Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 พฤษภาคม, 2560, 22:32:10

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ใจที่ได้รับการพัฒนา  (อ่าน 45 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,321
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 06 เมษายน, 2560, 09:07:30 »

...ใจที่ได้รับการพัฒนา
"ด้วยบุญด้วยกุศล" ก็จะอยู่ในสุขติ
 อยู่ในระดับ ของมนุษย์ ของเทวดา
 ของพรหม ของพระอริยบุคคล
.
 ...ถ้าใจไม่ได้มีบุญ ไม่มีกุศล
"ทำแต่บาป แต่กรรม" ก็จะอยู่ในทุกขติ
 หรือที่เราเรียกว่า..อบาย..
อบายก็คือ ที่อยู่ของสัตว์เดรัจฉาน
 ของเปรต ของอสุรกาย ของสัตว์นรก
.
 ...นี่คือความเป็นไปของ
"จิต"แต่ละดวง
 ที่เป็นไป ตามบุญ ตามบาป
 ที่ได้ทำเอาไว้กัน
.....................................
 .
คัดลอกการแสดงธรรม
 ธรรมะบนเขา 5/3/2560
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





"เราต้องมีศรัทธาในตัวท่านเต็มร้อย"

ถาม : เราจะมีวิธีเตือนตนอย่างไรเพื่อไม่ให้ เป็นแบบพระเทวทัต เพราะบางครั้งการเขี่ยกิเลสของครูบาอาจารย์ท่านก็ไม่พูดไม่บอกตรงๆ แล้วเราจะมีวิธีรู้ได้อย่างไรคะว่าท่านกำลังให้บทเรียนเพื่อให้เรารู้จักกิเลสรู้จักปัญหาที่มีอยู่ในใจ แล้วแก้ไขมันเสีย เพราะอยากเป็นคนดี คนที่ได้ชื่อว่าเดินตามทางของครูบาอาจารย์ค่ะ

พระอาจารย์ : ถ้าเราไปศึกษากับครูบาอาจารย์ เราก็ต้องมีศรัทธาในตัวท่านเต็มร้อย แล้วคิดว่าไม่ว่าท่านจะพูดหรือทำอะไร แล้วทำให้เราเกิดความเสียใจหรือเกิดความโกรธนี้ ท่านไม่มีเจตนาที่จะทำให้เราเสียใจหรือเกิดความโกรธ แต่มันเป็นกิเลสของเราเองที่ไปเสียใจ และเกิดความโกรธ เราจึงควรที่จะมาโกรธตัวกิเลส คือความเสียใจกับความโกรธ อย่าไปโกรธครูบาอาจารย์เป็นอันขาด เพราะว่าท่านไม่ได้อะไรจากเรา จากการที่ท่านรับเราไปอยู่ไปศึกษากับท่าน ท่านมีแต่ให้มีแต่การเสียสละอย่างเดียว แต่การสั่งการสอนนี้บางครั้งบางคราวมันก็อาจจะไปขัดกับกิเลสของเราก็ได้ พอมันไปขัดกับกิเลสของเรา มันก็จะทำให้เราเกิดความเสียใจบ้าง เกิดความโกรธบ้าง เราต้องฆ่าตัวนี้ ต้องทำลายตัวนี้ ต้องเกลียดตัวนี้ ไม่ใช่ไปเกลียดครูบาอาจารย์ แล้วก็ไปคิดว่าท่านไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ ถ้าท่านไม่ดีแล้วเราไปอยู่กับท่านทำไม ท่านไม่ได้ขอร้องให้เรามาอยู่ เราไปขออยู่กับท่านเอง พอไปอยู่แล้วพอเราไม่พอใจในการกระทำหรือการพูดของท่าน ก็ไปโกรธเกลียดท่าน อันนี้มันก็เป็นกิเลสของเรา 100 %.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






"ควบคุมบังคับใจให้เข้าสู่ความสงบ"

การจะได้ความสุขทางใจนี้ จะต้องสละความสุขทางร่างกายไปนั่นเอง เหมือนกับที่เราต้องการจะเทเครื่องดื่มเข้าไปในถ้วย แล้วในถ้วยยังมีเครื่องดื่มเก่าอยู่ เราต้องการเทเครื่องดื่มใหม่เข้าไป เราก็ต้องเททิ้งเครื่องดื่มเก่าที่มีอยู่ในถ้วยนั้นไปก่อน แล้วเราถึงจะสามารถเทเครื่องดื่มใหม่เข้าไปได้ การที่จะเอาความสุขใหม่เข้าสู่ใจเรา ก็ต้องเอาความสุขเก่าออกไป ความสุขเก่าก็คือความสุขทางร่างกาย เราต้องเททิ้งไป เพื่อที่เราจะได้มีที่ให้ความสุขใหม่เข้ามานั่นเอง จึงจำเป็นที่จะต้องทิ้งความสุขเก่าไป ทิ้งความสุขทางร่างกายไป ทิ้งความสุขทาง ลาภ ยศ สรรเสริญ ทิ้งความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กายไป แล้วไปอยู่ในที่สงบสงัดวิเวก ห่างไกลจากความสุขทางร่างกายชนิดต่างๆ เพื่อที่จะได้สร้างความสุขทางใจขึ้นมา

ความสุขทางใจนี้ ต้องอาศัยการอยู่ตามลำพัง ที่ห่างไกลจากลาภ ยศ สรรเสริญ ห่างไกลจากความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เช่น ตามป่าตามเขา ตามที่ไม่มีสิ่งที่จะมายั่วยวนกวนใจ สิ่งที่จะไม่มาดึงใจให้ไปหาความสุขทางร่างกาย แล้วก็จะต้องสร้างความสุขทางใจนี้ขึ้นมา เพราะถึงแม้ว่าจะไปอยู่ห่างไกลจากความสุขทางร่างกายแล้ว ความสุขทางใจก็ยังไม่ปรากฎขึ้นมาเอง ความสุขทางใจจะปรากฎขึ้นมาได้ ก็ต้องมีการควบคุมบังคับใจ ให้เข้าสู่ความสงบ ให้ระงับความคิดปรุงแต่งต่างๆ เพราะความคิดปรุงแต่งต่างๆ นี้จะทำให้ใจไม่สงบนั่นเอง.

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้างเป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต

อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่ ปัจจุบันกรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้าง อดีตกรรม กรรมแห่งอกุศล วิบากตน ปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุง
 เรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจังตัง ผู้ที่ต้องการรู้ ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเอง แล้วจึงจะเข้าใจ
..........................
โอวาทธรรม: สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี )





ร่างกายที่เราขอยืมเขามาใช้นี้ เจ้าของเขาค่อยๆ มาตามทวงเอากลับคืนไปทีละอย่างๆ โดยเราไม่รู้สึกตัว เช่น ผม เขาก็ค่อยๆมาเอาคืนไปทีละเส้นสองเส้น ตา เขาก็ค่อยๆมาเอาคืนไปทีละข้าง หู เขาก็ค่อยๆ มาเอาไปทีละนิด ฟัน เขาก็ค่อยๆ มาเอาทีละซี่ๆ เช่น นานๆ เขาก็มาโยกไปโยกมา แล้วก็หยุดเสียพักหนึ่ง แล้วก็ย้อนกลับมาโยกใหม่อีก หนักๆ เข้ามันก็ไปกระซิบบอกกับหมอฟันให้มาถอนออก เนื้อหนังมันก็ค่อยๆ มาเฉือนไปทีละน้อย จนหย่อนย่นเหี่ยวแห้ง หลัง มันก็คอ่ยๆ มาดึงไปข้างหน้าจนคดงอ เหยียดไม่ได้ บางคนก็ต้องลงคลานหรือถือไม้เท้าเดินโซซัดโซเซ หกล้มหกลุกไม่เป็นท่า แล้วในที่สุดมันก็มาเอาไปหมดทั้งตัวเลย อย่างที่เรียกว่า ตาย นั้นแหละ
 ท่านพ่อลี ธัมมธโร






"การที่บุคคลจะทำจิตให้บริสุทธิ์ได้ จะต้องคลายความยึดถือในตัวตน ในรูปนามและอารมณ์ทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะ ๖ ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิให้เป็นหนึ่งอยู่เสมอ อารมณ์ภายนอกต่างๆ ที่เราเก็บมายึดถือไว้ ก็เปรียบเหมือนเราเอาหาบของหนักๆ มาวางไว้บนบ่า ถ้าจิตใจของเราตั้งตรงเป็นหลักอยู่กับที่มีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออกอยู่เสมอแล้ว นิวรณ์และกิเลสทั้งหลายก็ย่อมจะเกิดขึ้นไม่ได้"
ท่านพ่อลี ธมฺมธโร






"ตัวเราเปรียบเหมือนกับแผ่นเสียง ที่อัดไว้ในทั้งเสียงดีและเสียงชั่ว เมื่อเราทำความดีก็อัดเข้าไปไว้ในตัว เมื่อเราทำชั่ว ก็อัดเข้าไปไว้ในตัว เราทำกรรมอันใดไว้ กรรมนั้นก็ย่อมมีอยู่ในตัวเราทุกอย่างไม่หายไปไหน"
ท่านพ่อลี ธมฺมธโร


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: