Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
29 พฤษภาคม, 2560, 03:32:55

   

ผู้เขียน หัวข้อ: นิสัยเทวดาทำบุญ  (อ่าน 60 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,325
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 02 มีนาคม, 2560, 05:11:33 »


นิสัยเทวดาทำบุญ กับ นิสัยเปรตทำบุญ

เทวดากับเปรต อยู่คนละมุมกัน อยู่คนละด้านกัน
 เทวดาจะไม่ทำบาป จะมีแต่ให้ จะไม่อยากได้อะไร อยากให้ ให้แล้วมีความสุข
 เปรตนี้อยากได้ ได้แล้วมีความสุข ได้แบบไม่ถูก ได้ด้วยการทำบาป ด้วยการฉ้อโกง ด้วยการโกหกหลอกลวง ด้วยการลักทรัพย์ ด้วยการฆ่าผู้อื่น อันนี้จะทำให้ใจหิวโหย ได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ ได้หนึ่งล้านก็อยากจะได้สองล้าน ได้สองล้านก็อยากจะได้สามล้าน อันนี้ก็จะทำให้หิวให้อยากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

 ส่วนคนชอบให้ จะไม่โลภอยากได้ อยากแต่จะให้ ให้แล้วมีความสุข แล้วไม่อยากเบียดเบียนผู้อื่น ไม่อยากทำบาป ทำมาหากินก็ทำด้วยวิธีสุจริต ได้เงินมามากเกินกว่าจะใช้ได้ก็เอาไปทำบุญทำทาน นี่เป็นลักษณะของเทวดา ไม่ได้หวังจะต้องร่ำรวยมหาศาล พออยู่ได้กินได้ ไม่เดือดร้อนก็พอแล้ว นิสัยเทวดาจะเป็นแบบนี้ ไม่โลภ ไม่อยากเกินความจำเป็น ขอให้มีแบบพอมีพอกิน พอมีเกินกว่านั้นก็เอาไปทำบุญ

เราเคยบิณฑบาตที่กรุงเทพฯ มีร้านขายของอยู่ร้านหนึ่ง วันหนึ่งๆเขาจะใส่บาตรพระเป็น100รูป หุงข้าวหม้อเบ้อเร่อเลย เขาเตรียมใว้ ฐานะเขาก็ไม่ร่ำรวยอะไร มีห้องแถวสองห้อง ขายของอะไรตามปกติ แต่ใจเขาไม่โลภ ใจเขามีความสุขจากการทำบุญ นี่แหละคือลักษณะของเทวดา

พวกที่โลภส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลามาทำบุญ พวกที่เป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน ถามมันเคยใส่บาตรหรือเปล่า ถ้าทำบุญก็ทำแบบเอาหน้าเอาตา ซึ่งต้องมีการถ่ายรูปลงหนังสือพิมพ์ บริษัทของเราได้ทำโน่นทำนี่ ได้สร้างโน่นสร้างนี่ อันนี้ไม่ได้ทำเพราะการให้ ทำด้วยความโลภ โลภจะได้ขายของเยอะขึ้น โลภแบบเป็นการโฆษณาไปในตัว ประชาสัมพันธ์ การตลาด คนที่ทำบุญด้วยความโลภ มันทำแบบนี้ จึงไม่ได้เป็นเทวดา ก็ยังเป็นเปรตอยู่นั่น เพราะยังโลภยังอยากได้อยู่

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 ธรรมะบนเขา ณ จุลศาลา เขตปฏิบัติธรรมเขาชีโอน
 วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ชลบุรี
 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2559





"...เราก็ต้องมีสติสัมปชัญญะคอยสำรวจว่า ลมที่หายใจเข้า-ออกนี้ มันเกิดผลแก่ร่างกายอย่างไร ดวงจิตของเราได้รับผลอย่างไรบ้าง
 ถ้าลมอ่อนก็ให้ถอนลมเสียใหม่ อย่าให้เผลอตัว

ปรับปรุงลมหายใจจนรู้สึกว่า กายและจิตได้รับความสะดวกสบาย อย่างนี้จิตก็สงบ เมื่อจิตสงบแล้วก็ย่อมเกิดผลได้หลายอย่าง ๑.ผลเกิดขึ้นในทางร่างกาย ๒.ผลที่เกิดขึ้นในทางใจ..."

 โอวาทธรรมคำสอน..
องค์ท่านพ่อลี ธมฺมธโร







"...การดิ้นรน เพื่อให้ได้สมดังความอยาก ตามต้องการนั้น มิใช่ความสุข มิใช่ความสงบ แต่เป็นความทุกข์ เป็นความร้อน เป็นความวุ่นวาย

มีคนเป็นจำนวนไม่น้อย ที่ทั้งชีวิตไม่ได้พบความสุข ไม่เคยพบความสงบเลย เพราะ มัวปล่อยใจให้ เป็นทาสของความโลภ

ไม่รู้จักทำสติ พิจารณาให้เห็นโทษของความโลภ แล้วพยายามละโทษนั้นเสีย ดับเสีย..."

 พระโอวาทธรรมคำสอน..
องค์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวัฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์





"...ขอให้ท่านทั้งหลาย สำรวจดูความสุขว่า ตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต ครั้นสำรวจดูแล้วมันก็แค่นั้นแหละ แค่ที่เราเคยพบมาแล้วนั่นเอง ทำไมจึงไม่มากกว่านั้น มากกว่านั้นไม่มี โลกนี้มีอยู่แค่นั้นเอง แล้วก็ซ้ำๆ ซากๆ อยู่แค่นั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ร่ำไป..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ดูลย์ อตุโล






"...ชีวิตนี้ช่างเหมือนใบไม้ร่วง เิกิดแล้วตาย ง่ายเหมือนใบไม้ที่แตกผลิแล้วก็ร่วง ในที่สุด ที่เราคิด ที่เราห่วง ก็ต้องร่วงลงจากต้น..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ






"...ถ้าท่านลำพังแต่เพียงแค่นั่งสมาธิ ๓ - ๔ ชั่วโมง ออกมาแล้วปล่อยจิตปล่อยใจให้เป็นไปตามอำเภอใจ ไม่มีการทำสติกำหนดตามรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านประสบอยู่ มันก็ไม่คุ้มค่า

จะไปสำรวจจิตเฉพาะในขณะนั่งหลับตานั้นไม่คุ้ม เพราะแรงผลักดันที่จะทำจิตของเราให้ตกไปอยู่ในอำนาจฝ่ายต่ำนี้มันมีมากเหลือเกิน..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อพุธ ฐานิโย


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: