Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 สิงหาคม, 2560, 05:57:27

   

ผู้เขียน หัวข้อ: อย่าอยู่เพื่อความสนุก  (อ่าน 90 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,408
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 25 มีนาคม, 2560, 05:46:56 »

"...อย่าอยู่เพื่อความสนุก..."
 +++++++++++++++++++++++++
 ......ควรที่จะมีการบอกกล่าวครูบาอาจารย์ต้นสังกัดให้รับทราบไว้ อยากจะทำอะไรทำตามพละการ อยู่ตรงไหนไปตามชอบใจ ยังมองไม่เห็นทางที่จะเป็นไปได้ ยังมองไม่เห็นทางที่จะเป็นไปได้ ในที่สุด..สุดฤทธิ์เจ้าของ มันเหมือนกับปลา..ปลาค้อเดินไปๆ พอมันเดินไปไม่ถูกทาง พอมันหมดเมือกแล้วมันก็ตาย เพราะมันไม่มีทางไป ผู้ที่ออกนอกธรรมนอกวินัยก็เหมือนกัน เดินไปด้วยอำนาจของทิฏฐิมานะ หมดฤทธิ์ไม่มีทางไปก็กลับไปหาแม่ออก (ผู้หญิง) เท่านั้นล่ะ...ทางไป พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้เพื่อความปลอดภัย เดี๋ยวนี้มีการออกนอกลู่นอกทาง เอาแต่ใจๆ ไม่เคารพต่อธรรมต่อวินัยมีมาก ใครจะไปยังไง ใครจะทำยังไง ถ้าเกิดว่าหวังความก้าวหน้า หวังความเจริญในชีวิต การบวชการเรียน ให้ทำตามหลักธรรม หลักวินัย ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าวางไว้เพื่อความปลอดภัยแก่นักบวช
+++++++++++++++++++++++++++
 ......ธรรมวินัยบางสิ่งบางอย่าง กิเลสมันไม่อาจจะรับได้ เพราะกิเลสของเรามันหยาบมาก ถ้าหากว่ากิเลสของใครหยาบขนาดนี้มีแต่เพียงที่จะทำลายเจ้าของเท่านั้น ใครจะอวดเก่งเพียงใดแค่ไหนก็ช่าง ถ้าหากไม่เคารพธรรมวินัยก็เท่ากับฆ่าเจ้าของโดยตรง ทำไมถึงจะไม่เคารพต่ออุปัชฌาย์อาจารย์ เคารพแต่ทิฏฐิมานะของเจ้าของ อย่างนี้แล้วจะไปแสวงหาอุปัชฌาย์อาจารย์ทำไม จะไปบวชทำไม ไม่ต้องไปบวชมัน ไม่บวชมันก็มีกิเลสตัณหา… ออกพรรษาแล้วก็ไปเที่ยวไปเตร่แสวงหาที่วิเวกเจริญจิตภาวนาได้ชั่วครั้งชั่วคราว กลับมาหาครูบาอาจารย์จำพรรษาต่อ จะจำพรรษาที่ไหนก็ปรึกษาหารือขอความเห็นจากท่าน ท่านเห็นเหมาะเห็นควรอย่างไร ท่านสนับสนุน อนุโมทนา อันนั้นเป็นมงคลแก่เรา เอาแต่ใจๆ เหมือนกับ ปลาค้อ ปลาช่อน มันหมดเมือกแล้วก็ตายกลางโคก ตายอย่างหมดเมือก ธรรมวินัยเป็นของมีค่า
+++++++++++++++++++++++++++
 .......เห็นความสงบของใจ ก็เห็นธรรม ความสงบของใจนั้น คือ ธรรมที่อยู่ของใจ ใจได้รับความร่มเย็นเป็นสุข อยู่ที่ไหนก็ช่างให้มีความร่มเย็น เป็นสุข มีความระมัดระวัง เพื่อความสงบของใจ เรียกว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็คือปฏิบัติเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขแก่ใจนั่นเอง ใจจะร่มเย็นเป็นสุขได้ เพราะใจปล่อยวางอารมณ์ที่จะมาทำให้ใจอุ่นร้อน ใจไม่กระโดดไปหาอารมณ์อย่างที่ชาวโลกเค้าเป็นกัน ใจมีความพอใจอยู่ในความสงบของใจ ใจมีความสำรวมอยู่ในความสงบ อยู่ที่ไหนอยู่เพื่อการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อย่าอยู่เพื่อความสนุก รื่นเริง เพลิดเพลิน หาเรื่องอะไรต่อมิอะไร มาเป็นเครื่องอยู่ เครื่องเล่น หาการไปโน่นไปนี่ เป็นการเที่ยวเตร่ที่ไม่จำเป็น เป็นเครื่องอยู่ในลักษณะนั้น ไม่ใช่ลักษณะของผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จะมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย อยู่ตามวัด ในป่า ในถ้ำ สงบวิเวกขนาดไหน แต่ความไม่สงบของใจมันแผดเผาเจ้าของเอง หาความสงบมิได้ เหมือนกับสุนัขมีบาดมีแผลเน่า หนอนมันเจาะมันกิน หรือสุนัขขี้เรื้อน ถึงแม้ว่าจะนอนในปราสาทราชวังสถานที่รื่นรมย์สักขนาดไหน ก็หาความสุขไม่ได้ ลักษณะจิตใจที่วุ่นวายเป็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่ต้องการอย่างนั้น ต้องทำเราให้ถูกต้องตามหลักศาสนธรรมของพระพุทธเจ้า ให้หลีกเร้นๆ อยู่ตามลำพัง เดินจงกรม นั่งสมาธิ พิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย พิจารณาอาหารปฏิกูลตามความเป็นจริง พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างให้เห็นชัดตามความเป็นจริง แล้วใจก็จะสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา นี่ก็เพราะมีความพยายามหลีกเร้น อยู่ตามลำพัง อยู่อย่างสงบระงับ กาย วาจา ใจ อยู่อย่างสงบระงับ ถ้าใจหาความร่มเย็นเป็นสุขไม่ได้ ใครมาเกี่ยวข้องกับเรา ก็ไม่ได้ประโยชน์จากการเกี่ยวข้องกับเรา เพราะอะไร เพราะใจเราหาความร่มเย็นเป็นสุขไม่ได้ เพราะขาดข้อปฏิบัติ ขาดความพากความเพียร ในเมื่อไม่ต้องการอยู่อย่างสุนัขมีแผล มันก็ต้องอยู่อย่างสุนัขมีแผล ให้หนอนมันเจาะ มันไช เราทั้งหลายอย่าพากันปรารถนาไปในลักษณะนั้น
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
 .........วันหนึ่งๆนี่ต้องทำให้ใจเราสงบได้ทุกวัน…นี่ ไม่สงบกลางวัน ก็ให้สงบกลางคืน จะสงบเวลาไหน ก็ให้สงบให้ได้อย่างน้อยวันละครั้ง เมื่อสงบได้วันละครั้งๆอย่างนี้ ใจของเราจะพอในความสงบ ไม่พอใจอยู่อย่างที่โลกเค้าต้องการกัน พูดถึงความสงบวันละครั้งๆเป็นอย่างน้อยนี้ จะไม่ให้ขาดเลย ความสงบจะต้องทำขึ้นให้ได้ ตั้งเป้าหมายไว้อย่างนี้ เราก็มีความเพียรความพยายาม เพราะเรามีเป้าหมาย ถ้าหากว่าไม่มีเป้าหมายเลย กิเลสมันก็เป็นไปตามเรื่องของกิเลส ไม่มีจุดหมายปลายทางอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านทรงตั้งไว้ ในที่สุดชีวิตการบวชก็เป็นหมัน….วันหนึ่งๆ ต้องพิจารณาอาหารปฏิกูลให้ชัด ให้เห็นเป็นของปฏิกูลตามธรรมชาติอย่างที่เค้าเป็นจริงๆ….อยู่ที่ไหนๆ อย่าอยู่อย่างปล่อยให้วันหนึ่งๆผ่านไปๆ ไม่มีความพากความเพียร อยู่ในลักษณะที่ทำลายเวลา อยู่ในลักษณะที่ฆ่าเวลาให้หมดไป ด้วยการทำอะไรต่อมิอะไรก็ไม่รู้ ตามแต่กิเลสมันจะมาชักมาจูงไป อย่าให้เป็นอย่างนั้น ต้องแก้ไขเราอยู่เสมอให้ถูกต้องตามหลักศาสนธรรม อย่าไปแก้ไขหลักศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้องกับกิเลสเรา ถึงว่าผู้ที่จำพรรษาอยู่ ผู้ที่จะอยู่ผู้เดียวตามลำพัง ยังเป็นพระเล็กพระน้อยอันนั้นไม่เห็นด้วยนะ จึงว่าให้เข้าใจไว้ว่าไม่เห็นด้วย จึงว่าอย่าเอาทิฏฐิมานะ อย่าเอากิเลสเจ้าของมามีความสำคัญกว่าธรรมของพระพุทธเจ้า…
++++++++++++++++++++++++
ธรรมเทศนา พระอาจารย์แบน ธนากโร
 วัดดอยธรรมเจดีย์ สกลนคร







กัลยาณมิตตตา ความมีมิตรสหายที่ดีงาม

การคบมิตรเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรเลือกเฟ้นด้วยดี
 แม้อาหารในถ้วยในจานซึ่งเป็นสิ่งสำเร็จรูปมาเรียบร้อยแล้ว
 ผู้รับประทานยังต้องเลือกเฟ้นทุกครั้งที่รับประทาน
เพราะในอาหารย่อมมีทั้งกระดูกทั้งก้าง
 ซึ่งเป็นภัยต่อร่างกายปะปนอยู่ และอาหารบางชนิดยังแสลงต่อโรค
 จำต้องสังเกตด้วยดี ไม่เช่นนั้นอาจเป็นภัยต่อร่างกาย

บาปมิตรยิ่งเป็นภัยอย่างร้ายแรง ถ้าคบด้วยความสะเพร่า
 ไม่ใช้ความสังเกตและเลือกเฟ้น
 ถ้าเป็นกัลยาณมิตรก็เป็นคุณอย่างมากมาย
 พึ่งได้ทั้งคราวเป็นคราวตาย ไม่ยอมทอดทิ้ง
 สุขก็สุขด้วย ทุกข์ก็ทุกข์ด้วย
 เมื่อมีกิจจำเป็นก็ช่วยเหลือได้เต็มไม้เต็มมือ
 ไม่กลัวความสิ้นเปลืองใด ๆ ทั้งสิ้น
 ขอแต่เพื่อนผู้จำเป็นหรือจนมุมรอดพ้นออกมากได้
 จึงจะเป็นที่พอใจ นี่คือเพื่อนผู้พึ่งเป็นพึ่งตายจริง ๆ
 ควรคบตลอดกาล

.....................................................................

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมคณะผู้จัดพิมพ์ “ทางร่มเย็น”
ณ บ้านในซอยสมประสงค์ ๓ ถนนเพชรบุรี พระนคร
 เมื่อวันที่ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๗
"อุบายวิธีสอนตน"







"ความสุขที่ดีกว่า"

ถาม : ทุกวันนี้ผมจะนึกถึงแต่ภาพพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตื่นนอน พยายามให้จิตมันจำภาพพระองค์ท่าน ระหว่างวันผมก็พยายามจับลมหายใจเข้าออกให้ได้มากที่สุด มีสติ ยึดศีล ๕ มั่นคง และภาวนาแทบทุกวันครับ ผมพยายามปฏิบัติมาตลอดเกือบปีแล้วครับ และตั้งใจว่าจะทำตลอดไปจนชั่วชีวิต แบบนี้ผมมุ่งหวังนิพพานได้หรือไม่ครับ

พระอาจารย์ : ได้ มีโอกาสถ้าเราทำไป แต่ต้องให้มันเกิดผล ผลก็คือเวลาเรานั่งสมาธิ จิตต้องรวมให้ได้ ถ้าจิตยังไม่รวมนี้มันยังจะไม่เกิดผลมากพอที่จะทำให้เราไปบวชได้ แต่ถ้าเรานั่งสมาธิแล้วจิตรวมแล้ว เราจะพบกับความสุขที่ดีกว่าความสุขที่เราได้จากการไปทำอะไรต่างๆ มันก็จะทำให้เราไม่อยากจะทำอะไรต่างๆ ทำให้เราอยากจะนั่งสมาธิอย่างเดียว แล้วก็จะไปบวช ถ้าเราไปบวชแล้วเดี๋ยวเราก็ได้นิพพานเอง

ตอนนี้พยายามตั้งเป้าไปที่การทำใจให้รวมให้ได้ ทำใจให้สงบ ให้สักแต่ว่ารู้ เป็นหนึ่งให้ได้ ถ้านั่งไปแล้วไม่รวม ก็ถือว่ายังไม่ได้ผล ต้องพยายามนั่งให้มันรวมให้ได้ นั่งให้นานๆ มันถึงจะรวมได้เวลาเจ็บก็อย่าไปลุกมัน เวลาเจ็บก็พยายาม พุทโธ พุทโธไป เดี๋ยวมันผ่านความเจ็บแล้ว เดี๋ยวมันก็รวมเข้าสู่ความสงบได้.

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







" คนเราส่วนมาก ถ้าอยู่เป็นสุขสบาย มีกินมีใช้ ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ไม่จนตรอกจนมุมชอบจะประมาท ไม่แสวงหาทีพึ่ง เวลาถึงคราวจนตรอกจนมุม จึงจะหาที่พึ่ง ปรกติส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น มันจะไม่่ค่อยทัน ..

ให้เราเตรียมตัวเอาไว้ก่อน พึ่งทาน พึ่งศีล พึ่งพุทโธ ธัมโม สังโฆ แหละใจจะได้มีที่เกาะ อย่างทานอย่างศีลนี้ ถ้าเราได้ทำไว้แล้ว ระลึกได้เมื่อไหร่จะเย็นใจ ไม่เหมือนทำความชั่ว ซึ่งคิดแล้วเศร้าใจไม่สบาย ..

ถึงเราจะภาวนาไม่เป็น แต่ถ้าว่าเราได้ให้ทานเอาไว้ รักษาศีลของเราให้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะศีลห้า ใจเราก็ไม่เดือดร้อน ถ้าไม่มีอะไรเสียเลย ถึงคราวจำเป็นมาจจะไม่มีที่เกาะเหมือนว่าเชือกขาด แล้วแต่ลมจะพาไป "

____________________

โอวาทธรรมคำสอน :
หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธีมโม

#จากหนังสือ สนฺติธมฺโมอนุสรณ์
 พระสกล สันติธัมโม วัดศรีสว่าง
 อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร







"อย่าพากันประมาท
 เมื่อเรามีโอกาส และเวลา
 คุณงามความดีใดๆ ในโลก
 พอจะสามารถ และมองเห็น
 เราก็ควรจะต้องรีบขวนขวาย
พยายามทำความดีนั้นเสียโดยเร็ว
 ถ้าความตายเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้
 เราจะไปเอาอะไร ไม่มีอะไรสักอย่าง"

-:-ท่านพ่อลี ธมฺมธโร-:-








"ถ้าผลบุญ ผลบาป ไม่มีจริง
 แล้วจะมีคนร่ำรวย มียศถาบรรดาศักดิ์
 และมีคนทุกข์ยาก กระจอกงอกง่อย
 ขี้ทูดกุดถัง ได้อย่างไร"

 -:-หลวงปู่ฝั้น อาจาโร-:-






.."การทำบุญให้ทาน การรักษาศีล
 การฟังเทศน์ธรรม ภาวนารักษาใจของตน การเจริญพรหมวิหาร
..การเคารพกราบไหว้บูชา..".

.."ทุกอย่างกว่าจะปรากฏผลานิสงส์
ต้องละเอียดหนักหนา"..

..อย่าด่วนเกินไป..
 ..อย่าอยากเกินไป..
 ..จะสุกเอาเผากินมิได้..

.."ทุกอย่างมันต้องควรแก่ธรรม
 ธรรมนั้นต้องเหมาะต้องควรแก่ตนของตน"..

.."อันใดใจหยาบต้องรู้
 อันใดใจละเอียดก็ให้รู้"..

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: