Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
31 มีนาคม, 2560, 01:32:33

   

ผู้เขียน หัวข้อ: กิจในอริยสัจ  (อ่าน 31 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,266
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์, 2560, 05:20:44 »

"คนเฮานี้พากันติดพิธีกรรมหลายคักแก้ยาก คือกันกับงานศพนี้นิมนต์พระมาสวดอภิธรรมนิมนต์หลายวัดสวดหลายมื้อหลายวัน จักสิสวดไปหยังกะด้อมันกะสวดอยู่คำเก่า.."

โอวาทธรรม:องค์หลวงผู่จันทร์เรียน คุณวโร





"กิจในอริยสัจเริ่มด้วยการเจริญมรรค"

ถ้าเรามี "มรรค" แล้ว เราจะรู้เวลาใจเราทุกข์ เราจะรู้ว่าความทุกข์ของใจเรานี้ เกิดจากตัณหาความอยาก ไม่ได้เกิดจากอะไร ตอนนี้พวกเราเวลาทุกข์กัน แทนที่เราจะว่าเกิดจากความอยากของเรา เรากลับไปโทษคนอื่น โทษคนนั้นคนนี้ที่ไม่ทำตามความอยากของเรา ว่าทำให้เราทุกข์ เช่นโทษสามีโทษภรรยาว่าไม่เอาใจเรา ไม่รักเรา ไม่ดูแลเรา และเราก็ไปโทษเขา

ความจริงความทุกข์ของเราไม่ได้เกิดจากการที่เขาไม่ได้รักเรา หรือไม่ได้ดูแลเรา แต่มันเกิดจากความอยากของเรา อยากให้เขารักเรา อยากให้เขาดูแลเรา พอเขาไม่รักเรา เขาไม่ดูแลเรา เราก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา แต่ถ้าเราไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ไม่มีสมาธินี้ เราจะไม่รู้ เวลาเราทุกข์กับสามี เราก็ไปโทษเขา แทนที่จะมาโทษความอยากของเรา เพราะเราไม่มีมรรค เราไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา เราจะมองไม่เห็นทุกข์ ว่าเกิดจากความอยากของเราเอง

แล้วเราก็จะไปแก้ปัญหาผิดจุด แทนที่จะมาละสมุทัยละตัณหา เราก็พยายามที่จะไปทำให้สามีเขารักเรา บางทีเราก็ไปพึ่งคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว พวกหูหนวกตาบอด ให้เขาทำเสน่ห์ยาอะไรต่างๆ ให้ เพราะคิดว่าจะสามารถทำให้สามีเขารักเราได้

แทนที่เราจะมาแก้ความทุกข์ของเรา ด้วยการหยุดความอยากให้เขารักเรา เขาไม่รักเราก็เรื่องของเขา เมื่อก่อนเราไม่รู้จักเขา เขาไม่รักเรา เราไม่เห็นเดือดร้อนเลย ทำไมพอเรามารู้จักเขา มาอยู่กับเขาแล้ว พอเขาไม่รักเราขึ้นมา เราถึงเดือดร้อนขึ้นมา ก็เพราะความอยากของเรานี่เอง

ถ้าเราหยุดความอยากได้เสียอย่างเดียว เขาจะรักเราหรือไม่รักเรา ก็จะไม่เป็นปัญหาอะไร เราก็จะดับความทุกข์ได้ เพราะเราจะละต้นเหตุของความทุกข์ ก็คือ ความอยากให้เขารักเรานี้เอง.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

"กิจในอริยสัจเริ่มด้วยการเจริญมรรค"

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






"ธรรมะก็เปรียบเหมือนน้ำสะอาดๆ ที่ไว้ชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกายและจิตใจให้ขาว ไม่ให้เศร้าหมองหรือเปื้อน เช่น เราเอามือไปจับถ่านมันก็ดำ ฉะนั้น เราก็ต้องใช้น้ำสะอาดล้างออก ธรรมะก็เช่นกัน เมือจิตใจคนเรามีกิเลสตัณหาก็ต้องใช้ธรรมนี้ล่ะชำระขัดเกลาออกจากจิตใจให้มันลดน้อยถอยลง นี่ล่ะ น้ำธรรม"
หลวงตาสมหมาย อตฺตมโน






หลวงตา (หลวงตามหาบัว) นี้ท่านไม่เคยสร้างโบสถ์ ในหลวงเคยขอถวายสร้างโบสถ์ที่วัดป่าบ้านตาด หลวงตาท่านก็ปฏิเสธในหลวงไป ท่านบอกว่ามีเจตนาจะสร้างพระ สร้างคน ท่านบอกโบสถ์ไม่มีความสำคัญสำหรับวัดป่า สร้างมาแล้วก็จะต้องมาเป็นภาระของพระ เณร ที่จะต้องมากวาด มาถู เพราะว่าวัดป่านี้ จะไม่มีพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีอุปสมบท หรือ อะไรต่างๆนี้ ไม่มี ไม่จำเป็นจะต้องมีโบสถ์
.
ถึงแม้จะมีพิธีอุปสมบทก็ไม่จำเป็นต้องมีโบสถ์ก็ได้ สมัยพระพุทธเจ้าอยู่ก็ไม่มีโบสถ์กัน ซึ่งท่านก็ตอบไปว่า ของบางอย่างไม่จำเป็น แต่เรากลับถูกความหลงหลอกว่า จำเป็นสำคัญ พอสร้างวัด ก็ต้องสร้างโบสถ์ พอวัดไหนไม่มีโบสถ์ก็ถือว่าไม่เป็นวัดเสียแล้ว วัดไหนไม่มีเจดีย์ก็ถือว่าไม่เป็นวัดเสียแล้ว
.
ความจริง วัดที่แท้จริง ต้องเป็นวัดแบบในสมัยพระพุทธกาล วัดในสมัยพระพุทธกาลมีแต่ต้นไม้ เป็นป่า มีความสงบเงียบ วิเวก ไม่มีความวุ่นวายต่างๆ เหมือนกับวัดสมัยนี้
.
วัดสมัยนี้มีโบสถ์ มีเจดีย์ และก็มีศูนย์การค้าเข้ามา มีตลาดนัดวันเสาร์ วันอาทิตย์เข้ามา มีมหรสพ มีงานศพมีอะไรต่างๆ อันนี้มันไมไ่ด้เป็นวัดเสียแล้ว เราต้องเข้าใจหลักของพระพุทธศาสนาก่อน เราถึึงจะเข้าใจว่า วัดที่แท้จริงนี้ควรจะเป็นอย่างไร
.
แต่การมีโอสถ์ มีอะไรได้ ไม่ได้ห้าม เพียงแต่ว่าให้มีตามความจำเป็นที่จะต้องมี หรือว่ามีผู้มีจิตศรัทธาอยากจะทำบุญเขามีฐานะดีมีเงินมีทอง เขาอยากจะสร้างถาวรวัตถุเพื่อให้เป็นเกียรติแก่ศาสนา อันนี้ก็ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป ไม่ใช่กันเป็นดอกเห็ด พอใครเขาสร้างวัดพระแก้ว คนอื่นก็ต้องสร้างวัดพระแก้วตามกันไปหมด อย่างนั้นมันไม่ใช่
.
มีวัดพระแก้วเพียงวัดเดียวก็พอ มีพระปฐมเจดีย์องค์เดียวก็พอแล้ว อันนี้พอวัดไหนมีเจดีย์ พอคนสร้างวัดก็ต้องมีเจดีย์ตามกันไปหมด มันเลยทำให้กลายเป็นเรื่องการสร้างวัตถุ แล้วพอคนมาร่วมบุญเลยไม่รู้สึกว่าได้บุญอะไร พอจะเข้าใจไหม
.
หลวงตาท่านก็ไม่ไ่ด้สร้างโบสถ์ สร้างเจดีย์ ท่านก็สงเคราะห์โลกเป็นหลัก ท่านสร้างโรงพยาบาล สร้างตึกโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน สงเคราะห์คนยากจน แม้แต่สร้างที่พักของผู้ต้องหาผู้หญิิงที่อยู่ในคุกในตะราง ทางราชการไม่มีงบประมาณที่จะสร้างอาคารที่พักให้กับผู้ต้องหาผู้หญิง ท่านก็ไปสร้างให้ แม้แต่หมาที่ไม่มีคนเลี้ยงดู หมาจรจัดอย่างนี้ ท่านก็ยังสงเคราะห์ ด้วยการส่งค่าเลี้ยงดูไปให้คนที่เอาหมาจรจัดมาเลี้ยง ท่านช่วยหมดแหล่ะ ที่ไหนเดือดร้อน ที่ไหนต้องการความช่วยเหลือ อันนั้นควรจะทำกัน
.
เรื่องผ้าป่าช่วยชาติ ท่านก็ไม่ได้คิดจะทำมาก่อน แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่จะให้ทำก็ต้องทำ เพราะว่า ที่ท่านทำเพราะท่านเห็นว่า มีลูกศิษย์ลูกหารู้จักท่านมาก พอท่านบอกให้ทำบุญแล้วเขาก็ดีใจที่เขามีโอกาสได้ร่วมทำบุญกับท่าน เพราะเขามั่นใจในความบริสุทธิ์ใจของท่าน ทุกบาททุกสตางค์นี้ท่านไม่ได้หามาเพื่อประโยชน์ใส่ตัวท่านเลย ท่านมาทำเพื่อประโยชน์ของผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ
.
แรกๆก็มีแต่เรื่องของโรงพยาบาล มีหมอมาขอรถส่งคนไข้ไปตาม โรงพยาบาลต่างๆ มาขอท่านก็ซื้อให้เขา เขาขาดเรื่องอุปกรณ์การรักษา เครื่องมือผ่าตัดอะไรต่างๆ ท่านก็ซื้อให้ เพราะว่ามีญาติ โยม ที่อยากจะร่วมทำบุญกับท่าน คอยถวายปัจจัยให้ท่านอยู่เรื่อยๆ พอมีโรงพยาบาลขาดเเคลนที่พักอาศัย ขาดที่พักรักษาโรคก็มาขอให้ท่านช่วย ท่านก็ช่วยสร้างไป
.
พอมีเหตุของบ้านเมืองเป็นหนี้เป็นสิน ท่านก็เลยต้องออกมาช่วยกันระดมเงินทำบุญ เพื่อเอาเงินเข้าคลังหลวง อันนี้ก็เป็นการทำเพื่อส่วนร่วมทั้งนั้น ทำอย่างนี้แล้ว มันจะมีปีติมีความสุข เพราะมันเห็นประโยชน์จริงๆ
.
๐ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วันที่ 28 ธันวาคม 2556

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: