรือพิจารณาอยู่ ดีเกิดขึ้นก็ขอให้รู้ ทำความรู้เรื่องกับเรื่องความดีที่ปรากฏขึ้นมา และทำความเข้าใจรู้เรื่องกัน แต่นี้ได้ยึดถือว่าดีนี้เป็นเรา จนถึงกับว่าจะเกิดความนอนใจหรือดีใจ ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องความทุกข์ขึ้นมาในเมื่อสิ่งเหล่านั้นแปรปรวน พูดง่ายๆ ก็คือว่า จะเป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ปรากฏขึ้นมาในใจ ให้ทราบว่านี้คือทางขรุขระและทางสะดวก มีอยู่ในทางสายเดียวกันแต่ต่างระยะกันเท่านั้น ว่าอะไรจะเกิดก่อนเกิดหลัง เช่นเดียวกับเราเดินทาง อาจจะมีทางขรุขระหรือทางราบรื่น ซึ่งเราจะเดินผ่านไปนั้น ว่าจะอยู่ระยะข้างหน้าหรืออยู่ปัจจุบันที่เรากำลังเดินอยู่นี้ก็ได้

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมคณะมล.จิตติ นพวงศ์ ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๘

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: