Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
27 มิถุนายน, 2560, 17:25:47

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ข้าศึกของใจ  (อ่าน 75 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,355
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 22 มีนาคม, 2560, 04:46:33 »


ดินฟ้าอากาศไม่เป็นข้าศึกแก่ใจ ใจที่ขาดการสำรวมนี่แหละเป็นข้าศึกแก่เรา

เมื่อใจของเราได้รับการสำรวมดีแล้ว ศีลจึงไม่ต้องไปแสวงหา สมาธิก็ไม่ต้องไปแสวงหา ปัญญาก็ไม่ต้องไปแสวงหา เพราะเกิดขึ้นที่ใจ

เมื่อธรรมปรากฏขึ้นที่ใจ กิเลสจะสลายตัวในขณะนั้น

 เมื่อใจเราเป็นธรรมขึ้นทั้งดวง เป็นธรรมขึ้นทั้งใจ กิเลสตัณหาที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจอยู่ไม่ได้

จิตว่างจากอารมณ์นั้นละ ทำให้เกิดความสว่างไสว องค์ปัญญาก็เกิดขึ้น
 ในเมื่อองค์ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดหรือกิเลสตัณหา ยากที่จะซ่อนเร้นอยูในจิตที่สว่างไสว จิตก็สมบูรณ์เป็นธรรมขึ้นทั้งใจ

หลวงปู่ แบน ธนากโร








"คิดดู การให้อภัยผู้อื่น
 มันเป็นการช่วยใคร
 ที่จริง เป็นการช่วยตัวเราเอง
 เราไม่ต้องเครียด ไม่ต้องเศร้าหมอง
 ไม่ต้องอึดอัดอีกแล้ว ถือว่าหมด
มันหมดอยู่ที่ตัวเรา หมดอยู่ที่ในจิตใจของเรา"

-:- พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ -:-





"ชีวิตของเรา
 เป็นของไม่ยั่งยืน
 เป็นของที่จะต้องตายลง
 โดยแท้แน่นอน

 เวลานี้ เราอาจจะได้ยิน
 ข่าวมรณกรรมของผู้อื่น
 ของพระอื่น แต่อีกไม่นาน
 ข่าวนั้น ต้องเป็นของเราบ้าง

เพราะทุกชีวิต จะต้องเป็นไป
 ในลักษณะนี้ทั้งนั้น ฉะนั้น
 อย่าประมาท เรื่องความตาย
 ให้เร่งภาวนา ทำจิตใจให้หมดกิเลส
 หมดทุกข์ หมดร้อนให้ได้
 ก่อนความตายจะมาถึง"

-:-หลวงปู่สิม พุทธาจาโร-:-






ท่านผู้ยังมวลสัตว์ให้กระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ และอยู่ในสังคมมนุษย์เวลานี้ ก็ได้แก่จอมปราชญ์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย ที่สร้างบ้านสร้างเรือนใจอันแน่นหนามั่นคง และยอดเยี่ยมกว่าบ้านเรือนทั้งหลาย ท่านทำวิธีใด? จึงสามารถฉลาดรู้เหนือโลกทั้งสาม ที่บรรดาสัตว์ทุกชั้นติดข้องอยู่ ? ผลก็ประเสริฐเลิศโลกจนปรากฏชื่อลือนามสะเทือนทั่วไตรภพ ประกาศสอนธรรมด้วยวิธีการต่าง ๆ ให้สัตว์โลกได้ทราบเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เราก็เป็นคน ๆ หนึ่ง ซึ่งมุ่งหวังต่อความสุขความเจริญ เฉพาะอย่างยิ่งความสุขความเจริญทางจิตใจ ถ้าจะเดินแบบศิษย์มีครูละก็ ท่านทำอย่างไรเราก็พยายามทำอย่างนั้น จะยากลำบากแค่ไหนก็จำต้องทนสู้ เพื่อความดีที่รอรับผู้มีความพากเพียรไม่ลดละท้อถอยอยู่แล้วตลอดเวลา

จิตทั้งดวงมันก็เหมือนไม้ทั้งต้น ก็ทราบอยู่แล้ว เพราะเต็มไปด้วยรากแก้วรากฝอย กิ่งก้านสาขาของอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ทั้งนั้น จะปอกเอาง่าย ๆ เหมือนปอกกล้วยได้อย่างไร เพราะภายในจิตมีแต่อันเดียว คืออวิชชาตัณหาหุ้มห่อเต็มไปหมด ตัวจิตจริง ๆ มองไม่เห็นเลย นั่น ! รู้ไหมว่าจิตเราน่ะมันเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น เนื้อแท้ของจิตแท้นั้นจนมองไม่เห็น มีแต่เรื่องกิเลสตัณหาอาสวะไม่รู้กี่ชั้น และหุ้มห่อมากี่กัปกี่กัลป์แล้ว ! จิตที่ถูกหุ้มห่อปิดบังหมดหรือไม่หมด พอกำหนดจิตลงไปก็ไปเจอกับจอมกษัตริย์ คือ “วัฎจักร”เจอแต่วัฏจักรมันก็ต้องอ่อนใจคนเรา ! เพราะความมืดตื้อก็คือเรื่องของกิเลส ความไม่รู้ประสีประสาอะไรเลยมันก็เป็นเรื่องของกิเลส จึงมองหาทิศทางที่จะเป็นสารคุณพอเป็นเครื่องดูดดื่มจิตใจไม่เห็น เห็นแต่ความมืดมนทั้งนั้น ทำให้เกิดความท้อแท้อ่อนแอภายในใจ การเรียนปฏิบัติเบื้องต้นเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าใครย่อมจะเป็นไปทำนองเดียวกัน

พระพุทธเจ้าก็ตาม พระสาวกก็ตาม พวกเรา ๆ ท่าน ๆ หรือครูอาจารย์ทั้งหลายที่เคยให้การอบรมสั่งสอนเรามาโดยลำดับจนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ตาม ท่านก็เคยเป็นเช่นเดียวกับพวกเรานั้นแล แต่เพราะความพยายามเป็นสำคัญ เมื่อได้รับการศึกษาเล่าเรียนหรือได้รับอุบายต่าง ๆ จากครูอาจารย์ และนำวิธีการนั้น ๆ ไปปฏิบัติ ด้วยความเพียรของตน สติปัญญาท่านแนะวิธีอย่างไรก็พยายามดำเนินตาม และพยายามบังคับจิตใจไปตามร่องรอยแห่งธรรม ถ้ามันคิดปรุงแตกแขนงออกไป ด้วยอำนาจของกิเลสบังคับให้แตกไปทางใดบ้าง คิดปรุงไปทางใดบ้าง ต้องพยายามหักห้าม และฉุดลากเข้ามาด้วยสติ พยายามหาอุบายเหนี่ยวรั้งมาด้วยสติปัญญา อย่าอ่อนข้อตามใจที่กำลังเป็นนักโทษ พอแหกคุกคือความควบคุมของสติปัญญาออกได้ จะไปเที่ยวขโมยเขาอีก!

เบื้องต้นแห่งการปฏิบัติเป็นอย่างนั้น ต้องบังคับกันอย่างเข้มงวดกวดขัน ตั้งท่าตั้งทางเหมือนจะเอาเป็นเอาตายกันจริง ๆ กับภารภาวนาเพียงอย่างเดียว การภาวนาท่านถือว่าเป็นความดี แต่ในขณะที่เราทำเหมือนจะเอาเข้าตะแลงแกง ถูกฆ่าถูกสังหารอย่างนั้นแหละ มันฝืดมันเคืองมันอะไรบอกไม่ถูก ใครโดนเข้าก็รู้เอง เรื่องรวมอยู่ในนั้นหมด

ทีนี้เมื่อใจที่เต็มไปด้วยกิเลส ถูกการบังคับบัญชาซักฟอกอยู่เสมอ ก็เหมือนกับได้ถูกฉุดลากขึ้นมาจากโคลนจากตม แล้วชะล้างด้วยน้ำสะอาด คือสติปัญญานั่นแล ใจเมื่อถูกฝึกทรมานอย่างเอาจริงเอาจัง ก็ค่อยปรากฏผลคือความสงบความเย็นใจขึ้นมา ความสงบกับความเย็น กับความสบาย อยู่ด้วยกันนั่นแหละ

ถ้าใจสงบก็สบาย ความสบายนั้นเกิดขึ้นจาการฝึกอบรม การบังคับบัญชาเกิดขึ้นจากการทรมานด้วยสติปัญญา หักห้ามไม่ให้จิตคิดเพ่นพ่านไปเที่ยวสั่งสมกิเลสอันเป็นยาพิษ เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ตัดทางเดินของกิเลสด้วยสติปัญญา หักห้ามไม่ให้คิดปรุงไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในขณะที่ต้องการความสงบแก่จิตใจ เมื่อทำถูกวิธี จิตก็เริ่มปรากฏเป็นความสงบ สงบมากขึ้น สงบละเอียดลออขึ้นเรื่อย ๆ ทีนี้เรียกว่า “พอมีต้นทุน” เพื่อเป็นกำลังใจแสวงธรรมต่อไป เหมือนกับเขาเริ่มตัดไม้ พอตัดเข้าไปก็จะเริ่มเห็นแก่นของมัน ยิ่งเลื่อยออกมาเป็นแผ่น ๆ เป็นตัวไม้ชนิดต่าง ๆ ยิ่งได้เห็นชัดว่าเป็นไม้เนื้ออย่างใดบ้าง ดีอย่างใด ปลอดหรือไม่ปลอด เนื้อบริสุทธิ์ดีอย่างใดบ้าง ทราบไปโดยตลอด
 พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์โปรดคุณเพาพงา วรรธนะกุล ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๙






"ไปเดือดร้อนอะไร กับคนนินทา
 ใครนินทา เราไม่ได้ยิน ไม่ใส่ใจก็สบาย
 คนนินทาน่ะ เป็นยาชูกำลัง ที่จะเตือนตัวเอง

เขาติ ดีกว่าเขาชม จะได้รู้ตัว
ถ้าเราเป็นอย่างนั้น จะได้ปรับปรุง
 เราจะไปโกรธเขาทำไม ถ้าไปโกรธเขา
 ก็เรียกว่า เราแพ้ตัวเอง"

-:-หลวงปู่ท่อน ญาณธโร-:-


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: