Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
31 มีนาคม, 2560, 01:28:27

   

ผู้เขียน หัวข้อ: เกิดแล้วไม่ดับไม่มี  (อ่าน 39 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,266
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์, 2560, 05:53:31 »


"ขอข้อธรรมให้แม่ที่กำลังป่วยหนัก"

ถาม : ตอนนี้แม่ป่วยหนัก วันนี้หมอเข้ามาคุยกับแม่แล้วบอกว่าให้เลือกว่าจะรักษาต่อหรือไม่ ถ้าเลือกที่จะรักษาต่อก็ต้องทรมานกับทุกขเวทนาทางกาย แต่ถ้าเลือกที่จะไม่รักษาต่อ
 หมอก็จะหยุด และรักษาตามอาการและให้กลับบ้าน แต่เมื่อก่อนแม่เคยพูดเสมอว่าพร้อมที่จะตาย อยากจะตายเพราะทรมาน แต่พอแม่ได้ยินหมอพูดแบบนั้น หนูเห็นแม่ช๊อกไปเลยกับคำพูดของหมอที่พูดประมาณว่าหมดทางที่จะรอดแล้ว ตอนนี้คือรอความตายอย่างเดียว ขอพระอาจารย์ให้ข้อคิด ทางธรรมด้วยค่ะ

 พระอาจารย์ : มันก็เป็นธรรมอยู่แล้วคำถามนี้ ก็รู้อยู่แล้วว่าต้องปล่อย ปล่อยแล้วใจก็จะสงบ ใจก็จะ ไม่ทรมาน ถ้าไม่ยอมปล่อยใจก็ทรมานไปเปล่าๆ และผลก็ไม่เปลี่ยนแปลง ผลก็เหมือนกัน ตายเหมือนกัน แต่ตายแบบสงบ ตายแบบสบายหรือตาย
 แบบทุกข์ทรมาน ก็อยู่ที่การจะปล่อยไม่ปล่อย
 การจะปล่อยได้ก็ต้องเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เห็นว่าร่างกายไม่เที่ยง เกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยเฉพาะการเห็นว่ามันไม่เป็นตัวเรานี้เป็นตัวที่สำคัญ ถ้าเราเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวเรา เราก็จะไม่เดือดร้อน วิธีจะเห็นว่าไม่ใช่ตัวเรา เราก็ต้องแยกกายออกจากใจให้ได้

"วิธีที่จะแยกใจออกจากกายก็ต้องทำใจให้สงบ เจริญพุทโธๆ หรือดูลมหายใจเข้าออก อย่าให้คิดอะไร ตอนนี้อย่าไปคิดถึงเรื่องร่างกาย ให้อยู่กับพุทโธๆ ไป หรืออยู่กับลมหายใจไป เพื่อให้ใจเข้าสู่ความสงบ"

พอใจเข้าสู่ความสงบ ใจกับร่างกายก็จะแยกออกจากกัน ร่างกายก็จะ หายไปจากความรู้สึก จะเหลือแต่ตัวรู้ ผู้รู้อยู่ตัวเดียว ก็จะรู้ว่าตัวนี้ไม่ได้ตาย ตัวนี้ไม่ได้เป็นร่างกาย ตัวนี้ไม่ต้องไปทุกข์กับร่างกาย ขอให้ตัวนี้ปล่อยเท่านั้นเอง

วิธีปล่อยก็ให้รู้เฉยๆ อย่างที่ ขณะที่อยู่ในสมาธินี้ ใจหยุดทำงาน ใจหยุดยึดหยุดติดหยุดอยากกับร่างกาย ดังนั้นวิธีที่จะปล่อยอย่างมีความสงบ อย่างมีความสุข ก็ต้องพยายามทำสมาธิให้ได้ คนเราบางทีถึงเวลาจนตรอกแล้วมันทำได้ เช่น คนเราเวลาจะจมน้ำตายนี้มีศพลอยมา ยังกอดศพไว้เลย ยอมกอดศพดีกว่ายอมตายเข้าใจไหม ตอนนี้จะตายแล้วก็ต้องกอดสมาธิเท่านั้นแหละถึงจะไม่ทรมาน กอดสมาธิ กอดปัญญา มีสมาธิแล้วถ้าเห็นว่าไม่เป็นตัวเราของ เราก็จะปล่อยได้อย่างง่ายดาย ถ้ายังไม่มีสมาธิ ถึงแม้ใครจะมาบอกว่าไม่ใช่ตัวเราของเราก็ไม่เชื่อ ก็มองไม่เห็นอีกแหละ ก็ยังคิดว่าเป็นตัวเราของเราอยู่

ดังนั้น จำเป็นจะต้องมีสมาธิก่อน พอมีสมาธิแล้วจะรู้ว่า อ๋อ ไม่มีร่างกาย นี้กลับสบายกว่ามี เวลามีร่างกายนี้เหมือนแบกภูเขาไว้บนอก พอจิตเข้าไปใน ความสงบ ปล่อยวางร่างกายแล้วนี้ เหมือนกับยกภูเขาออกจากอก แล้วจะรู้จักวิธีปล่อยร่างกายได้ ก็คือไม่แบกมัน ไม่ไปยึดไปติด ไม่ไปถือว่ามันเป็นตัวเราของเรา แล้วใจก็จะอยู่อย่างสงบ อยู่อย่างสบาย ไม่เดือดร้อนกับ ความตายของร่างกาย นี่คือคำตอบ.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

”มรรคผลนิพพานในอุ้งมือ"

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







พระมีหน้าที่สร้างธรรมในจิตใจของตน สร้างความสงบให้กับใจ

"สมัยนี้พระไปทำงานภายนอกกันส่วนใหญ่
 ผ้าป่าบ้าง สร้างโบสถ์ สร้างเจดีย์ สร้างอะไรต่างๆ
 ซึ่งงานเหล่านี้ไม่ได้เป็นงานของพระ
เป็นเรื่องของศรัทธาของญาติโยมที่อยากจะทำบุญ
 พระไม่มีหน้าที่ พระมีหน้าที่สร้างธรรมในจิตใจของตน สร้างความสงบให้กับใจ
 พระก็เลยหลงทางกันเป็นส่วนใหญ่ หลงไปกับ ลาภ ยศ ของทางโลก"

"งานหลักของพระคืองานภายใน งานปราบกิเลส งานกำจัดกิเลส แต่พระก็มีงานภายนอก งานภายนอกก็เพียงแต่ งานที่จำเป็นคือการเลี้ยงดูร่างกาย เช่นไปบิณฑบาตนี้ ก็เป็นงานภายนอก กวาดถูศาลา ซักผ้าจีวร พักผ่อนหลับนอนก็ถือว่าเป็นงานภายนอก งานทางร่างกายที่ยังต้องมีอยู่ เพราะยังต้องใช้ร่างกายในการที่จะมาปฏิบัติธรรม แต่งานจริงๆก็คืองานภายใน งานสร้างสติ สร้างสมาธิ สร้างปัญญา ขึ้นมา เพื่อทำใจให้สงบ เพื่อตัดความอยากต่างๆให้ได้ อันนี้เป็นงานของพระโดยตรง งานแบบนี้ฆราวาสมักไม่ทำกัน ฆราวาสจะทำแต่งานภายนอกอย่างเดียว งานหาเงินหาทองหาปัจจัย๔ แล้วก็หาความสุขทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย อันนี้เป็นงานภายนอกที่หาเท่าไหร่ก็ไม่มีวันอิ่มวันพอ เพราะมันไม่ได้เข้าไปสู่ใจ มันไม่ได้ไปเลี้ยงใจ มันไม่ได้ไปทำให้ใจเกิดความอิ่มความพอ แต่มันกลับไปกระตุ้นความอยากความหิวให้มีมากขึ้นไปเรื่อยๆ

งานของพระคือ สร้างความอิ่มความพอให้กับใจ สิ่งเดียวที่จะอิ่มจะพอก็คือ ความสงบ ความสงบก็เกิดจากการเจริญสติ ก็พุทโธ พุทโธ ไป ไม่ให้ไปคิดอะไร แล้วก็นั่งสมาธิ ให้ใจรวมเป็นสมาธิเป็นหนึ่ง พอใจรวมใจสงบก็มีความสุข แล้วขั้นต่อไปก็ใช้ปัญญาสอนใจ ไม่ให้ไปหลง ไปทำอะไรตามความอยากต่างๆ พอไม่ไปทำตามความอยาก ก็จะไม่มีความทุกข์ตามมา อันนี้เป็นงานภายในล้วนๆ งานภายในใจ

แต่สมัยนี้พระท่านก็ไปทำงานภายนอกกันส่วนใหญ่ ท่านก็ออกไปทาง ผ้าป่าบ้าง สร้างโบสถ์ สร้างเจดีย์ สร้างอะไรต่างๆ ซึ่งงานเหล่านี้ไม่ได้เป็นงานของพระ เป็นเรื่องของศรัทธาของญาติโยม ที่อยากจะทำบุญ พระไม่มีหน้าที่ พระมีหน้าที่สร้างธรรมในจิตใจของตน สร้างความสงบให้กับใจ พระก็เลยหลงทางกันเป็นส่วนใหญ่ หลงไปกับ ลาภ ยศ ของทางโลก"

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 ธรรมะบนเขา ณ จุลศาลา เขตปฏิบัติธรรมเขาชีโอน
 วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ชลบุรี
 วันที่ 3 พฤศจิกายน 2559







"...ไฟเผาใจ ไฟมาจากไหน เวรมาจากไหน
 มันมาจากราคะ โลภะ โทสะ โมหะนี่เอง

โลภัคคิ ความโลภ มันเป็นไฟ
 โทสัคคิ ความโกรธ มันเป็นไฟ
โมหัคคิ ความหลง มันเป็นไฟ

ไฟนี่แหละ มาไหม้หัวใจเราให้วุ่นวาย
 เดือนร้อนหมด ทั้งประเทศชาติบ้านเมือง..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร






อาหารที่เราชอบ

“...อารมณ์ของสมถกรรมฐานนี้ ถ้าไม่ถูกจริตของเรา มันก็ไม่สลดไม่สังเวช อันใดที่ถูกกับจริต อันนั้นก็จะประสบบ่อย ๆ มีความรู้สึกนึกคิดในอาการนั้นบ่อย ๆ แต่เราไม่ค่อยจะได้สังเกต จึงควรสังเกตเพื่อให้ได้ประโยชน์

เปรียบเหมือนกับอาหารที่เขาจัดมาให้สำรับหนึ่ง มันก็มีหลายอย่าง เราก็ชิมไปทุกถ้วย ทุกอย่างนั่นแหละ แล้วก็จะรู้เองว่า อาหารอย่างไหนที่เราชอบอย่างไหนที่เราไม่ชอบ อย่างไหนชอบก็ว่ามีรสชาติอร่อยกว่าอย่างอื่น นี่พูดถึงอาหาร

 นี่ก็เทียบให้เห็นกับจริตของคนเรา กรรมฐานที่ถูกจริตมันก็สบาย...”

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ชา สุภัทโท






"..ให้บวชด้วยความศรัทธา

ถ้าไม่มีศรัทธาอย่าไปขืนนะ ไม่คุ้ม!

จะไปเป็นหนี้บุญคุณชาวบ้านเขาหมด.."

 โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม






มันต้องดูใจตัวเอง คือ ทำความเพียร
 เพียรละ เพียรเลิกกิเลสในใจของตัวเองจึงจะถูก
 เพียรให้มันเห็น ให้มันใกล้พระนิพพาน
 เวลาตัวเองธาตุขันธ์แตกดับ
 บุญจากการภาวนาจึงจะติดไปกับตัวเอง
ไปสร้างต่อเอาในภพหน้า ชาติหน้า
 การสร้างบารมีต้องสร้างอย่างนั้น
 สร้างบารมีในทางความเพียร สร้างให้มันมาก
 ไม่ใช่สร้างวัตถุอย่างชาวโลกเขา
 เราเป็นพระมันต้องพาสร้างพาทำอย่างนั้น
 บารมีจึงแก่กล้าใกล้นิพพาน ใกล้พระพุทธเจ้า
 เรื่องสร้างวัตถุนั้นเป็นของโลกเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา

"หลวงปู่เพียร วิริโย"
วัดป่าหนองกอง จ.อุดรธานี





"เกิดแล้วไม่ดับ..ไม่มี"
เศรษฐีก็ตาย คนจนก็ตาย ..เห็นไหม?
มีใครเอาอะไรไปได้บ้างล่ะ
 ทำไว้หมดทุกอย่างก็เอาไปไม่ได้
 เอาไปได้มีแต่ "บุญ" ของตัวเองเท่านั้น
นั่นล่ะเศรษฐีก็เหมือนกัน คนจนก็เหมือนกัน..
 "ตายหมด" นั่นล่ะไม่เหลือสักคน
 คนทุกข์คนยากก็ตายเหมือนกัน
 ไม่ได้เว้นใคร
 ไม่มีใครฝืนธรรมะของพระพุทธเจ้าไปได้
 ใช่จริงๆ..คำพูดของท่านที่พูดไว้ ..
 "เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"
แก่แล้วให้พิจารณาความแก่ความตาย
 ว่าเรามันแก่แล้ว มันใกล้ตายแล้ว
 มันไม่เลือกหรอกว่าหนุ่มว่าแก่.....ตายหมด.....
กวาดใบไม้อยู่ก็ให้พิจารณานะ อย่ากวาดเฉยๆ
 ให้พิจารณาไปด้วยว่า ใบร่วง ใบแก่
 มันก็ตายแล้ว เราเองก็เหมือนกัน
 ไม่นานหรอกก็ตายเหมือนกัน
 ไม่รู้หรอกว่า จะตายวันไหน
 ให้น้อมเข้ามาหาตัวเรา
 ให้มันเห็น "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"

หลวงปู่เพียร วิริโย
 วัดป่าหนองกอง จ.อุดรธานี







ถ้าภาวนามันก็ดูเข้ามาหากายหาใจของตัวเองจึงจะถูก
 พิจารณาอสุภะอสุภังให้มันเบื่อหน่าย คลายกำหนัด
 ในความเกิด ความตายของตัวเอง ให้มันรู้มันเห็น
 เห็นก็ให้เห็นในตัวของเรา ไม่ได้เห็นที่อื่นนะ
 เห็นในอาการ ๓๒ ของเรามันจึงถูก
ดูน้ำเลือด น้ำหนอง เสลด น้ำลาย น้ำขี้ น้ำเยี่ยว
 ไส้ใหญ่ ไส้น้อย ตับ ไต ม้าม เอ็น กระดูก
 ถ้าดูแต่ลมเฉยๆก็ไม่เห็นอะไร มันก็ไม่เบื่อ

หลวงปู่เพียร วิริโย"


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: