Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
26 พฤษภาคม, 2560, 09:04:38

   

ผู้เขียน หัวข้อ: สอนหมู่เพื่อนด้วยเจตนา  (อ่าน 65 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,323
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 07 มีนาคม, 2560, 19:54:03 »


สอนหมู่เพื่อนสอนด้วยเจตนาจริง ๆ ไม่ได้สอนเพื่ออื่นใด มาสำเหนียกศึกษาให้ถึงใจ เราทำอะไรเราทำมีเหตุมีผลทุกอย่าง การสอนทำไมจะไม่มีเหตุมีผล คิดแล้วถึงสอน และเคยผ่านมาแล้วด้วย ขุดค้นลงไปซิ กิเลสจะอยู่กองเท่าภูเขามันก็แตกกระจาย มันเหนือปัญญาเหนือสติเหนือความเพียรไปไม่ได้ แต่นั่งแบบหัวตอมันไม่ได้เรื่องแหละ

นั่งภาวนาถ้ามันง่วงจะหลับก็ลงเดิน พลิกหาเรื่องกัน ก็ครั้งพุทธกาลก็ยังมีบางองค์มันโงกง่วง ลงเดินจงกรม เดินจงกรมก็ยังโงกง่วง เดินลงน้ำ ลงน้ำก็ยังจะง่วง ลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเอาฟางลงไปแช่น้ำแล้วโพกศีรษะ โน่น ท่านทำของท่านในประวัติยังมีอยู่

พวกเรามีอะไร ทำความเพียรนิด ๆ หน่อย ๆ คอยแต่จะตาย ว่าได้ทำความเพียร ความจริงสติไม่ได้อยู่กับความเพียรถึงไม่รู้ ถ้าสติได้จดจ่อกันด้วยความสนใจจะทราบเหตุทราบผล ในสิ่งที่มาสัมผัสมาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว ต้องสะดุด ๆ เรื่อย ๆ เพราะสิ่งสัมผัสสัมพันธ์รอบตัว เนื่องจากตา หู จมูก ลิ้น กาย รอบตัว สิ่งสัมผัสสัมพันธ์ก็มารอบตัว สติตั้งอยู่แล้ว ปัญญาคอยจะพิจารณาเอาเหตุเอาผลกับสิ่งเหล่านี้ทำไมจะไม่ได้ นี่แหละท่านว่าปัญญา ปัญญาเกิดได้ทุกเวลาเพราะสิ่งสัมผัสมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ใช้สติปัญญามันก็หมอบ..จิต แม้แต่สมาธิก็ไม่ได้เรื่อง ถึงคราวจะใช้ปัญญาก็ใช้บ้าง ใช้มันเต็มที่เต็มฐาน ถึงเวลาจะเป็นสมาธิก็ให้เป็นจริง ๆ

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑






"ถึงจะมีทรัพย์สินเงินทอง มากมายแค่ใหน
 ก็ไม่สำคัญ ทรัพย์สินเงินทอง ที่เราหามาได้
 สุดท้ายก็จากเราไป ในวันที่เราหมดลมหายใจ
 แต่ "บุญ" ที่เรากระทำมา จะติดตามเราไป ทุกภพ ทุกชาติ "

 โอวาทธรรม : องค์หลวงปู่อุ่นหล้า
 วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร






"หลักธรรมวินัยปกครองพระสมบูรณ์แบบมาตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าของเรา ถ้าเดินตามนี้แล้วจะไม่เกี่ยวข้อง อันใดที่จะเกี่ยวกับกฎหมายมันเป็นเอง เช่นไปฆ่าคน นี้ขาดจากพระแล้ว กฎหมายปุ๊บเข้ามาเลย มัดคอเลย นี้ไม่ใช่พระ แน่ะ กฎหมายเป็นเอง ถ้าอยู่ในขอบเขตของธรรมวินัย กฎหมายจะไม่มายุ่งนะ ถ้านอกเขตไปแล้วก็เป็นอย่างนั้น อันนี้ก็สะเปะสะปะไปอย่างนั้น ให้กฎหมายได้ลำบาก ให้ทางศงทางศาลลำบากด้วย มันยังไง พระเราปฏิบัติยังไง หลักธรรมวินัย กฎเกณฑ์อันดีงาม มีอำนาจสุดยอดแล้วในศาสนามีอยู่ทำไมไม่ยึดไม่เกาะ สะเปะสะปะไปยังไง
.
แต่ก็เดชะนะมันถึงคราวที่จะพูดก็พูดเสียบ้างเรา ประชุมใหญ่ๆ นี้หลายครั้งนะเรา ก็เป็นอีตาบัวนี่ละฟาดลงเรียบวุธๆ เลย คือหลักเกณฑ์เท่านั้น เอ้า ใครดิ้นไปไหนดิ้นไป ดิ้นไปตรงไหนขายตัวซี หลักเกณฑ์มีอยู่ หมอบๆ นั่น มันไม่เอามาซิ นี้เอาหลักเกณฑ์มา ประชุมใหญ่ๆ เรื่องอย่างนี้ โอ๋ย มีหลายครั้งนะ แต่ก็เดชะนะสงบลงทุกครั้งที่เราเป็นผู้ชี้แจง แล้วลงเห็นด้วยเรา ลงเรียบๆ เพราะเราเอาหลักธรรมวินัยเป็นเกณฑ์ ไม่ได้เอาใครมาเป็นใหญ่เป็นเล็กลูบหน้าปะจมูก เราไม่มี เอาศาสดาเท่านั้นใส่เปรี้ยงๆ เข้าไปเลย หลักธรรมหลักวินัยจึงเป็นหลักที่เด็ดขาดที่สุด คือความถูกต้องดีงามอยู่นั้นหมดแล้ว"

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม
 เมื่อเช้าวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘







"ต้องปฏิบัติบูชา"

ถาม : วันพระเราจำเป็นต้องให้ข้าวให้น้ำบนหิ้งพระไหมคะ

พระอาจารย์ : พระเขาขอหรือเปล่าล่ะ พระเขากินได้หรือเปล่าล่ะ โอ้ย! ไม่ใช้ปัญญาเลย ให้ของที่เขากินได้ซิ พระพุทธรูปกินอะไรได้มั่งล่ะ กินไม่ได้ ข้าวน้ำกินไม่ได้ จะให้วันพระหรือวันโกนก็กินไม่ได้อยู่ดี วิธีที่จะบูชาพระนี่ท่านให้ปฏิบัติบูชา ให้นั่งสมาธิให้ทำบุญทำทานให้รักษาศีล นี่คือบูชาที่แท้จริง แต่ถ้ายังบูชาที่แท้จริงไม่ได้ ท่านก็ให้บูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนไปก่อน อย่างน้อยแสดงเจตนาแสดงความเคารพไปก่อน ก็เอาดอกไม้ธูปเทียนมาจุดอะไรไป แต่ถ้าไม่มีดอกไม้ธูปเทียนก็ไม่เป็นไร ถ้าเรามีการปฏิบัติบูชา ถ้าเรารักษาศีลนี่เราได้บูชาพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์แล้ว เราได้ใส่บาตรเราได้ทำบุญนี่เราก็ได้บูชาแล้ว เราได้สวดมนต์เราก็ได้บูชาแล้ว เราได้ฟังเทศน์ฟังธรรมนี่ก็ได้บูชาแล้ว ให้บูชาด้วยการปฏิบัติแบบนี้ เพราะว่ามันจะได้ประโยชน์ ถ้าบูชาแบบอื่นเนี่ยมันไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นต้องปฏิบัติบูชา.

สนทนาธรรมเบนเขา

วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







"ความจริงที่เราต้องพิสูจน์"

เราจะเห็นตัวเราได้ก็ต่อเมื่อเรานั่งสมาธิ ถ้าเรานั่งสมาธิแล้วร่างกายกับใจจะแยกออกจากกัน ร่างกายจะหายไปจากความรับรู้ของใจ เหลือแต่ตัวใจตัวรู้ตัวเดียว แล้วเราก็จะรู้ว่า อ๋อนี่แหละคือตัวเรา ตัวเราออกมาจากตัวรู้ ออกมาตามความคิด แต่พอจิตสงบ จิตหยุดคิด ตัวเราก็หายไปด้วย เหลือแต่ตัวรู้ตัวเดียว แล้วต่อไปเราก็จะได้สอนใจว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรานะ เป็นหุ่นที่จะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย แต่เราไม่ได้แก่ไม่ได้เจ็บไม่ได้ตายไปกับร่างกาย เราจึงไม่ต้องไปหวั่นไหว ไม่ต้องไปวิตกกังวล ไปหวาดกลัว เราก็ดูแลกันไปให้ดีที่สุด แต่ถ้าถึงเวลามันจะเป็นอะไรไป ก็ปล่อยให้มันเป็นไป แล้วเราจะอยู่อย่างสบายอยู่อย่างไม่มีความหวาดกลัวความแก่ความเจ็บความตายอีกต่อไป

นี่คือสิ่งที่เราต้องพิสูจน์ นี่คือความจริงที่พระพุทธเจ้าได้พิสูจน์แล้ว ได้ทรงแยกใจออกจากร่างกายได้แล้ว ทรงปล่อยวางร่างกายได้แล้ว ไม่ทุกข์กับร่างกายแล้ว แต่พวกเรานี้ยังไม่ได้พิสูจน์ยังไม่เห็นยังไม่รู้จริง เพียงแต่รู้จากการได้ยินได้ฟัง ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่เราต้องรู้ก่อน ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาสอน เราก็ยังจะคิดว่าเรากับร่างกายเป็นคนเดียวกัน เราก็ยังจะทุกข์กับร่างกายต่อไปตลอด ตอนนี้เรามีโอกาสที่จะไม่ต้องทุกข์กับร่างกายแล้ว แต่เราต้องพิสูจน์ให้เห็นชัดๆ เราต้องแยกร่างกายออกจากใจให้ได้ วิธีที่จะแยกก็ต้องมานั่งสมาธิกัน มาทำใจให้สงบกัน พอใจสงบ ใจจะถอนกระแสที่ส่งมาติดกับร่างกายนี้จะถอนกลับไป ถ้าเป็นโดรนก็เหมือนกับปิดสัญญาณวิทยุ พอคุณปิดสัญญาณวิทยุก็ไม่สามารถควบคุมบังคับเครื่องนั้นได้

ฉันใดพอคุณนั่งสมาธิ ใจถอนกลับเข้าไปสู่ฐานร่างกายก็นั่งอยู่เฉยๆ ใจก็ไม่มาสั่งให้ทำอะไร ไม่รับรู้อะไรจากร่างกาย ใจก็จะเหลือแต่ตัวรู้ตัวเดียว ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วก็จะสามารถสอนใจได้ว่า ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา.

สนทนาธรรมมะบนเขา

วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต








"...สัตว์เดรัจฉาน ท่านไม่ให้ดูถูกเขา เขาเสวยกรรมอยู่ในวาระกรรมของเขา เวลาเขาพ้นแล้วเขาอาจจะสูงกว่าเราก็ได้

จึงไม่ควรไปประมาณเขา ไม่ควรไปเบียดเบียน การเบียดเบียนเขา ก็คือการเบียดเบียนตัวเรานั่นเอง..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






"...ท่านทั้งหลาย อย่าทิ้งหลักการประพฤติปฏิบัติ คือ การพูดน้อย นอนน้อย กินน้อย การสงบระงับ ไม่คลุกคลีหมู่คณะ การเดินจงกรมเป็นประจำ การนั่งสมาธิเป็นประจำ..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อชา สุภทฺโท






"...ถึงแม้เราจะมีคาถาอาคม ของดีอะไรก็ตามเราก็ต้องตาย ก่อนตายควรเลือกทางเดินเอา อย่างน้อยที่สุดเราควรไปสวรรค์ชั้นกามาวจรให้ได้

ขอให้ทุกคนนะ เวลาก่อนจะหลับ ให้นึกถึงความดีที่ตอนเคยทำ ทรัพย์สินที่สละเป็นวิหารทาน ธรรมทาน สังฆทาน เลี้ยงพระ นึกถึงศีลที่ตอนเคยรับมา เทศน์ที่ตนเคยฟัง

แล้วหมั่นภาวนาถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พระพุทโธ ธัมโม สังโฆ เมื่อจะเจริญกรรมฐาน ให้ตั้งอยู่ในพรหมวิหาร ๔ ให้เป็นฌาณสมาธิแน่วแน่

 ให้แผ่เมตตาไปทั่วจักรวาล แล้วจึงพิจารณาตามอารมณ์วิปัสสนา หรือภาวนาตามแบบสมถะ ทุกคนตายแล้วจงไปสวรรค์ จงไปพรหมโลก จงไปนิพพาน..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค







พระเก่าของหลวงปู่

สำหรับพระเครื่องแล้ว พระสมเด็จวัดระฆังฯ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักเลงพระว่า เป็นของหายากและมีราคาแพง ใครได้ไว้บูชานับเป็นมงคลอย่างยิ่ง

หลวงปู่ได้สอนว่า การนับถือพระเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่เป็นดีภายนอกมิใช่ดีภายใน ท่านบอกว่า “ให้หาพระเก่าให้พบ นี่ซิ ของแท้ ของดีจริง”

 ผู้เขียนเรียนถามท่านว่า “พระเก่า” หมายความว่าอย่างไร

ท่านว่า “ก็หมายถึงพระพุทธเจ้าน่ะซิ นั่น ท่านเป็นพระเก่า พระโบราณ พระองค์แรกที่สุด”

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปูู่ดู่ พรหมปัญโญ
 วัดสะแก อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา








กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
 เปรียบอุปมาเหมือนลำธารแม่น้ำน้อยนับไม่ถ้วน
 ไหลลงไปสู่ทะเล หาแดนบ่ได้
 นี้ก็ฉันใด กามตัณหามันบ่มีที่พอหรอกหนา
 ฮัก (รัก) ก็กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
ชังมันก็เกิดจากนี่ละ ได้ลูกได้หลานมาแล้วก็พออกพอใจ
 ก็เพราะกามนี้แหละเป็นตัวเหตุ
 เกิดก็เพราะกาม ตายก็เพราะกาม ทุกข์ก็เพราะกาม สุขก็เพราะกาม
 กามตัณหาเหมือนเชือกผูกคอ
 ภวตัณหารักลูก เป็นหูเป็นตาขึ้นมา เหมือนปอผูกศอก วิภวตัณหา
 ทรัพย์สินเงินทองนับด้วยล้านโกฏิ พันหมื่นแสนก็ดี
 ก็ไหลออกจากตัณหาทั้ง ๓ นี่นะ

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ






กามนี้เราเคยติดมาแล้วนับอเนกอนันต์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เร่งความเพียรจนรู้แจ้งเห็นจริง กามตัวเดียวที่ทำให้สัตว์ตาย กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เอาเข้ากลายเป็น กามตันหน้าภวตันตา วิภวตันใจ เมื่อกามเหล่านี้เข้าไปอุดไปตัน หน้า ตา ใจ แล้วก็เกิดความหลง ความรัก ความชัง ความพอใจ ก็เพราะกาม ความไม่พอใจก็เพราะกาม มันเกิดขึ้นกับใจ
 หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ






ธรรมทั้งหลาย ไหลมาจาก "เหตุ"
ให้กำหนดเหตุ รู้เท่าทันเหตุ
 เหตุดับลง จิตก็เป็นพุทโธ ก็สบายเท่านั้น
 นั่นแหละ คือ ที่สุดของวิบากกรรรม
 นั่นแหละ คือ ที่สุดของวัฏฏะ

 หลวงปู่แหวน สุจิณโณ









แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: