Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
29 พฤษภาคม, 2560, 03:33:39

   

ผู้เขียน หัวข้อ: บุญต้องอุทิศด้วยใจ  (อ่าน 57 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,325
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 22 กุมภาพันธ์, 2560, 05:20:28 »

"บุญต้องอุทิศด้วยใจ"

ถาม : กรวดน้ำแบบปากเปล่ากับกรวดน้ำจริงๆ ลงพื้น คนที่เราอุทิศบุญให้จะได้เท่ากันไหมคะ

พระอาจารย์ : ปากเปล่าก็ไม่ได้บุญ น้ำก็ไม่ได้บุญ ต้องออกมาจากใจต้องอุทิศด้วยใจ ต้องระลึกภายในใจว่า ข้าพเจ้าขออุทิศบุญส่วนนี้ให้กับบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วถ้าท่านกำลังรอรับส่วนบุญนี้อยู่ก็ขอให้ท่านมารับไปเถิด ให้คิดในใจ เพราะบุญมันอยู่ในใจไม่ได้อยู่ในน้ำ ไม่ได้อยู่ที่ปาก

 ดังนั้น ต้องให้ออกมาจากใจ เวลาเราทำบุญแล้วใจเรามีความสุข ตอนนั้นเราควรที่จะอุทิศความสุขนั้นให้กับผู้ล่วงลับไปแล้ว ความสุข ความอิ่มใจ คือสิ่งที่เขาต้องการเพราะตอนนี้ใจเขาหิว ใจเขาโหยไม่มีความสุข พอเราแบ่งความสุขใจ อิ่มใจให้กับเขา ความหิวโหยของใจเขาก็หายไป.

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






ธุดงค์ แปลว่า ปลีกวิเวก หาสถานที่สงบสงัด ห่างไกลจากแสงสีเสียง ห่างไกลจากลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ใช่ธุดงค์แล้วก็เอาบาตรมาตั้งรับเงินอย่างนี้ไม่ใช่ บางทีมาปักกลดแล้วก็มาเป็นหมอดู อันนี้ไม่ใช่หรอก ธุดงค์จริงจะต้องไม่มีใครรู้ว่าเราธุดงค์ ธุดงค์ก็เพื่อปลีกวิเวก ไปอยู่ห่างไกลจากคนนั่นเอง แต่คำว่าธุดงค์นี้มันมีความหมายของมันอีกอย่าง ธุดงควัตร ๑๓ ข้อ ด้วยกัน อันนี้ก็เป็นข้อวัตรที่ผู้ปลีกวิเวก จะปฏิบัติ เพราะว่ามันจะเสริมความเพียร มันจะทำให้การภาวนานี้เป็นไปอย่างง่ายดาย สะดวกรวดเร็ว

ธุดงค์ ๑๓ ข้อนี้ ก็เกี่ยวกับเรื่องของปัจจัย ๔ ของพระนั่นเอง เช่นเกี่ยวกับการขบฉัน เรื่องการให้บิณฑบาตเป็นวัตร เวลาจะฉัน จะต้องบิณฑบาต จะไม่ให้ญาติโยม นำอาหารมาเลี้ยง โดยที่ตัวเองไม่ไปบิณฑบาต ถ้าจะฉันวันไหน ก็จะต้องบิณฑบาตวันนั้น ก็เพื่อที่จะทำให้ไม่เกียจคร้าน และไม่แสวงหาอาหารตามความอยาก

ซึ่งสมัยนี้พระมีเงินทอง บางทีขี้เกียจบิณฑบาตแต่อยากกินหูปลาฉลาม ก็สั่งให้ลูกศิษย์ไปซื้อมากินได้ แต่ถ้าถือธุดงควัตร ก็จะทำอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าจะฉันก็ต้องบิณฑบาต ถ้าไม่ฉันก็ไม่ต้องบิณฑบาต เช่นถ้าอยากจะเร่งความเพียร อยากจะอดอาหารอย่างนี้ ก็ไม่ต้องบิณฑบาต อันนี้ข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่งก็ฉันในบาตร ก็คืออาหารทั้งหมดที่จะฉันนี้ให้ใส่ไปในภาชนะเดียว ให้ใส่ไปในบาตร เพื่อไม่ให้ฉันเพื่อรสชาติ เพื่อความเอร็ดอร่อย ให้ฉันเป็นยา อะไรก็ได้ใส่ไปให้หมด บางองค์ท่านก็ใส่ไปในบาตรแล้วยังไม่พอ ก็คนเข้าไป ผัดให้เหมือนอาหารจานเดียวไปเลย อย่างนี้เพื่อตัดกิเลสเกี่ยวกับเรื่องการขบฉัน แล้วก็ฉันมื้อเดียวก็พอ วันหนึ่งไม่ต้องฉันหลายครั้ง

ปกติถ้าไม่ถือธุดงควัตร ก็ฉันถึงเพลได้ ถ้าจะฉันถึงเพล จะฉันสัก ๓-๔ ครั้งก็ได้ บางแห่ง พอตื่นขึ้นมาก็เอากาแฟ ขนมปังก่อน แล้วก็โจ๊กอีกชามหนึ่ง แล้วเดี๋ยวเพลก็มีอีก อันนี้ก็เรียกว่าธุดงควัตร ก็จะกำจัดเรื่องเหล่านี้ได้ ฉันมื้อเดียว ฉันในบาตร บิณฑบาตเป็นวัตร

พระบางรูปนี้บางทีไม่บิณฑบาตเลย พระในเมืองบางรูป ท่านมีญาติโยมนำอาหารมาเลี้ยงเพลอยู่ทุกวัน ไม่เจ้านั้นก็เจ้านี้ ไม่เจ้านี้ก็เจ้านั้น ถ้าช่วงไหนว่าง ก็ให้เด็กจัดการได้ เด็กไปซื้อมาได้ อยากจะฉันอะไรก็ไปสั่งมาได้ อันนี้ก็ไม่ได้อยู่แบบพระ มันก็อยู่แบบฆราวาสผู้ครองเรือนดีๆ นี่เอง นี่เรื่องของการขบฉัน แล้วมีข้อหนึ่งก็คือ ไม่รับอาหารหลังจากบิณฑบาต คือจะรับแต่อาหารที่ได้จากการบิณฑบาต สมมุติไปบิณฑบาตมา ญาติโยมที่จะตามมาเอาอาหารมาถวายนี้ไม่ได้ บอกพอแล้ว มากเกินไป

อย่างที่วัดป่าบ้านตาด ในช่วงเข้าพรรษา ท่านก็จะถือธุดงควัตรข้อนี้ เขาก็เลยต้องไปตั้งแถวใส่บาตรที่หน้าประตูวัดกัน มันก็เลยโกลาหลกันใหญ่ อาหารที่ใส่หน้าประตูวัดนี้ ต้องเอากะละมังมาถ่ายกัน แต่เป้าหมายก็คือเพื่อปรามกิเลสตัณหา ความโลภ ความอยากได้มากๆ เอาเท่าที่พออยู่ได้ก็พอ ไปบิณฑบาตได้อะไรมาพอเต็มบาตรก็พอแล้ว

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 ธรรมะบนเขา ณ จุลศาลา เขตปฏิบัติธรรมเขาชีโอน
 วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ชลบุรี
 วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๖







"...ขณะใด ถ้ากรรมที่เป็นอกุศลมันให้ผล ขณะนั้นลูกของพ่อก็อาจจะมีความคิดผิด พูดผิด กระทำผิด

แต่ขณะใด กรรมที่เป็นกุศลกรรมให้ผล บรรดาลูกรักของพ่อ ก็จะทำถูก คิดถูก พูดถูก อยู่เสมอ นั่น เป็นกฎของกรรมเดิม

ในชาตินี้ เรามาแก้ตัวกันใหม่ พยายามทำความดี เสียทุกอย่าง เพื่อ พระนิพพาน..."

 โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง)







"...สิ่งใดก็ตาม ใครก็ตาม ทำให้เราไม่ชอบใจเราก็มีความรู้สึก แต่ว่า นึกถึงการให้อภัยไว้เป็นปกติ ไม่ถือโทษโกรธเคือง โกรธแต่ทว่าไม่ผูกโกรธ

อาการไม่ผูกโกรธของเรา เป็นปัจจัยให้เขามีความสุข และเราเองก็มีความสุข ถือว่าเป็นเรื่องของธรรมดา

คนเราเกิดมานั้นจะดีทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อรู้ว่าเขาเลว เราก็ให้อภัยกับเขา..."

 โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง)






บุญ

"...บุญ แปลตามศัพท์ว่า ชำระ ฟอก ล้าง ท่านแสดงไว้ว่าแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ บุญที่เป็นส่วนของเหตุ ได้แก่ความดีต่าง ๆ เรียกว่าเป็นบุญ เพราะเป็นเครื่องชำระ ฟอกล้างความชั่ว บุญส่วนที่เป็นผล คือความสุข

บุญที่เป็นส่วนเหตุ คือความดี เกิดจากการกระทำ ถ้าอยู่เฉย ๆ ไม่ทำ ก็ไม่เกิดเป็นบุญขึ้น การทำบุญนี้ เรียกว่า บุญกิริยา จำต้องมีวัตถุ คือ สิ่งเป็นที่ตั้ง และสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ ทางพุทธศาสนา แสดงโดยย่อ ๓ อย่าง คือ

 บุญ สำเร็จด้วยการ บริจาคทาน
 บุญ สำเร็จด้วยการ รักษาศีล
 บุญ สำเร็จด้วยการ เจริญภาวนา

บุญคือความดีทั้ง ๓ ข้อ อันจะเป็นเครื่องชำระล้างความชั่ว ตลอดถึงรากเหง้าของความชั่วใหสิ้นได้..."

พระโอวาทธรรมคำสอน..
องค์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวัฑฺฒโน) พระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์








"...อย่าส่งจิตออกไปข้างนอก ให้ดูอยู่ที่กาย ให้รื้อค้นร่างกายนี้ให้ชัดแจ้ง ให้รู้ว่าร่างกายมันมีอยู่จึงทำให้เกิดทุกข์

ก็ร่างกายนี้แหละ ที่ทำลายความสงบสุข มันทำให้เกิดเป็นที่รับโรครังหนอนอย่างใหญ่หลวง ไม่เลือกละว่าร่างกายของใคร

ถ้าพิจารณามองให้เห็นตัดให้ขาด จากร่างกายนี้จริง ๆ แล้วจะพบกับความสงบสุข ถาวรตลอดไป..."

 โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่หลุย จันทสาโร






เรื่อง "นาบุญ"

" .. ผู้ทรงศีลด้วยความบริสุทธิ์ ก็เท่ากับว่า นานั้นมีคันนา ฝนตกลงมาน้ำก็ขัง เอาปุ๋ยใส่มันก็ขัง ถ้าใครไม่มีศีลบริสุทธิ์ ก็เท่ากับนาไม่มีหัวคันนา ฝนตกลงมา น้ำในนาไหลหนีหมด ใครจะไปหว่านปุ๋ยก็ไม่อยู่ เมล็ดข้าวก็ไม่อยู่ .. "
ท่านพ่อลี ธัมมธโร





เขาว่าทำบุญทำทานนั้น ทำไปทำไม
 คนทำบุญก็ต้องตาย ไม่ทำก็ตาย
 ตายด้วยกันจริงอยู่ดอก แต่ว่าตายผิดกัน
 ท่านพ่อลี ธมฺมธโร






แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: