Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
11 ธันวาคม, 2560, 16:38:06

   

ผู้เขียน หัวข้อ: สติปัญญา  (อ่าน 114 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,518
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 27 มีนาคม, 2560, 20:31:15 »


สำคัญที่ความปรุงของจิต ปรุงขึ้นมาแล้วสัญญาจะหมายทันที เหมือนว่าสังขารนี้ปรุงขึ้นมายื่นให้สัญญา สัญญาเป็นผู้รับช่วงแล้วตีความหมายออกไปในแง่ต่างๆ จนไม่มีสิ้นสุดนั่นแหละที่เราหลง เราหลงความสำคัญมั่นหมายของตัวเอง หลง “เงา”ของตัวเอง ที่ออกวาดภาพไปเป็นเรื่องต่าง ๆ เพลินอยู่ทั้งวันทั้งคืน เพลินเพราะอะไร? โศกเพราะอะไร?

เพลินก็ดี โศกก็ดี เพราะ “เงา” ของจิตที่แสดงตัวออกเป็นเรื่องเป็นราว เรื่องนั้น เรื่องนี้ เรื่องอดีต เรื่องอนาคต ที่เคยผ่านมาแล้วก็ดี ที่ยังไม่มาถึงก็ดี ยังไม่มีก็ดี มีแต่เรื่องของจิต ออกวาดภาพหลอกตัวเองทั้งสิ้น เราอยู่ด้วยความคิดความปรุง ความวาดภาพต่างๆ ของตัวเอง เพลินและโศกด้วยความคิดปรุง ด้วยความวาดภาพของตัวเองทั้งนั้น ในวันเวลาหนึ่งๆ ไม่มีเวลาว่างจากการวาดมโนภาพหลอกกวนตัวเองเลย ปราชญ์ท่านรู้ทันกลมารยาของขันธ์ท่านจึงไม่หลง

เวลา “สติปัญญา” หยั่งลงไปจริงๆ แล้ว ย่อมทราบได้ในขณะนั้น ปกติจิตเป็นอย่างนั้นจริงๆ ดังคนไม่เคยภาวนา พอเริ่มภาวนาก็ส่งจิตออกไปนอกลู่นอกทาง ไม่มีหลักยึด เช่น คำบริกรรม มี “พุทโธ” เป็นต้น นั่งอยู่นี่ บางทีตาเหม่อมองอะไรก็ไม่รู้ แต่จิตนั้นคิดและวาดภาพร้อยแปดพรรณนาไม่จบสิ้นลงได้ ใจก็หลงเพลินไปตามนั้น หรือเหม่อไปตามอารมณ์ของตัวที่ปรุงแต่งขึ้นมา หลงอารมณ์ของตัวเองนั้นแล มากกว่าจะตั้งใจภาวนา ฉะนั้นจิตจึงหาความสงบได้ยาก เพราะไม่มีสติควบคุมงานภาวนาพอให้จิตสงบได้บ้าง

เมื่อได้ใช้สติปัญญาในด้านสมาธิ ในด้านปัญญานี้แล้ว ถึงจะทราบชัดว่า อาการเหล่านั้นเป็นอาการที่ออกไปจากจิตแล้วหลอกจิต ผู้ไม่มีสติปัญญาทันกับเหตุการณ์ หรือทันกับสภาพเหล่านั้นใจให้มีความลุ่มหลงไปตาม จนหาความสงบเย็นใจไม่ได้ ทั้งที่ความมุ่งหมายเดิมตั้งใจภาวนาเพื่อใจสงบ อารมณ์เครื่องหลอกนั้นๆ จึงทำให้เกิดความดีใจ เสียใจ เกิดความรัก ความชัง เกิดความโกรธ ความหงุดหงิดอยู่ไม่ถอย ไม่ว่าผู้ภาวนา หรือผู้ไม่สนใจภาวนาเลย ทั้งนี้เพราะผู้ภาวนาก็ไม่ตั้งสติรักษาใจตัวเอง ผลจึงเป็นบ้าไปตามอารมณ์พอๆ กัน นี้ขรัวตาบัวเคยเป็นมาแล้ว ไม่แกล้งคุยอวดบ้าของตัวกับท่านผู้ใด

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๙






"คนเราเวลานั่งภาวนา
 กว่าใจจะสงบได้
 ก็ต้องใช้เวลานาน
 แต่พอจะออกจากที่นั่ง ก็ทิ้งเลย

 อย่างนี้เรียกว่า
 เวลาขึ้นบ้าน ก็ขึ้นบันใด
 เวลาลง ก็กระโดดลงหน้าต่าง"

-:-ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก-:-






ประการที่สาม เวลาพิจารณาร่างกาย บางทีจิตมีความสัมผัสกับเวทนาก็แยกไปพิจารณาเรื่อง “เวทนา” อีก แล้วแต่จริตของจิต เวลาจะแยกไปพิจารณาเวทนา ใจมันก็ส่งเข้ามาหากายอีกเช่นเดียวกัน เพราะกายกับเวทนาเกี่ยวโยงกัน ที่จำต้องพิจารณาประสานกันไปในขณะเดียวกัน ตามแต่ถนัดในโอกาสใด เวทนาใด และอาการของกายใด พิจารณาเวทนา คำว่า “ทุกข์” ก็สักแต่ว่าทุกข์มันดู มันกำหนด มันซักซ้อม มันปล่อยวางอยู่ตรงนั้นแล้วก็ย้อนเข้ามาหากาย กายก็เป็นกาย เวทนาก็เป็นเวทนา แล้วย้อนเข้ามาหาจิต จิตก็เป็นจิต พิจารณาทดสอบหาความจริง ทั้งกาย ทั้งเวทนา ทั้งจิต ซึ่งเป็นตัวการทั้งสามนั่นแล จนเป็นที่เข้าใจเป็นชิ้นเป็นอัน ว่าต่างอันก็เป็นความจริงด้วยกัน

เมื่อ “จิต” ถอยออกมาจาก “กาย” และ “เวทนา” เสีย กาย กับ เวทนา ก็ไม่ปรากฏ ปรากฏแต่ความรู้ล้วน ๆ เมื่อกระแสจิต “แย็บ” ออกไปรู้ เวทนาก็ปรากฏเป็นเวทนาขึ้นมา อาการนั้นๆ ก็เป็นเครื่องส่อให้เห็นว่าอาการใดที่จะปรากฏ ก็เพราะความรู้อันนี้ไปให้ความหมายสิ่งนั้นว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้

ถ้าจะคิดไปในทางผูกมัดว่า “ตนเอง” คือ ไปในทาง “สมุทัย” ก็ต้องอาศัยความหมายนี้พาไป พายึดพาถือ พาไปสำคัญมั่นหมายต่างๆ ถ้าเป็นไปในทางปัญญาก็อาศัย “ปัญญา” ซึ่งเป็นกระแสของจิตนี่เอง ใช้พิจารณาไตร่ตรองจนเห็นชัดด้วยปัญญาแล้ว ถอนตัวเข้ามาอย่างมีเหตุมีผลเต็มตัว ไม่ใช่ถอยเข้ามาหาแบบขี้เกียจอ่อนแอ หรือแบบยอมแพ้ ชนิดหมอบราบคาบหญ้าหาทางต่อสู้ไม่ได้

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๙




“..ถ้าความเพียรของเรากล้า มันเผาได้หมดทุกอย่าง เผากิเลสได้หมด เผาความโลภ ความโกรธ ความหลง ออกจากหัวใจของสัตว์โลก เผาได้หมดทุกอย่าง ในร่างกายของเรานี้อะไรจะมาขวางไม่ได้ จะมาปิดบังไม่ได้..”
หลวงตาสรวง สิริปุญโญ





"..บวชมาเป็นพระป่าพระกัมมัฏฐานเวลาเจ็บป่วยมาหมอเขาเอาไปสนตะพายผูกแขนผูกขาติดกับเตียงโรงพยาบาลเหมือนวัวเหมือนควาย หลวงตาเป็นหยังมาห้ามเอาไปโรงพยาบาลเด็ดขาดมันเสียชื่อพระกัมมัฏฐานตายยุใสให้เผายุหั่น.."
โอวาทธรรมเมื่อยามอาพาธของหลวงตาสรวง สิริปุญฺโญ





กำหนดลงไป พุทโธๆๆ
 พอกำหนดลงไป เสียงเสือก็ไม่ได้ยิน
 เสียงช้างก็ไม่ได้ยิน เสียงอะไรก็ไม่ได้ยิน
 จิตมันเข้าไปข้างในพุ้น
 เข้าไปอยู่ในอาการ 32 ข้างในพุ้น
มองโครงกระดูกเจ้าของอยู่ข้างในพุ้น

หลวงปู่สรวง สิริปุญโญ





เรื่องเล่าของพ่อแม่ครูอาจารย์ถึงพ่อแม่ครูอาจารย์
 หลวงปู่สรวง สิริปุญโญ วัดศรีฐานใน จ.ยโสธร ได้เล่าให้สานุศิษย์ของท่านฟังว่า ท่าน(หมายถึงหลวงปู่สรวง)ได้อดอาหารทำความเพียรอยู่ถึง ๒๘ วัน ในวันที่ ๒๘ ท่านได้มรณภาพไปเป็นเวลา ๓ ชั่วโมง ปรากฏว่าตัวท่านเองขึ้นไปโผล่อยู่บนสวรรค์ มองลงมาข้างล่างก็เห็นนรกขุมต่างๆ เหล่าสัตว์นรกกำลังเสวยวิบากกรรมที่ตนกระทำมา ท่านเล่าต่อว่าบนสวรรค์นั้นเหล่าเทวบุตรเทวดามีแต่คนสวยๆงามๆ ยิ่งขึ้นสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้นไปเท่าไรเทวดายิ่งสวยงามมากขึ้นเท่านั้น เมื่อขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นหนึ่งท่านก็เห็นวิมานหลังหนึ่งใหญ่โตมาก เป็นวิมานที่สร้างด้วยทองคำ ประดับประดาด้วยแก้วและเพชรนิลจินดาต่างๆเต็มไปหมด หลวงปู่สรวงจึงถามเทวดาว่าวิมานใหญ่โตนี้เป็นของใคร เทวดาจึงชี้มือลงมาให้ท่านดูที่โลกมนุษย์ ปรากฏว่าบริเวณนั้นคือบ้านขามเฒ่า จ.นครพนม ก็เห็นชายผู้หนึ่งชื่อพรหมา รังษี เป็นกำนันตำบลนั้น เทวดาบอกว่าวิมานนี้เป็นของนายพรหมา รังษี ท่านจึงถามเทวดาต่อว่าเหตุใดนายพรหมา จึงได้วิมานใหญ่โตนี้ ก็ได้ความว่า สมัยที่หลวงปู่ศรี มหาวีโร ออกธุดงค์อยู่แถวบ้านขามเฒ่า ในเขตจ.นครพนม ได้มีประชาชนเลื่อมใสศรัทธาท่านเป็นจำนวนมาก กำนันพรหมา รังษี พร้อมด้วยชาวบ้านจึงได้ช่วยกันสร้างศาลาปฏิบัติธรรมถวายท่าน ด้วยอานิสงค์ที่สร้างศาลาถวายหลวงปู่ศรี มหาวีโร ซึ่งเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนี้ทำให้กำนันพรหมา รังษี ได้วิมานใหญ่โตหลังนี้บนสวรรค์.........

#บันทึกโดย ท่านอาจารย์อภิภัสร์ ปาสานะเก อาจารย์ประจำคณะนิติศาตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: