Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
30 พฤษภาคม, 2560, 20:07:04

   

ผู้เขียน หัวข้อ: เหมือนปฐพี  (อ่าน 41 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,327
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 04 มีนาคม, 2560, 05:24:22 »

"คนที่เขาว่าเราไม่ดีนั้น เขาก็ไม่ได้มาทำให้เราดีให้เราชั่ว เราเองเป็นคนที่ทำให้เราดี เราเองเป็นคนที่ทำให้เราชั่ว"
หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล




"ทำตัวเราเป็นเหมือนปฐพี"

ถาม : ทำอย่างไรจะลดความมีตัวตน ว่าตัวเองดีกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขาคะ

หลวงพ่อ : ก็พระพุทธเจ้าบอกให้ทำตัวเราเหมือน "ปฐพี" คิดว่าเราเป็นแผ่นดินหรือคิดว่าเราเป็นแจ๋วก็ได้ คิดว่าเราเป็นคนรับใช้ ถึงแม้ว่าเขาจะตั้งให้เราเป็นเจ้านายหรือตั้งให้เราเป็นนายก เป็นเจ้าแผ่นดิน แต่ใจเราก็ให้เราคิดว่าเราเป็นเหมือนคนรับใช้ไป เพราะไม่เช่นนั้นเราจะหลงตามสมมุติที่เขาตั้งขึ้นมา พอเขาให้เราเป็นหัวหน้าหน่อยเราก็โอ้โหใหญ่ขึ้นมาทันทีเลย แต่พอเขาปลดเราออกปั๊บเราก็จะเสียใจ

 หรือเวลาเราใหญ่แล้วคนอื่นเขาไม่ยอมให้เราใหญ่ เราก็จะทุกข์ เช่น เราสั่งเขา เขาไม่ยอมรับคำสั่งจากเรางี้ แต่ถ้าเราคิดว่าเราเป็นเพียงคนรับใช้ เราบอกเขาเราสั่งเขา เขาจะฟังเราหรือไม่ฟังเราก็เรื่องของเขา เพราะเรามันแค่คนใช้ ถ้าเราคิดอย่างนี้เราก็จะไม่เสียใจไม่โกรธเขา ถ้าเขาฟังเราก็ดีว่าเออเขาฟังคนรับใช้ ถ้าคิดอย่างนี้ก็เราเป็นคนรับใช้เป็นแจ๋ว เราไม่ได้เป็นเจ้านาย ให้คอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ เรากำลังเล่นบทบาทกัน แล้วเราหลงกับบทบาทที่เราเล่นกัน พอเราได้บทบาทไหนขึ้นมาก็โอ้โหเล่นกับมันอย่างสุดๆ เลย พอเขาให้เป็นหัวหน้าหน่อยก็โอ้โหเล่นกันอย่างสุดๆ เนี่ยไม่รู้ว่าเดี๋ยวเขาปลดขึ้นมาปั๊บมันก็หมดไป

ฉะนั้นต้องคิดว่าถ้าอยากจะลดอัตตาตัวตน ก็เนี่ยให้ลดด้วยการคิดว่าเราเป็นเหมือนปฐพี หรือเป็นเหมือนคนรับใช้ แผ่นดินนี้เขาให้เหยียบ ใครอยากจะเหยียบเขาไม่ว่าอะไรใช่ไหม เนี่ยแผ่นดินใครจะไปฉี่ไปรดไปปัสสาวะใส่แผ่นดิน แผ่นดินเขาก็ไม่โกรธแค้นโกรธเคือง เขาก็เฉยๆ ใครจะเอาจอบเอาเสียมไปขุดไปอะไรเขาก็ไม่เดือดร้อน ทำใจเราให้เป็นปฐพีหรือเป็นเหมือนคนต่ำต้อยเป็นขอทานเป็นคนรับใช้ แล้วเราจะไม่รู้สึก จะลดอัตตาตัวตนได้ แต่มันจะเผลอน่ะสิจะชอบลืมเรื่อย.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






"ความสุขที่ดีกว่า"

เราสามารถทำใจให้ไม่ทุกข์ไม่สุขกับภาพที่เห็นได้ เพียงแต่เราทำใจให้เฉยๆ ให้รู้เฉยๆ แล้วรับรู้เฉยๆ มันเป็นเพียงภาพ เหมือนดูหนัง เวลาเราดูหนังทำไมเราต้องไปตื่นเต้นกับหนังนั้นด้วย เพราะเราไม่มีสติ เราปล่อยให้ใจเราติดไปกับเหตุการณ์ แต่ถ้าเราบอกตัวเราเองว่าเราเป็นเพียงคนดูเฉยๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันจะเป็นยังไงมันก็ไม่มาเกี่ยวกับตัวเราสักหน่อย อย่างมากมันก็เกี่ยวกับแค่ร่างกาย เช่นร่างกายไปอยู่ที่มีอันตราย อย่างมากร่างกายก็ตายก็เจ็บตัวไป แต่คนดูนี้ไม่ได้เจ็บตัวไปกับร่างกาย แต่คนดูไม่รู้ก็เลยไปตื่นเต้นตกใจไปกับร่างกาย ไปดีใจไปเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาทางร่างกาย

อันนี้เราต้องมาพิสูจน์มาแยกใจออกจากร่างกายให้ได้ แล้วถ้าเราแยกได้นี้ เราจะได้สิ่งที่เราไม่มีในตอนนี้คือ ความสุขใจ พอเรามีความสุขใจเราก็จะรู้ว่าเราไม่ต้องมีร่างกายก็ได้ ตอนนี้เราไม่มีความสุขใจ เราก็เลยต้องใช้ร่างกายเป็นตัวหาความสุขมาให้กับใจแทน เราก็เลยพึ่งร่างกาย รักร่างกาย หวงร่างกาย ไม่อยากให้ร่างกายเป็นอะไรไป แต่ถ้าเรามีสมาธิมีความสุขใจเราก็ไม่ต้องพึ่งร่างกายก็ได้ ปล่อยร่างกายได้ ร่างกายจะเป็นอะไรก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเรามีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องใช้ร่างกายมาหาความสุขให้กับเรา มีประโยชน์หลายอย่างจากการทำสมาธิ สมาธิสามารถทำให้เราแยกใจออกจากกายได้ แล้วจะทำให้เรามีความสุขโดยที่เราไม่ต้องไปพึ่งร่างกาย

ถ้าเรามีความสุขใจแล้ว เราก็ไม่ต้องไปพึ่งร่างกาย ไม่ต้องไปเที่ยว ไม่ต้องไปกิน ไปดื่ม ไปเล่น ไปมีแฟน ไปมีอะไรต่างๆ เพราะเรามีความสุขที่ดีกว่าอยู่ในใจเราแล้ว คือ ความสงบ.

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







"...การกระทำใดๆ ที่ทำเป็นไปโดยต่อเนื่อง
 ของเล็ก ก็กลายเป็นของใหญ่
 บุญน้อย ก็จะกลายเป็นบุญมาก

ทำดีไม่ได้ผล เพราะทำตนลุ่มๆดอนๆ
ทำดีที่ได้ผล เพราะทำตนสม่ำเสมอ..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม







"...ให้ทราบว่าในโลกนี้ไม่มีแก่นสารอันใด เกิดมาแล้วก็ต้องตาย เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง ที่จะเอาได้ ก็เป็นเรื่องของดวงจิตเท่านั้น

ฉะนั้น จึงให้รู้จักทำจิตคลายจากความชั่ว ความเศร้าหมอง ทำจิตใจให้เป็นบุญเป็นกุศล เป็นจิตที่สงบผ่องใส เป็นสมาธิ

ให้รู้จักใช้ปัญญา พิจารณารูปนาม ให้เห็นตามความเป็นจริงของสังขาร จนสามารถละวางตัณหาอุปาทานทั้งหลายได้..."

 โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร







"...ถ้าเราไม่หมั่นหาอุบายมาอบรมจิตแล้ว ส่วนมากจิตมักจะเกิดความเฉื่อยชาวางเฉย ดังนั้น อุบายจึงเป็นของสำคัญ ยกขึ้นสู่การพิจารณาชี้แจง ให้จิตอาจหาญ ร่าเริง เห็นแจ้งในจิตในใจของเรา

ถ้าจิตยิ่งเกิดเกียจคร้านเท่าไร เราก็ต้องเพิ่มความพยายามตักเตือน โดยอุบายให้มากขึ้นให้เท่าเทียมกัน จนเกิดความขยันขันแข็ง เบิกบานผ่องใส..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ





"...แท้จริงแล้วความทุกข์ร้อนวุ่นวายใจ มักเกิดจากสิ่งภายในใจเราทั้งสิ้น คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน มันก่อขึ้นภายในใจ จนต้องดิ้นรนอย่างน่าเวทนายิ่ง..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ดูลย์ อตุโล





"...การทำความเพียรอย่ากำหนดเวลา ให้กำหนดสติ ถ้าสติเผลอเมื่อใด ก็รู้ว่าความเพียรของเราขาดไปแล้วเมื่อนั้น เมื่อสติตั้งลงที่ตรงไหน ย่อมเป็นธรรมขึ้นมาตรงนั้น ถ้าไม่มีสติแล้วก็จะไม่เป็นธรรมทั้งคืนทั้งวัน..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: