Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 ตุลาคม, 2560, 08:53:55

   

ผู้เขียน หัวข้อ: อย่าประมาท  (อ่าน 114 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,464
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 17 เมษายน, 2560, 05:42:16 »


"พูดถึงเรื่องปีใหม่
 ที่เขาสมมติบัญญัติว่า ปีใหม่
 แท้จริงไม่ใช่ของใหม่หรอก
 ของเก่านั่นแหละ

 ตะวันขึ้น ก็ของเก่า
 ตะวันตก ก็ของเก่า
 วัน เดือน ปีนั้น มันของเก่าอยู่
 คนยังพากันไปตื่นเงาตนเอง
 เห็นว่าปีเก่าหมดไป ปีใหม่มา
 เลยตื่นเต้นกัน

ความจริง ตัวของเรานี้ต่างหาก
 ที่มันหมดไป ไม่ใช่วันเดือนปีหมดไป
 อันที่เราควรจะตื่นเต้นนั่น
 ควรตื่นเต้น ที่ตัวของเราว่า
 วันหนึ่งๆ เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง
 เราเจริญขึ้น หรือว่าเราเสื่อมลง
 อันนั้นต่างหาก"

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี





เรื่อง : อย่าประมาทย่ามใจ ภาวนาทันใด
 โดย พระอาจารย์คม อภิวโร

" มีวาสนาจึงได้พบเจอกัน แต่ก็อย่าประมาท ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ให้เร่งขวนขวายตักตวงบุญกุศล รีบทำความเพียร เร่งภาวนามากๆ ความสุขในโลกนี้เจือด้วยความทุกข์ สู้ความสุขในพระนิพพานไม่ได้ เป็นเกษมสุข บรมสุขนิรันดร

สุขในโลกไม่เที่ยง แปรปรวน
 เกิดเท่าไหร่ตายหมดเท่านั้น

บรมสุขพระนิพพานเสมอต้นเสมอปลาย
 ไม่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย

ขั้นตอนการปฏิบัติ หรือสายทางเดินไปพระนิพพานนั้นยากก็จริง แต่ไม่เหลือวิสัยที่จะไปได้ มิฉะนั้นจะไม่ปรากฏนามพระอรหันต์องค์สำคัญต่างๆสืบๆกันมาจนถึงปัจจุบัน

ทุกท่านอย่านิ่งนอนใจกับวันเวลา
 บัณฑิตย่อมฝึกตน
 ต้องขัดเกลากิเลสอยู่ตลอดเวลาทุกขณะจิต

ให้เจริญมรณานุสสติ คือนึกถึงความตายมากๆ
 ดูธรรมชาติความเป็นจริงของชีวิตทุกชีวิต
 กิเลสจะคลายตัวลง จะมีกำลังใจเร่งขวนขวายเรื่องภาวนา

เริ่มจากการฝึกจิตให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน

จิตคนเราถ้าไม่มีสติ มันจะวิ่งแส่ส่ายไปเรื่อย
 ฟุ้งซ่านวุ่นวาย...เหมือนลิง!

เราต้องมีหลักให้ลิงเกาะ มีหลักผูกลิงเอาไว้
 ท่านจึงให้ภาวนามีคำบริกรรมว่า

พุทโธ พุทโธ พุทโธ

อย่าปล่อยจิตให้ล่องลอยแบบซื่อบื้อ ให้กำกับด้วยคำบริกรรมพุทโธ แรกๆต้องบังคับให้อยู่กับพุทโธ ฝืนให้ตั้งมั่นอยู่กับพุทโธให้ได้

อย่าใจร้อนรีบไปพิจารณาอะไร
 บังคับให้มันหยุดเที่ยวให้ได้ก่อน

พอจิตสงบ มีสมาธิจริงๆแล้ว ค่อยออกก้าวเดินทางด้านปัญญา ที่ออกด้านปัญญานี้ก็คือ การทำลายความยึดมั่นถือมั่น ถอดหัวโขน ถอดเขี้ยวเล็บ วางอารมณ์ วางอัตตา

อะไรที่ยึด ที่หวงมากๆ ก็สละออก วางออกเสียบ้าง

อะไรที่คับแค้นใจ ทุกข์ใจ ก็ให้ปล่อยไปตามเหตุปัจจัยเสียบ้าง

ยิ่งคนเก่งมากยิ่งกิเลสหนามาก ไม่ยอมลงให้ใครง่ายๆ จะเอาชนะท่าเดียว ในทางธรรมท่านทวนกระแสกิเลสทุกอย่างนะ

ในนรกมีแต่พวกเก่งๆทั้งนั้น
 เก่งขู่เข็ญเบียดเบียน
 เก่งฆ่าสัตว์
 เก่งคดโกง
 เก่งเจ้าชู้
 เก่งปลิ้นปล้อน ใส่ร้ายป้ายสี
 เก่งสุรายาเมา
 เก่งโกงบ้านโกงเมือง
 เก่งด่าว่า เสียดสีผู้มีพระคุณ ญาติพี่น้อง
 พวกชอบเก่งคนเดียวในสังคม ในโลก

พวกสารพัดเก่งตกนรกทั้งนั้น
 ในนรกมีแต่คนเก่งๆ

ยิ่งแสดงความเก่งมากคือยิ่งอวดโง่มาก
 ยิ่งเป็นผ้าขี้ริ้วผ้าเช็ดเท้าเท่าไหร่นั่นแหละคนเก่งจริง
 นำไปปรับใช้ทางโลกบ้างก็จะได้ประโยชน์เยอะ

เราจะเก่งแต่ไหนก็ไม่สามารถเก่งเกินกฎแห่งกรรม

ยามกฎแห่งกรรมให้ผล รวยก็จนได้ในพริบตา จนก็รวยได้ในทันที สุขกับทุกข์มันกลับไปกลับมา เกิดดับอยู่ตรงหน้า เเต่เราไม่เคยได้พิจารณารู้เท่าทันกัน เลยไม่มีปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดในธรรม

ยามเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ทุกข์ทรมาน ก็ถือเป็นโอกาสทองที่เราจะได้บำเพ็ญบารมีเหมือนกัน อย่ามัวแต่จมอยู่กับความเศร้าหมอง

ขึ้นชื่อว่า...ความเกิด...ก็เป็นทุกข์อย่างนี้แหละ

มีผม เดี๋ยวก็หงอก ก็หลุดร่วงหัวล้าน
 มีขน เดี๋ยวก็หงอก ของเน่าของเหม็น
 มีเล็บ มันก็เจ็บขบ ยาวดำ นำมาแต่ภาระ
 มีฟัน มันก็โยก หลุด เจ็บปวด เน่าเหม็น
 มีหนัง ที่เต่งตึง เดี๋ยวก็ตกกระ ไฝฝ้า ด่างดำ เหี่ยวย่นเน่าเหม็น มันก็ผิวบางๆห่อหุ้มถุงขี้ถุงเยี่ยวไว้ เต็มไปด้วยรูขุมขน ไหลเยิ้มด้วยเหงื่อไคล ไขมันข้น ไขมันเหลว

นี่แค่อวัยวะภายนอกเห็นๆกันนะ ของข้างในยิ่งน่าสะดุ้งตกใจกว่านี้ อาหารเก่า อาหารใหม่ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง สารพัดล้วนอยู่ในร่างกายของตัวเราทุกคน

ถ้ามองตามความเป็นจริงจะพบว่า มันเป็นภาระทั้งนั้น ต้องอาบน้ำ สระผม แปรงฟัน ซักผ้า กวาดบ้าน หาอยู่หากิน

ต่อมาก็เจ็บไข้ ไม่สบาย ทรมานต่างๆ
 ต้องพลัดพรากจากของรัก คนรัก
 ต้องตายดับเน่าเข้าโลงกันทุกราย หนีไม่พ้น

อย่าหลงในร่างกายจนเกินไป
 อย่าติดอดีต มันล่วงเลยมาแล้ว
 อย่ากังวลอนาคตจนเกินไป ของมันยังมาไม่ถึง
 ของจริงมันอยู่กับปัจจุบัน ที่นี่ เดี๋ยวนี้เท่านั้น

มันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบหรอก
 มันไม่ได้ดั่งใจเราทุกอย่างหรอก

ที่สุดแล้วมันจะเป็นอะไรก็...ช่างมัน!
เข้าใจเขา เข้าใจเรา เข้าใจมัน
 วางเขา วางเรา วางมัน
 จิตสะอาด วจีสะอาด การกระทำสะอาด
 ไม่ก่อโทษ ไม่เกิดทุกข์

ใครจะเป็นมาร ก็เรื่องของเขา เขาไม่มีสติ เขายังเขลาอยู่ เขาหลงอารมณ์ เขายึดในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนานา เขาน่าสงสารมากที่ทำตัวให้ตกต่ำจมลงไป ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง กำลังมีอำนาจกุมจิตใจบงการให้เขาไปสู่นรก

อย่าไปยึดเขา ช่างเขา ปล่อยเขา
 ให้หันกลับมาทำลายความชั่วตัวเอง
 ทำลายความโลภ ความโกรธ ความหลงตัวเอง

เมื่อหยุดความชั่วตัวเองได้ เห็นบาปที่ตัวเองเคยทำ สำนึกในกรรมที่ตนเองก่อ จะสลดสังเวชในความเขลา ความยึด ความหลงนั้น

ถ้ามีลมหายใจก็ยังไม่สาย ให้ละชั่วเหล่านั้น บาปอันร้ายแรงทำไปแล้ว อย่างไรก็ต้องรับผลกรรม หนีไม่พ้น ทำอะไรได้อย่างนั้นทุกอย่าง อย่าหลอกตัวเองแบบผิดๆอีกเลย รู้ทั้งรู้ว่าบาป ก็ยังให้กิเลสหลอกว่าดี หลอกว่าถูกต้อง แล้วหลงทำบาปนั้นลงไปตามที่กิเลสบงการ ทำแล้วก็รอรับวิบากทุกข์ทรมานได้เลย หนีไม่รอดแน่นอน

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องบาปว่าเป็นของเล่นนะ

ส่วนมากคนเราจะอ้างเหตุผลดีๆ หรือแม้แต่อ้างหลักธรรมข้อนั้นข้อนี้ มาปลอบใจตนเองเพื่อทำบาป ทำชั่ว ตามอำเภอใจตนเอง

ก็แน่นอนที่ตนเองจะตกหลุมพรางที่ตนเองขุดไว้หลอกตัวเอง กิเลสแสนจะฉลาดในการต้มตุ๋น โดยเฉพาะ...ต้มตุ๋นตัวเอง!

ใครหลอกก็ไม่เท่าตนเองหลอกตนเอง
 ระวังตนเองหลอกตนเอง เสียหายกว่าคนอื่นหลอกตั้งร้อยเท่าหมื่นเท่า แต่ไม่มีใครระวัง โดยเฉพาะหลอกให้ทำความชั่ว ทำความเลวนี่แหละ

ถ้ายังไม่ตายเราก็มีโอกาสที่จะขอขมาโทษ เพียงแต่อย่าเข้าใจผิดว่าขอขมาโทษแล้วจะหายกัน หมดโทษไป การขอขมาโทษ การให้อโหสิกรรม ทำให้หมดเวรเท่านั้น แต่กรรมก็จะหมุนดำเนินไปตามครรลองของกรรมอย่างยุติธรรมสาสมที่สุด

การสำนึกผิดขอขมาคือการตั้งใจว่าจะไม่ทำชั่วนั้นอีก การขอขมาไม่ใช่วิธีล้างกรรม ล้างบาปนะ

ดังนั้นจึงเตือนทุกท่านเสมอว่า อย่าทำชั่ว บาปนั้นน่ากลัวนัก ถ้ารักตัวเองก็อย่านำพาตัวเองไปสู่หนทางที่มืดมนเลย

ใครที่เข้าใจ ได้สติ มีความความระลึกได้ในธรรมที่เเสดงนี้ ก็จะมี หิริ โอตัปปะ ความละอายชั่ว กลัวบาป ขึ้นมาทันใด เป็นน้ำทิพย์ชโลมใจที่ทำให้คนเป็นเทวดา เป็นมนุสสเทโว คือร่างเป็นมนุษย์ แต่จิตเป็นเทวะ

ธรรมะของพระพุทธเจ้าจะช่วยเปลี่ยนใจ เปลี่ยนนิสัย และเปลี่ยนชะตาชีวิตคน

จากคนที่กระด้างหยาบ โหดร้าย
 เป็นคนละเอียด อ่อนโยน

จากคนที่อ่อนแอ สิ้นหวัง
 เป็นคนที่มีพลัง เข้มเเข็ง

จากคนที่มีแต่ความหม่นหมอง
 เป็นคนที่มีสติ ผ่องใส

ไม่ใช่แค่มาฟังธรรม แต่ขอให้นำไปปฏิบัติจริงๆ
 แล้วทุกท่านจะรักพระพุทธเจ้าเหลือเกิน
 รักพระสัทธรรมอันเป็นที่พึ่งได้จริง
 และรักพระสงฆ์อย่างบริสุทธิ์ใจ

ที่ผ่านมามีอะไรที่แย่ๆ ไม่ดีไม่งาม ความโกรธ อาฆาตแค้น ความชั่วความเลวอะไร จงวางไว้กับอดีตให้หมด อย่าจดจำความไม่ดีทั้งปวง ตัดทิ้งให้สิ้นซาก ของไม่ดีจะไปจำไปครุ่นคิดอยู่ทำไม

รีบละชั่ว ก่อนจะสายเกินไป
 รีบทำดี ก่อนเวลาจะหมดไป
 รีบภาวนาให้รู้แจ้งแทงตลอด จึงจะปลอดภัย
 อาตมาขออาราธนา อานุภาพคุณพระศรีพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง โปรดดลบันดาลให้นับจากขณะจิตนี้ไป ขอทุกท่านจงสดใสรุ่งเรือง ร่ำรวย ดีงาม เป็นสิริมงคลด้วยธรรม เจริญสติ เจริญปัญญาสว่างล้ำทุกประการเทอญ








เราไม่ควรต้องตื่นเต้นกับวันปีใหม่
 ที่ควรตื่นเต้น ควรตื่นเต้นที่ตัวของเราว่าวันหนึ่ง ๆ เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง เราเจริญขึ้นหรือว่าเสื่อมลง อันนั้นต่างหาก
 และเราจะเห็นความเสื่อมความเจริญของเราแท้จริงร่างกายของเราไม่มีเจริญขึ้น มีแต่เสื่อมลง
 เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็เสื่อมลงทุกที ๆ
 ความเสื่อมตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดานั่นแหละ จนแก่ได้ที่สมควรแก่เวลา จึงคลอดออกลืมตาดูโลก
หลังจากนั้นก็เริ่มแก่ลง แก่ลงจนท้ายที่สุด ก็มรณะคือตาย นั่นคือร่างกาย

ร่างกายเท่านั้นที่แก่ ร่วงโรยตามกาลเวลา จิตใจที่อาศัยร่างกายอยู่นั้นไม่ได้แก่ตามไปด้วย จิตใจที่แก่กล้าจะก่อให้เกิดความสุข เพราะรู้แจ้งในการเกิดดับ รู้จักที่จะดับทุกข์คลายโศกได้ด้วยตนเอง การทำจิตใจให้แก่กล้านั้น เราใช้ "คุณธรรม"

ธรรมะโอวาท
 หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
 วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย







"ปล่อยวางทุกอย่างที่เรามีอยู่"

ถาม : เราควรวางใจและฝึกใจอย่างไรก่อนสิ้นลมหายใจครับ

พระอาจารย์ : ก็ฝึกเหมือนตอนนี้เลย คือเราต้องปล่อยวางทุกอย่างให้ได้ โดยเฉพาะร่างกายนี้ ถ้าเราปล่อยวางร่างกายได้เวลาร่างกายตายไปเราก็จะไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อนกับความตายของร่างกาย ถ้าเรายังยึดยังติดยังอยากให้ร่างกายไม่ตายเราก็จะทุกข์มากฉะนั้นต้องฝึกปล่อยวางร่างกาย ปล่อยวางทุกอย่างที่เรามีอยู่ที่เป็นสมบัติของเรา ปล่อยวางทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง ปล่อยวางครอบครัว ปล่อยวางอะไรต่างๆ ที่เรามีอยู่ ปล่อยวางร่างกาย ถ้าเราปล่อยได้ทุกอย่าง เวลาเราไป เราไปอย่างสงบ ไปอย่างสบายมีความสุข อยู่ก็สุขไปก็สุข ถ้ายึดติดกับทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่ก็ทุกไปก็ทุกข์.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






ข้อคิดจากครูบาอาจารย์
 ในการไปวัดเพื่อฟังธรรม....

มีโยมคนหนึ่ง เรียนท่านอาจารย์ว่า เคยไปกราบหลวงตา แล้วโดนท่านไล่...ไปๆ

ท่านพระอาจารย์ สอนว่า
" ครูบาอาจารย์ท่านเหนื่อยนะ บางที ท่านไล่ เพราะท่านเหนื่อย ท่านรับแขก คนเยอะ บางทีท่านไล่ เพราะท่านไม่ไหวแล้ว พวกเราไม่รู้ ธาตุขันธ์ ร่างกายไม่ดี บางทีเป็นโรค เป็นโรคหัวใจ อาตมาเคยไปกราบท่านนะ ที่วัดช่องลม ปี2528 หลวงตามาหลบพัก อยู่ในที่ของวัดช่องลม มาพักรักษาสุขภาพ อาตมาไปกราบท่าน ท่านก็รับ สนทนาด้วยดี แค่10-15 นาที ท่านว่าสุขภาพไม่ดี เป็นโรคหัวใจ พูดแล้วกระเทือน ตอนนั้นสุขภาพท่านไม่ดี ท่านก็ยังรับนะ ซัก10-15นาที ท่านว่า เอาล่ะ...เท่านี้ล่ะ เราก็คิดว่า โอ้โห ครูบาอาจารย์ เป็นขนาดนี้แล้ว เราไปรบกวนท่านทำไม เราก็รีบกลับเท่านั้นแหละ

อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าท่านไล่ ให้ไปแล้วล่ะ ก็ท่านเหนื่อย แต่ท่านไม่บอกไง คือครูบาอาจารย์ ท่านไล่ขนาดนั้นแล้ว ท่านเหนื่อยแล้วล่ะ บางทีเราไม่รู้ ก็ว่าทำไมท่านไล่จังเลย ถ้าท่านไม่เหนื่อย โยมฟังดูซิ ท่านพูดคุยกับโยม หัวเราะ....เวลาท่านเหนื่อยแล้ว ท่านก็ว่า ไปๆๆ โอ้ย! ท่านจะตายอยู่แล้ว....

อาตมาเคยไปหาหลวงพ่อองค์นึงนะ ทางเหนือ นานมาแล้ว ปี 2527 ไปพักวัดท่าน 2 คืน วัดพุทธบาทตากผ้า ที่ลำปาง ท่านฉันเสร็จนะ ท่านทำยังไงรู้ไม๊ (ท่านทำท่าให้ดู) ท่านเอนลงหมอนสามเหลี่ยม ท่านเอนหลับตา โยมก็ซื่อ! ชวนคุยนั่น คุยนี่ ท่านก็เอนนอน ไม่ไหวแล้ว โอ้ย! ครูบาอาจารย์ไม่ไหวแล้ว ท่านก็เอนหลับตา...อื้อ..อื้อ เราเป็นพระ เรารู้จักกิริยาครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์เหนื่อยขนาดนี้แล้ว ท่านฉันเสร็จแล้ว ร่างกายท่านไม่ไหวแล้ว ควรให้ท่านเข้าที่พัก ท่านแก่มากแล้ว เราเช็ดบาตรอยู่แถวนั้นไง ก็เห็น โอ้ยตายแล้ว! พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านเมตตา....แต่เราต้องรู้ไง คนปกติเค้าจะนอนทำไม? ร่างกายไม่ไหวแล้วท่านก็เอนพิง หลับตา ตอบว่า อื้อ...อื้อ เราก็บอกพระอุปฐาก หลวงปู่ไม่ไหวแล้วนะ ทำไมไม่บอกโยมไป แล้วนิมนต์ท่านเข้าไปพัก......นี่ บางทีก็เป็นแบบนั้น

จริงๆแล้ว ต้องดูแลช่วยครูบาอาจารย์ โยมมามากๆ ต้องดูแลท่าน บางทีโยมเพิ่งมาถึง บอกว่าเพิ่งมาถึงเอง ไล่แล้ว...ก็จะคุยกับท่าน เช่น เมื่อวานนี้ อาตมารับโยมถึง 11.15 น. โยมเพิ่งมา คุยถึง 11.40 น. ยังไม่ลง, โยมมาอีก คนหนึ่งเคยมา อีกคนไม่เคยมา ถามว่าเคยมาไม๊ เค้าบอกให้เราหลงนะว่า ยังไม่เคยมา อาตมาเลยรับอีก 5 นาที เค้าบอกว่า อาจารย์ ขอธรรมะหน่อย....ทีนี้ลูกศิษย์อาตมาจำได้ ว่าเคยมาแล้ว เมื่อเคยมาแล้ว ก็จะรู้เวลาว่า เรารับญาติโยม 9.30-11.30 น. ก็จะมาตามเวลา ไม่มาสาย ....แต่นี่ มา 11.45 น. แล้วมาขอให้สอนธรรมะ เราพูดมาตั้งสองชั่วโมงกว่าแล้ว หมดเวลารับญาติโยมแล้ว มาสายแล้วยังขอให้พูดธรรมะอีก อย่างนี้ เราไล่ล่ะ ก็มันเหนื่อยแล้วล่ะ พูดมาตั้งแต่เช้า ถึงป่านนี้เกือบเที่ยง แล้วมาสาย มาขอธรรมะ คนพามาก็เคยมาแล้ว รู้เวลา แบบนี้เราก็เริ่มไล่ล่ะ โยมต้องเข้าใจครูบาอาจารย์ มันเหนื่อยแล้ว อาตมาก็ว่า โยมจะเอาธรรมะ เดี๋ยวลงไปเอาหนังสือ เทป ที่โต๊ะข้างล่างนะ เอาไปฟัง แล้วคราวหน้า มาให้ตรงเวลา
 คือทุกคนจะเอาแต่ตามสบายตัวเอง นึกจะมาเมื่อไหร่ก็มา ชั้นจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ จะมาเช้าตามเวลาก็ไม่ได้ จะเอาตามสบายตัวเอง อาตมารับคนเดียว ไม่ได้เปลี่ยนให้พระมารับแทน ถ้ามีพระมารับแทนก็สบายเรา เรานั่งรับคนเดียว เรากำหนดเวลารับโยมแล้ว เราต้องการให้มาพร้อมๆกัน มาฟังธรรมพร้อมๆกัน สงสัยก็ถาม แต่จะเอาตามสบายตัวเอง มาตามใจชอบ แล้วขอฟังธรรม อาตมาก็ตายเท่านั้นแหละ พวกโยมตั้งกี่คน อาตมาคนเดียว ในเวลาอาตมาพูดไปหมดแล้ว พอหมดเวลา คุณมา แล้วมาขอฟังธรรม อาตมาตายเท่านั้นแหละ พวกเราต้องเข้าใจครูบาอาจารย์กัน......
พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตฺโต
 วันที่ 11 เม.ย.2560






"เราเกิดมาได้อัตตภาพอันดี สมบูรณ์บริบูรณ์ พวกเราได้สมบัติมาดีแล้ว ควรใช้มันเสีย ใช้ไปในทางดี ทางดีคือการทำบุญให้ทาน รักษาศีลภาวนา ใช้มันเสียเมื่อมันยังสมบูรณ์บริบูรณ์อยู่ อย่าไปนอนใจเมื่อวันคืนล่วงไป ๆ พระพุทธเจ้าว่า วันคืนล่วงไป ๆ มิใช่จะล่วงไปแต่วันคืนเดือนปี ชีวิตความเป็นอยู่ของเราก็ล่วงไป ๆ ทุกขณะลมหายใจเข้าออก ไม่ควรนอนใจ ได้มาดีแล้ว อัตตภาพอันนี้ ไม่เป็นผู้หนวกบอดใบ้บ้าเสียจริต สมบัติอันนี้คือมนุษย์สมบัติ"
 ...หลวงปู่ขาว อนาลโย


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: