Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
30 พฤษภาคม, 2560, 20:08:00

   

ผู้เขียน หัวข้อ: การเสียเปรียบคนคือเมตตา  (อ่าน 53 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,327
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 06 มีนาคม, 2560, 20:30:47 »


"ปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย"

ถาม : เมื่อเจ็บป่วยไม่สบายเราควรวางใจไว้อย่างไรดีครับ

พระอาจารย์ : ก็วางใจเฉยๆ เราไม่ได้เป็นร่างกาย ถ้ารักษาร่างกายได้ก็รักษาไป ถ้ารักษาไม่ได้ก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ถ้ามันจะหายก็หาย ถ้ามันไม่หายก็ต้องอยู่กับมันไป ถ้ามันจะตายก็ต้องปล่อยมันตายไป แต่เราอย่าไปทุกข์วุ่นวายไปกับมันไม่เกิดประโยชน์อะไร.

 สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





"...ถ้าพวกเราเพียงแต่สามารถทำความเข้าใจ ใน"จิต"ของเราเองได้สำเร็จ แล้วค้นพบธรรมชาติอันแท้จริงของเราเองได้ ด้วยความเข้าใจอันนี้เท่านั้น ก็จะเป็นที่แน่นอนว่า ไม่มีอะไรที่พวกเราจำเป็นที่จะต้องแสวงหา แม้แต่อย่างใดเลย..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ดูลย์ อตุโล






“...ที่ว่านิมิตแสงสว่างเป็นกิเลสก็ถูก แต่เบื้องแรกต้องอาศัยกิเลสไปละกิเลส อาศัยกิเลสละเอียดไปละกิเลสอย่างหยาบ แต่ไม่ได้ให้ติดแสงสว่างหรือหลงแสงสว่าง ท่านให้ใช้แสงสว่างให้ถูก ให้เกิดประโยชน์

เหมือนอย่างกับเราเดินทางผ่านไปในที่มืด ก็ต้องอาศัยแสงไฟช่วยนำทาง หรืออย่างว่าเราจะข้ามแม่น้ำ ก็ต้องอาศัยเรือ อาศัยแพ เมื่อถึงฝั่งแล้ว เราจะแบกเรือแบกแพขึ้นฝั่งไปด้วยทำไม...”

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ






กินแบบนักโทษ

องค์หลวงตาท่านเข้มงวดจริงจังมาก กับการควบคุมเรื่องอาหารการขบฉัน เพื่อมิให้มาเป็นโทษหรือเป็นพิษเป็นภัยต่อการภาวนา ถึงแม้จะทุกข์ยากเพียงใดท่านก็พยายามอดทน ดังที่องค์ท่านได้เทศนาอบรม ว่า

"...ข้าวไม่กินภาวนายิ่งดี หลายวันกินทีหนึ่ง หลายๆ วันถึงกินทีหนึ่ง สมาธิก็แน่ว พอทางขั้นปัญญานี้ก็เหมือนกัน ปัญญาก็คล่องตัว ถ้าอดอาหารนะมันช่วยกันจริงๆ นี่หมายถึงผมเอง จะว่านิสัยหยาบอะไรก็แล้วแต่เถอะ ถ้าฉันอิ่มๆ แล้ว โอ้โห ขี้เกียจก็มาก นอนก็เก่ง ราคะตัณหาก็มักเกิด ได้ระวังอันนี้ละมากนะ

คือธาตุขันธ์เวลามันคึกคะนองมันเป็นของมันนะ เราไม่ได้ไปคึกคะนองกับมัน ไม่ได้ไปสนใจยินดีไยดีกับมันก็ตามนะ แต่เรื่องธาตุเรื่องขันธ์เป็นเครื่องเสริม มันแสดงออกมาเราก็รู้ อย่างอาหารดีๆ ตามสมมตินิยมนี้ด้วยแล้ว พวกผัดๆ มันๆ โห เก่งมากนะ ได้ระวัง ผมไม่ได้กินแหละ ถึงจะไปในเมืองที่ไหนจำเป็นก็กินนิดๆ ระวังขนาดนั้นนะ

อาหารสัปปายะ อาหารเป็นที่สบายในธรรมที่ท่านสอนไว้ว่า ที่สบายในการภาวนาต่างหากนี่ ไม่ได้สบายเพื่อราคะตัณหาเกี่ยวกับธาตุขันธ์นี่นะ กินแล้วธาตุขันธ์ก็ไม่กำเริบ การภาวนาก็สะดวกสบาย ท่านหมายเอาอย่างนั้นต่างหาก จึงต้องได้ระมัดระวัง โอ๊ย กินแบบนักโทษนั่นแหละ พูดง่ายๆ จะเห็นแก่ลิ้นแก่ปากไม่ได้นะ มันต้องได้มองดูธรรมอยู่ตลอดเวลา อยากขนาดไหนก็ไม่เอา ถ้าเห็นว่ามันเป็นข้าศึกต่อธรรมแล้ว ต้องได้บังคับกันอยู่ตลอด

นี่พูดถึงเวลาฝึกทรมานเจ้าของอาหาร จะต้องมีแต่อาหารอย่างว่าละ เช่น ข้าวเปล่าๆ ไม่ต้องพูดละ จนชินเรื่องฉันข้าวเปล่าๆ อยู่ในป่าในเขา บางทีถ้าสมมติว่าเขาตำน้ำพริกมาให้ เขาก็ใส่ปลาร้าเสีย ปลาร้าก็เป็นปลาร้าดิบอย่างนี้ มันก็ฉันไม่ได้เสีย จะว่ายังไงเพราะไม่ได้มีใครตามมานี่ เขาจะตามมาอะไร เราก็ไม่ให้เขาตามนี่ เราไม่ต้องการยุ่ง บางทีเขาก็ตำน้ำพริกให้สักห่อหนึ่งมา น้ำพริกถ้ามีแต่พริกล้วนๆ เราก็ฉันได้ แต่นี้มันมีปลาร้านั้น ปลาร้าดิบนี่ เขาไม่ใช่ทำปลาร้าสุกๆ มันก็เลยกินไม่ได้

ฉันข้าวเปล่าๆ มันฉันได้มากแค่ไหน ๒-๓ คำมันก็อิ่มแล้ว ทีนี้เดินจงกรมตัวปลิวไปเลย นั่งภาวนานี่เป็นหัวตอ ไม่มีโงกมีง่วง มันก็บ่งให้เห็นได้ชัดๆ ว่า เพราะอาหารนั่นเอง มันทำให้โงกให้ง่วง ถ้ามีกับดีๆ ก็ฉันได้มาก ฉันได้มากก็นอนมาก ขี้เกียจมากน่ะซี โงกง่วง นั่งสัปหงกงกงันไปละ ก็เคยเป็นอยู่แล้วรู้อยู่ ไปอยู่อย่างนั้นมันไม่นี่ ฉันอาหารอย่างที่ว่า นี่นะ เพราะฉะนั้น จึงอดบ้าง อิ่มบ้าง อยู่ไป ขอให้ใจได้สะดวกสบาย..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน





ที่มีปัญหากับเจ้าตัวว่า "เกิดมาทําใม" "เกิดมาเพื่ออะไร"
คําว่าเกิดมาทําไม ตอบว่า เพราะกรรมทําให้เกิด
"เกิดมาเพื่ออะไร" ตอบว่า เกิดมาเพื่อสร้างบารมี
 หนีจากความหลงของเจ้าตัวที่เคยหลงมา
 ถามว่าอะไรนํามาให้เกิด ตอบว่า อวิชชาความโง่ๆพาให้เกิด

 หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
 วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) จ.มุกดาหาร





ถ้าทิ้งกรรมฐานเดิมก็คล้ายๆ กับว่าทิ้งเรือ
 ยังไม่ถึงฝั่งแล้วทิ้งเรือ กระโดดหนีจากเรือ
 ก็มีไม้ตายเท่านั้น มีลูกไม้อันเดียว..ตายเท่านั้น
 ยังไม่ถึงสถานีก็กระโดดรถลง ขาหัก คอหักตาย
 เราพิจารณาอันใดอย่าเข้าใจว่าสิ่งนั้นอยู่ในอดีต-อนาคต
และจิตใจของเรานี้อยู่ในปัจจุบัน เราก็เอาปัจจุบันเป็นผู้พิจารณา
 สิ่งทั้งปวงก็มีอยู่ในปัจจุบันทั้งนั้น
 ไม่ใช่เราเอาจิตอดีต อนาคต มาเป็นเครื่องพิจารณา
 เราก็เอาจิตเอาธรรมในปัจจุบันเท่านั้นเป็นเครื่องภาวนา
 จะตั้งอยู่ในกรรมฐานอันไหนก็แล้วแต่สะดวก
 เดี๋ยวก็พุทโธบ้าง เดี๋ยวก็นั่นบ้าง เดี๋ยวก็นี่บ้าง ทำงานจับๆ จดๆ
 พุทธานุสติก็ดี ธัมมานุสติก็ดี สังฆานุสติก็ดี
 สีลานุสติก็ดี จาคานุสติก็ดี เทวตานุสติก็ดี
 อุปสมานุสติก็ดี กายคตานุสติก็ดี อานาปานสติก็ดี มรณสติก็ดี
 อนุสติ ๑๐ นั่น..ส่งต่อถึง "พระนิพพาน" ได้ทั้งนั้น

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต






เจตนาของผู้ให้ทาน ทานแก้รำคาญก็ไม่ได้บุญมาก
 ทำตามธรรมเนียมของชาวโลกก็ไม่ได้บุญมาก
 ทำเพื่อตอบแทนก็ไม่ได้บุญมาก
 ทำเกรงว่าถ้าเราไม่ทำก็ไม่มีผู้ทำแล้วลงมือทำก็ไม่ได้บุญมาก
 ทำเพื่อเห็นแก่หน้าผู้รับก็ไม่ได้บุญมาก
ทำเพื่ออวดชาวโลกก็ไม่ได้บุญมาก
 ทำเพื่อให้ได้อานิสงส์มนุษย์สมบัติก็ไม่ได้บุญมาก
 ทำเพื่อให้ได้สวรรค์สมบัติก็ไม่ได้บุญมาก
 ทำเพื่อให้ได้พรหมสมบัติก็ไม่ได้บุญมาก
 ทำเพื่อพระนิพพานสมบัติสิ่งเดียว นั้นแหละ
 จึงได้อานิสงส์มากชั้นหนึ่งที่หนึ่งในจำนวนที่ว่ามานี้...

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต




"การเสียเปรียบคนนั่นแหละคือเมตตา"

การยอมเสียเปรียบเรื่องต่างๆ นั่นคือผู้ที่จะพ้นทุกข์ในวัฏฏสงสาร ถ้ามัวแต่จะสู้มัน เอาชนะมันให้ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่เขม็งเกลียวที่จะเอาชนะมันอยู่ตลอด ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด พันตูอยู่ในโลกวัฏฏสงสาร หาทางออกไม่ได้ ถ้าเราเป็นผู้ยอมที่จะแพ้บ้าง จากนั้นก็ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น จิตก็จะหลุดพ้นจากกิเลสราคะโทสะโมหะบ้างไม่มากก็น้อย ผลที่สุดถ้ารู้จริงก็ถึงจุดจบไม่มาเวียนว่ายตายเกิดจริงๆ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก
๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๓


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: