Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
30 พฤษภาคม, 2560, 20:07:24

   

ผู้เขียน หัวข้อ: กิเลสลวง  (อ่าน 50 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,327
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์, 2560, 19:07:16 »


" การที่ศาสนาจะอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยพระสงฆ์เป็นผู้นำ เป็นตัวอย่างที่ถูกต้องมั่นคงนั่นแหละ แต่โยมนี่มันเอาหลักเอาเกณฑ์ไม่ได้ เพราะโยมนี่เค้าเอาตามความอยาก เอาตามความที่เขาไม่รู้ เอาตามที่โลกกิเลสเขาหลอกลวง "

_________________

หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร
วัดป่าหมู่ใหม่ อ.แม่แตง จ.อุดรธานี



พระจริงพระปลอม
.
พระของพระพุทธเจ้าก็ดี พระของสาวกก็ดี
 ได้ปรากฏขึ้นจากการทวนกระแสโลก
 ไม่ใช่เกิดขึ้นจากการวิ่งตามกระแสโลกเหมือนอย่างพวกเรา
ซึ่งกำลังวิ่งตามกระแสของโลกอยู่ในขณะนี้

กระแสของโลกนั้นพึงทราบดังนี้
 สิ่งใดที่เป็นข้าศึกต่อใจแต่ใจชอบคิดชอบใฝ่ฝัน
 พึงทราบว่านั่นคือการวิ่งตามกระแสของโลก
 คำว่าโลกไม่ได้หมายถึงใคร แต่หมายถึงหัวใจของเราโดยเฉพาะ
 หัวใจย่อมหมุนเวียนต่อตนเองและหลอกลวงตนเองเสมอ
 โดยยึดสิ่งแวดล้อมภายนอกมาเป็นตัวเหตุ
 แล้วทำความหมุนตัวเองให้เป็นไฟเผาตัวอยู่ตลอดเวลา
 ที่เรียกว่าใจหมุนไปตามกระแสของโลก
 แล้วเกิดความร้อนขึ้นมาภายในใจของตน

แต่เราอย่าไปเข้าใจเอาเองว่า โลกได้เป็นข้าศึกต่อเรา
 แท้จริงอะไรทั้งหมดในโลกไม่เคยเป็นข้าศึกต่อใครทั้งนั้น
 นอกจากตัวเป็นข้าศึกต่อตัวเองทุกความเคลื่อนไหวของกาย
 วาจา ใจที่หมุนไปตามกระแสของโลกโดยไม่หยุดยั้งเท่านั้น
 ไม่มีอันใดเป็นข้าศึกต่อเราได้เลย
..................................................................................
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๐๕








"บูชาด้วยการปฏิบัติ"

ถาม : ถ้าเราไปไหว้พระที่วัด แล้วที่วัดแห่งนั้นมีการสร้างพระพิฆเนศ เราที่เป็นชาวพุทธ มีพระพุทธเจ้าเป็นสรณะสูงสุด สามารถกราบไหว้ขอพรต่อพระพิฆเนศได้หรือไม่คะ

พระอาจารย์ : ขอพรจากพระพุทธเจ้าก็ขอไม่ได้ อย่าว่าแต่ขอจากช้างเลย มันขอไม่ได้ ต้องปฏิบัติ ที่เรากราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราไม่ได้ขอพรนะ เรากราบแสดงความเคารพนับถือ เลื่อมใส ศรัทธา แล้วเราอยากจะบูชาท่านอย่างจริงจัง เราก็บูชาด้วยการปฏิบัติตามคำสอน แล้วเราก็จะได้สิ่งที่เราอยากได้ เราจะได้พรจากพระพุทธเจ้า ด้วยการปฏิบัติบูชา.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





เรื่อง: อยากรวยต้องทำบุญด้วยปัญญา อย่าทำบุญด้วยตัณหา
 โอวาทก่อนแจกเครื่องอุปโภคช่วยชาวบ้าน
 โดย พระอาจารย์คม อภิวโร
_________________________________________

" ที่วัดป่าธรรมคีรี เพียงอาหารบิณฑบาตก็พอขบฉันแล้ว อาจมีขาดแคลน ไม่พอบ้างก็บางครั้ง พระอดได้ไม่ลำบากนัก จึงบอกให้พิจารณาออกแจกชาวบ้านผู้เดือดร้อนจะได้ประโยชน์มากกว่า

ไม่ใช่ว่าวัดรวยนะ วัดก็มีหนี้ค้างชำระ มีรายจ่ายเยอะเหมือนกัน แต่อะไรที่ช่วยกันได้ก็ต้องช่วยกัน ประเภทเก่งคนเดียว ดีคนเดียว หวังจะรอดอยู่คนเดียว พวกนั้นไปไม่รอดสักราย แต่ถ้าเมื่อไหร่เราสามัคคีกัน อะไรก็ทำลายพวกเราไม่ได้ รบก็ชนะ สงบก็มีความสุข อาจไม่หรูหรา แต่ว่ามันสมบูรณ์พูนสุขในตัว

ที่แจกนี่เป็นกำลังใจกัน ให้สู้ชีวิตกันต่อไป อาจช่วยไม่ได้ตลอด แต่ก็แก้ไขความเดือดร้อนเฉพาะหน้าได้ ขอให้มีสติในการใช้ชีวิต จงมีสัจจะ อย่าไปลักขโมยใคร อย่าคดโกงใคร

เราอาจจะจน แต่เราจะไม่เลว

ขอให้มีธรรมะเป็นที่พึ่ง ถ้าเชื่อพระธรรม มีศีลอย่างน้อย ๒ ข้อ เราจะจนชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย

ศีล ๒ ข้อที่ว่า คือ
 ไม่ลักทรัพย์ ๑
 ไม่ยุ่งกับสุรา และยาเสพติด ๑

เพราะว่าการลักขโมย คดโกง คือการทำลายทรัพย์เขา บาปมันจะส่งผลมาตัดลาภเรา ทำให้เรายากจน

การดื่มสุรา พึ่งยาเสพติด นอกจากเปลืองเงินแล้ว พิษสงของมันจะทำให้เราขาด "สติ" เมื่อขาดสติก็ทำเลวได้ทุกชนิด ลูกฆ่าแม่ พ่อข่มขืนลูกมีให้เห็นเกลื่อนไป ขาดสติแล้วผิดศีลได้ครบทุกข้อ สมองพัง เกิดมาชาติหน้าก็ไม่สมประกอบ หนักหน่อยก็เป็นบ้าสติไม่ดี เบาหน่อยก็บ๊องๆ มึนๆ เพี้ยนๆ เป็นที่รังเกียจของคนรอบข้าง

ศีล ๒ ข้อนี้ถ้าใครปฏิบัติได้ ชาติต่อไปไม่จน ยิ่งรักษาศีลได้มากข้อกว่านี้ยิ่งจะรวยใหญ่

แต่สำหรับคนที่อยากรวยชาตินี้ นอกจากมีศีลแล้วต้องเพิ่มความขยันหมั่นเพียรมากๆ อย่าขี้เกียจ งานสุจริตอะไรทำได้ก็ทำ เมื่อมีรายได้มา หัดหยอดกระปุกไว้ทำบุญทีละบาทสองบาท ไม่ต้องหยอดมาก นิดเดียวพอ แต่ขอให้ทำบ่อยๆ ทำตอนใจสบายๆ ไหว้พระก่อนให้จิตใจนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ท่องในใจ "พุทโธ พุทโธ พุทโธ" แล้วหยอดกระปุกไว้ พอรวบรวมได้สักหน่อยก็ไปซื้อของใส่บาตรพระตอนเช้า วัดไหนก็ได้ไม่เจาะจง เอาที่ใกล้บ้านก็ดี ถ้าไม่มีเวลาใส่บาตรว่างเมื่อไหร่ก็ไปวัด เขามีบุญอะไรก็ร่วมบุญกับเขา วัดไหนก็ได้ เลือกตามที่ศรัทธา

๑ สังฆทาน
 ๒ วิหารทาน
 ๓ สร้างพระพุทธรูป
 ๔ ธรรมทาน

ทำอย่างนี้เป็นการสร้างทานบารมี ทานบารมีจะทำให้เกิดลาภคล่องตัว คนจะรวยนะ แต่อย่าลืมต้องขยันทำมาหากินด้วย ไม่ใช่รอโชคช่วยอย่างเดียว

เวลาทำบุญให้ทาน ให้ไปแล้วจงอย่านึกเสียดาย บุญจะตกทันที ผลจะน้อย หรืออาจไม่ได้รับผลก็ได้ ข้อนี้น่าสนใจนะ อย่าให้ตัวโลภ ตัวตระหนี่ ตัวหลง ตัวเมา มาตัดรอน ถ้าจิตหมองอย่างนี้ไม่รับรองผลนะ กิเลสในใจมาทำลายตัวเอง บางคนที่ฟุ้งมากๆ ไม่มีสติ ยิ่งน่าสงสาร ปรุงแต่งไป ปรุงแต่งมา จนกิเลสมัดคอตัวเองเต้นผางๆ น่าสลดสังเวช

อาตมาจึงเตือนทุกท่านเสมอให้พิจารณาให้ดีก่อนทำบุญทุกชนิด เราทำเพื่อตัดกิเลส ทำลายความโลภ ความเห็นแก่ตัว ไม่ใช่ทำเพราะบ้าบุญ เมาบุญ ให้ทำบุญด้วยปัญญา อย่าทำบุญด้วยตัณหา

รีบละบาปออกจากจิตใจก่อนเถอะ

ถ้าใจเลว วาจาก็เลว การกระทำก็เลวไปด้วย ยิ่งอยู่ในครอบครัวที่ไม่มีศีลยิ่งยุ่งใหญ่ เดี๋ยวนี้คนมุ่งทำทานแต่ไม่รักษาศีล อาตมาจึงว่าละบาปดีกว่าทำบุญนะ ละความเลวของตนเองก่อนดีที่สุด และควรรีบทำอย่างว่องไวด้วย

เรื่องของคนอื่นเลว ยังไม่รู้จริงหรือปลอมเลย เราชอบไปสอดรู้สอดเห็น แถมไปนินทาต่อ สร้างกรรมเพิ่มเข้าไปอีก

เรื่องตัวเราเลวเองกลับทำมองไม่เห็น กิเลสมันไม่ยอมรับ ไม่ยอมแก้ไข มันถึงได้ติดขัด ไม่สว่าง ไม่คล่องตัวในชีวิตสักที

พึงยอมรับเถอะว่า ...ไม่มีใครโกหกตนเองได้!
เรื่องกิเลสในใจ มันทำเจ้าเล่ห์เจ้ากล มารยาได้สารพัด จิตใจตัวเองรู้ดีทุกอย่าง กรรมท่านบันทึกไว้ทุกขณะจิตที่คิดชั่วนั้น ตอนมีชีวิตไฟมันเผาใจอยู่ตลอด ตายไปก็หนีนรกไม่พ้นแน่นอน

คนทำบุญจึงไม่ได้ไปสวรรค์เสมอไป เพราะทำบุญด้วยตัณหา ไม่ได้ทำบุญด้วยปัญญา

ส่วนคนละบาปได้ อาจไม่มีเงินทองมาทำบุญ แต่เขาเพียรละความชั่วตนเองเสมอๆ กลับได้ขึ้นสวรรค์มากมาย และยังเป็นปัจจัยส่งให้เจริญไปสู่พระนิพพานด้วย

เรื่องละบาปทำบุญต้องตั้งอยู่ในความเพียร ๔ คือ

๑ สังวรปทาน คือ เพียรระวังไม่ทำชั่ว
 ๒ ปหานปทาน คือ เพียรละความชั่วที่กำลังทำอยู่
 ๓ อนุรักขนาปทาน คือ เพียรรักษาความดีที่มีแล้ว
 ๔ ภาวนาปทาน คือ เพียรเจริญความดีให้ยิ่งขึ้น

ไม่ใช่ว่าพอละบาปได้หน่อย ไปทำบุญ แล้วกลับมาทำบาปใหญ่ต่ออีก อย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ พญากรรมพญาเวรท่านจดบันทึกละเอียดเชียว ถึงเวลาพญายมราชมากระชากวิญญาณออกจากร่าง ต่อให้ทำบุญมากแค่ไหนก็ตาม ถ้าบาปมันแรงกว่า ต้องลงอบายภูมิสถานเดียว อาตมาจึงย้ำตลอดว่า การละบาปสำคัญ ละบาปทางกาย วาจา ใจ เป็นบุญอยู่แล้วในตัว

เหตุมันเกิดจากความไม่มีสติ สติในที่นี้คือสัมมาสติเท่านั้น

พวกที่บอกว่ามีสติ ฝึกสติอยู่ ระวังเถอะ เป็น "มิจฉาสติ" เยอะเเยะ สติลอยๆ ตามดูอารมณ์เฉยๆ ไม่มีความระลึกได้คอยชี้โทษให้เห็น ไม่มีกำลังห้ามทำชั่ว ไม่มีความละอายชั่วกลัวบาป โจรจะขโมยของ โจรมันมีสติดีกว่าเราอีก แมวจะจับหนูฆ่ากิน แมวมันก็มีสติของมันนะ พวกมิจฉาสติ สติพาทำเลว พาเกะกะระราน เจ้าเล่ห์เจ้ากล พวกนี้ไปนรก

คนมี "สัมมาสติ" จริงๆ จะประกอบด้วยปัญญา เขาจะระลึกรู้ได้ในตนเอง เห็นโทษชัด เห็นคุณชัด มีความละอายชั่วกลัวบาป สัมมาสติเขาไม่ปล่อยให้คนทำเลวแน่นอน แถมจะยิ่งตัดภพตัดชาติ ทำลายความยึดมั่นถือมั่น ละกิเลสไปโดยลำดับอีกด้วย

ชาวบ้านเราแม้นจะยากจน แต่ร่ำรวยน้ำใจมาก มีชาวบ้านเล่าให้อาตมาฟังว่า ผมหยอดกระปุกได้ทีละบาท นึกรันทด ท้อใจ อยากให้มีมากๆเหมือนคนรวย จะได้หยอดทีละร้อย ทีละพัน

อาตมาจึงตอบเขาว่า น้ำใจคนจนน่ะ หนึ่งบาทก็เต็มบาท เป็นบาทที่ประเสริฐ อย่าไปนึกเทียบกับใคร บุญอยู่ที่ความเสียสละของใจ ต่อไปเดี๋ยวเราก็มีร้อยมีล้านได้เหมือนกัน สำคัญว่าจิตอย่าหม่นหมอง รักษาจิตให้ผ่องใสไว้ จิตต้องมีพลังทำอะไรจึงจะสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง

วิธีการทำบุญที่พระพุทธเจ้าท่านสอนมีหลายวิธี ท่านเรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ

๑.ทานมัย บุญสำเร็จจากการให้
 ๒.ศีลมัย บุญสำเร็จจากการรักษาศีล
 ๓.ภาวนามัย บุญสำเร็จจากการอบรมจิตภาวนา
 ๔.อปจายนมัย บุญจากการอ่อนน้อมถ่อมตน
 ๕.เวยยาวัจจมัย บุญจากการขวนขวายช่วยผู้อื่น
 ๖.ปัตติทานมัย บุญจากการอุทิศให้ส่วนบุญ
 ๗.ปัตตานุโมทนามัย บุญจากการยินดีในความดีผู้อื่น
 ๘.ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จจากการฟังธรรม
 ๙.ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จจากการแสดงธรรม
 ๑๐.ทิฏฐุชุกรรม ทำความเห็นให้ตรงตามความเป็นจริง

ข้อ ๑๐ นี่รวบยอดนะ การทำความเห็นให้ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง คือปัญญาแท้ เพราะธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมชาติแห่งความเป็นจริง เราพิจารณาในความเป็นจริงของธรรมชาติ

เข้าใจธรรมชาติของกาย เกิดมาเเล้ว ก็แก่เฒ่า เหี่ยวย่น เจ็บไข้ สุดท้ายต้องตาย เน่าสลาย แตกดับเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่มีสาระแก่นสาร เราจะมัวหลงกาย ยึดกายอยู่ กายก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งให้เราได้ตลอด มันแค่ประคองหล่อเลี้ยงกันไป รอวันแตกดับเท่านั้นเอง

เข้าใจธรรมชาติของจิต รู้สึกว่าดีก็ตาม ว่าชั่วก็ตาม ชอบก็ตาม ไม่ชอบก็ตาม มันก็ของแตกดับทั้งหมด อารมณ์ก็เกิดดับ ความคิดก็เกิดดับ ผู้รู้ในสิ่งเหล่านั้นก็เกิดดับ เป็นเหตุปัจจัยสัมผัสกันเเล้วแยกกัน เกิดเท่าไหร่ ดับหมดเท่านั้น

ที่สุดแล้วตัวจิต ตัวผู้รู้เองก็ยึดไม่ได้ จิตทั้งดวงเป็นอวิชชาทั้งดวง ปัญญาหยั่งทราบลงทลายอวิชชาได้เมื่อไหร่ จะเปิดเผยจิตบริสุทธิ์ ที่หลุดพ้นจากอัตตาตัวตน ความยึดมั่นถือมั่น เป็นอิสระจากสังสารวัฏขึ้นมา

พิจารณากายอย่างไร ก็พิจารณาจิตอย่างนั้น

กายก็พัง จิตก็พัง
 รังของโรคหยาบ
 รังของโรคละเอียด
 โรคทางกาย โรคทางจิต

หยั่งสัมมาสติ หยั่งปัญญาจ่อลงในกาย ในจิต จะพบแต่ความเกิดดับหมดทั้งสองรัง น่าเบื่อน่าหน่าย มันจะคลายกำหนัดยินดีเอง คลายความมัวเมา คลายความลุ่มหลงได้ เดินปัญญาทลายรวงรังของกิเลสให้สิ้นซากในชาตินี้ เอาให้สิ้นภพจบชาติ จะได้ไม่ต้องลงมาเกิดทำสงครามรบกับกิเลสอีกชาติต่อไป เหนื่อยยากทุกข์ทรมานกันไม่รู้จักสิ้นสุด พอกันเสียที

ผู้ใดภาวนามีกำลังสมาธิตั้งมั่น ให้หมั่นพิจารณาอย่างนี้ มันจะเกิดความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัด ก็รู้เท่าทันได้

รู้เท่าทันกาย รู้เท่าทันจิต
 รู้เท่าทันสภาวะ รู้เท่าทันธรรมะ
 รู้เท่าทันอย่างนี้ได้ ย่อมพ้นทุกข์ได้

พระก็เป็นกำลังใจให้โยม โยมก็ต้องเป็นกำลังใจให้พระด้วย พระท่านก็ทำกิจของสงฆ์ ดำรงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง โยมอย่าทิ้งธรรมะก็แล้วกัน พระธรรมท่านจะเลี้ยงคนดี คุ้มครองคนดี สุดท้ายแล้วความดีจะชนะทุกอย่าง
 อาตมาขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด โปรดสงเคราะห์ให้ทุกท่านชนะตลอด ปลอดภัยทุกทิศ อุดมลาภร่ำรวยมากๆนะ รวยอาหารการกิน รวยเงินทองของมีค่า รวยสัมมาสติ รวยวิชชา รวยปัญญา รวยธรรมทุกประการเทอญ "






สูตรทำบุญไม่เสียเงินของหลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปัญโญพอตื่นเช้ามาขณะล้างหน้า หรือดื่มน้ำให้ว่า “พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมังสรณัง คัจฉามิ สังฆังสรณัง คัจฉามิ” ก่อนจะกินข้าว ก็ให้นึกถวายข้าวพระพุทธ (เป็นอนุสสติอย่างหนึง) ออกจากบ้านเห็นคนอื่นเขากระทำความดี เป็นต้นว่า ใส่บาตรพระ จูงคนแก่ข้ามถนน ข่าวงานบุญต่างๆ ฯลฯ ก็ให้นึก อนุโมทนา กับเขาผ่านไปเห็นดอกไม้ที่ใส่กระจาดวางขายอยู่ หรือดอกบัวในสระข้างทาง ก็ให้นึกอธิฐานถวายเป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัย โดยว่า “พุทธัสสะ ธัมมัสสะ สังฆัสสะ ปูเชมิ” แล้วต้องไม่ลืมอุทิศบุญให้แม่ค้าขายดอกไม้ หรือรุกขเทวดาที่ดูแลสระบัวนั้นด้วย ตอนเย็นนั่งรถกลับบ้าน เห็นไฟข้างทางก็ให้นึกน้อมบูชาพระรัตนตรัยโดยว่า “โอม อัคคีไฟฟ้า พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา” (เป็นการบูชาระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ก่อเกิดอานิสงค์แห่งบุญในดวงจิต) เวลาไปที่ไหนเห็นข่าว คนตาย คนเจ็บ คนป่วย คนที่กำลังมีความทุกข์ ก็ดี ผ่านจุดที่คนตายบ่อยๆ เห็นศาลเจ้า ศาลพระภูมิ ก็ดี ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า บารมีรวมของครูบาอาจารย์ อันมีหลวงปู่ดู่เป็นที่สุด แผ่บุญไป (เป็นการเจริญเมตตา ฝึกให้จิตมีพรหมวิหาร เป็นการบำเพ็ญบุญ)ก่อนนอนก็นั่งสมาธิ เอนตัวนอนลง ก็ให้นึกคำบริกรรมภาวนาไตรสรณะคมนี้จนหลับ ตื่นขึ้นมาก็บริกรรมภาวนาต่ออีกตลอดวันเหล่านี้คือตัวอย่างเทคนิคการตะล่อมจิตให้อยู่แต่ในบุญกุศลตลอดวัน และได้บุญมากกว่าการทำทาน โดยไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียว เป็นการทำให้ดวงจิตเราเกิดแสงแห่งบุญทุกขณะลมหายใจเข้าออก สะสมบุญได้ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว





ภาวนา..อานิสงส์สูง

" อานิสงส์ภาวนานี่สูง สูงมากเลยหนู เรานั่งครึ่งชั่วโมงอาจจะมีสมาธิจริงๆ สัก ๒ นาที สมมุติเอานะ อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าดีกว่าพระที่บวชเข้ามาในพระพุทศาสนารักษาศีลครบถ้วน ๑๐๐ ปี แต่ไม่เคยเจริญสมาธิ อานิสงส์สูงมาก

ก็เปรียบเทียบให้ฟังกับพระที่บวชเข้ามานี่ไม่เคยทำสมาธิเลย แต่รักษาศีลบริสุทธิ์ครบ ๑๐๐ ปี กับเราเจริญสมาธิวันหนึ่งแค่ ๒-๓ นาที เราอานิสงส์สูงกว่า"

 พระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: