Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
30 พฤษภาคม, 2560, 20:07:43

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทานบารมี  (อ่าน 53 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,327
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์, 2560, 05:59:04 »


"ต้องทำตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ถึงจะได้บุญ"

ถาม : เวลาทำบุญแต่ไม่มีศรัทธา ถ้าทำแล้วเราจะได้บุญไหมคะ

พระอาจารย์ : ถ้าทำก็ได้ จะศรัทธาหรือไม่ศรัทธา ก็ทำด้วยความยินดีก็จะได้บุญ แต่ถ้าทำด้วยความไม่ยินดีก็จะได้บาป คือได้ความเสียดาย ได้ความเสียใจ ไม่อยากจะทำ แต่ทำด้วยความยินดีแล้วมีความสุขใจ ก็เรียกว่าได้บุญ บุญคือความสุขใจ ถ้าทำแล้วไม่ได้ความสุขใจ ก็แสดงว่าไม่ได้บุญ

 ถาม : การบริจาคเลือดจะได้บุญเหมือนกับบริจาคอาหารหรือทรัพย์หรือเปล่าคะ

พระอาจารย์ : ได้ ดีกว่าด้วย เพราะว่าเลือดมันมีคุณค่ามากกว่าอาหาร ยิ่งถ้าบริจาคอวัยวะได้ ตับไตได้ มันก็ยิ่งมีบุญมากกว่า เพราะมันมีคุณค่ามากกว่า แต่ต้องบริจาคตอนที่เป็นนะ ตอนที่ตายไปแล้วไม่ได้นะ เช่นบริจาคหัวใจบริจาคอวัยวะ ตอนที่เราตายไปแล้ว ไม่ได้เพราะเราไม่รู้ว่าเราได้บริจาคไป เราไม่ได้เสียสละไป เราต้องรู้ตอนที่เราให้ อย่างเช่นตอนนี้เราบริจาคไต เรารู้ว่าเราให้ไตเขาไป เราก็จะเกิดความสุขใจขึ้นมา แต่เวลาเราตายเราไม่รู้ว่าร่างกายของเรานี้เขาเอาไปทำอะไรบ้างอย่างไร

ฉะนั้นต้องทำตอนที่เรายังเป็นอยู่ บริจาคเงินทองก็เหมือนกัน ก็ต้องทำตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ ถึงจะได้บุญ ถ้าตายแล้วเขียนเป็นพินัยกรรมไว้นี้เราไม่ได้บุญนะ เพราะเราไม่รู้ว่าเราให้ไปหรือไม่ เพราะตายไปแล้ว อาจจะเกิดเหตุการณ์อย่างอื่นขึ้นมาก็ได้ การทำบุญนี้ต้องทำด้วยเจตนา ด้วยการรับรู้ ต้องเกิดความรู้สึกสุขใจขึ้นมาถึงจะได้บุญ ถ้ามีเงินทองมากเกินไปก็ ให้ไปเสียก่อนตาย เก็บไว้เท่าที่เราจำเป็นจะต้องใช้ก็พอ ก็ดูสิปีหนึ่งเราจะใช้กี่ตังค์ก็คูณไป เราใช้ปีละล้าน เอ้าคิดดูว่าเราจะอยู่ได้ถึงร้อยปีไหมก็คูณไป และที่เหลือส่วนนั้นก็ทำบุญไป ก็จะได้บุญ ดีกว่าตายไปแล้วเขียนพินัยกรรม
 ก็ไม่ได้บุญเลย.

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต








"กฏแห่งกรรม"

บุญกับบาปที่เราทำไว้นี้แหละ ที่เราสามารถเอาติดตัวไปได้ แต่ของอย่างอื่นเช่นสามี ภรรยา บุตรธิดา ทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆ ความสุขในรูปแบบต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ เราจะไม่สามารถเอาติดตัวไปได้ บุญนี้จะเป็นเหมือนกับข้าวของเงินทองต่างๆ ที่เราใช้อยู่ในโลกนี้ บุญนี้จะเป็นข้าวของเงินทองที่เราจะเอาไปใช้ในโลกทิพย์ ทำให้เราไปสวรรค์ได้ แต่ถ้าเราไม่ได้ทำบุญ เราทำแต่บาป เวลาร่างกายตายไปเราจะไม่มีทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองติดตัวไป ก็จะไปแบบขอทาน ที่พวกเรามาทำบุญแล้วเราอุทิศบุญให้แก่ผู้ที่ตายไป ก็เพราะเราคิดเผื่อไว้ว่าบางทีคนที่เรารักคนที่เขาตายไปเขาอาจจะไปเป็นขอทานทางโลกทิพย์ก็ได้ เพราะว่าถ้าเขาทำบาปแล้วเขาไม่ทำบุญ หรือทำก็น้อย ทำบุญน้อย ทำบาปมากกว่าบุญ เวลาตายไปโอกาสที่เขาจะไปเป็นขอทานในโลกทิพย์ก็มีอยู่สูง ผู้ที่เราอุทิศบุญให้ก็คือพวกนี้แหละ พวกที่เป็นขอทานในโลกทิพย์

ภาษาพระท่านเรียกว่า "เปรต" พวกเปรตนี้เป็นพวกที่จะมารอรับส่วนบุญ ส่วนพวกอื่นนี้เขาไม่มารอรับกัน มาไม่ได้ เดรัจฉานเขาก็มีร่างกายของเดรัจฉาน เขาก็ไปหากินตามประสาของเดรัจฉาน พวกที่ไปตกนรกก็ออกมาจากนรกไม่ได้ เพราะเหมือนกับพวกที่ไปติดคุกติดตะราง เขาไม่ปล่อยให้ออกมาขอทาน ต้องถูกขังอยู่ในคุกในตาราง มีพวกที่เป็นขอทานคือพวกเปรตนี้ที่จะมารอรับส่วนบุญของพวกเรา ทุกครั้งที่เราทำบุญแล้วเราอุทิศบุญนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนี้เขาจะมารอรับ เพราะว่าเขาอาจจะเป็นเศรษฐีก็ได้ เขาอาจจะเป็นเศรษฐีบุญ มีบุญติดตัวไป เขาก็มีเงินทองที่ไปใช้ในโลกทิพย์ เขาเป็นเศรษฐีในโลกทิพย์เขาก็ไปเป็นเทวดากัน เขาไม่ต้องมารอรับส่วนบุญของพวกเรา แต่ถ้าเขาทราบว่าเราได้อุทิศบุญนี้ให้กับเขา เขาก็จะอนุโมทนา เขาก็จะขอบคุณ เขาจะซาบซึ้งในน้ำใจของพวกเราที่เรายังคิดถึงเขา ยังรักเขาอยู่ ยังเป็นห่วงเป็นใยเขาอยู่ ทุกครั้งที่เราทำบุญเราก็อุทิศไปกัน เพราะเรื่องของบุญของบาปนี้มันไม่มีใครรู้ว่าเราทำกันมากน้อยเพียงไร

ฉะนั้น เราอย่าประมาท ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่นี้พยายามทำบุญกันให้มากๆ ทำให้มันมากกว่าทำบาป เพราะว่าเวลา ตายไปนี้ บุญกับบาปจะมาแย่งกายทิพย์ของเราไปทางใดทางหนึ่ง ถ้าบุญมีกำลังมากกว่าบาป บุญก็จะดึงเราไปสวรรค์กัน ถ้าบาปมีกำลังมากกว่าบุญ บาปก็จะดึงเราไปอบายกัน นี่คือเรื่องกฎแห่งกรรม.

ธรรมะในศาลา

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







"...ขอให้ลูกหลานทุกท่าน ได้ตั้งใจปฏิบัติจิตใจของตนให้สะอาด ปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งฝังอยู่ในดวงใจของเรา มาตั้งหลายภพหลายชาติ

มาชาตินี้ เราได้เกิดเป็นมนุษย์ ดังนั้น จงรีบไปทำบุญ ทำกุศลสืบต่อไป เพื่อเป็นทางหากำไรของชีวิต เพราะชีวิตคนเรามันน้อยนัก..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป







ละกิเลสในชาตินี้

"...ให้ละกิเลสออกจากจิตให้หมดทุกคน กิเลสนี้แหล่ะทำให้คนเราเดือดร้อนวุ่นวายอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด กิเลสนั้นท่านย่นย่อเข้ามา ก็คือ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ๓ อย่างนี้เท่านั้น ทำไมจึงเกิดมาสร้างกิเลสให้มากขึ้นไปทุกภพทุกชาติ

ทำไมหนอใจคนเราจึงไม่ยอมละ การละไม่หมดสักที ในชาติเดี๋ยวนี้ให้ตั้งใจละ ทั้งพระและทั้งเณร ญาติโยมทั้งหลาย ความโกรธเมื่อเกิดขึ้น อย่าโกรธไปตาม ถ้าไม่ได้โกรธไปตาม มันจะตายเทียวหรือ ? ทำไมจึงไม่ระลึกอยู่เสมอ ๆ ว่า เราจะละความโกรธให้หมดสิ้นไปในเวลาเดี๋ยวนี้ ๆ

อย่าได้มีความท้อถอยในการสร้างความดี มีการรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ พร้อมทั้งการเจริญสมาธิภาวนา ฆ่ากิเลสตัณหาให้หมดไป ใจจึงจะเย็นเป็นสุขทุกคน..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่สิม พุทธาจาโร







แก่กล้วย......... แก่อ้อย...... อร่อยหวาน
 แก่สังขาร........ หมดรส....... ไม่สดใส
 แก่อีกสาม....... อย่างไม่ดี.... อัปปรีย์จัญไร
 คือแก่โลภ....... แก่โกรธ...... แก่หลง
 เกิดขึ้นกับผู้ใด.. ตกประตู...... อบายทันที

 อมตธรรม...
พระครูเกษมธรรมนันท์ (หลวงพ่อแช่ม ฐานุสฺสโก)
วัดดอนยายหอม จังหวัดนครปฐม






"...การใส่ใจในการปฏิบัติ เป็นสิ่งสำคัญ เราไม่หักไม่ฟาดมันลงไปแล้ว มีแต่มันจะหมักหมม เผาหัวตัวเองอยู่ตลอดกาล จนกระทั่งตายเปล่า แบบนี้ใครทนได้ก็ทนไป เราไม่ทน เราจะเผากิเลส ไม่ให้กิเลสมันมาเผาเรา..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท
 วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม
อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี





"..ผู้ใดขึ้นสูงต้องเสียสละ
 ผู้ใดรู้จักวางก็เบา รู้จักเอาก็หนัก

ผู้ต้องการมีชีวิตที่สูงส่งไปเรื่อยๆ
 จึงต้องรู้จักปล่อยวาง

 โดยหมั่นทำทาน รักษาศีล
 และบำเพ็ญภาวนาเสมอ.."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่บุญกู้ อนุวฑฺฒโน





"..การประพฤติปฏิบัติ คุณงามความดีทั้งหลาย นับแต่ "ทาน ศีล ภาวนา" ขึ้นมา โดยลำดับลำดานี่ เป็นการสร้างความดี เป็นเครื่องหมุนจิตใจของเรา เป็นการตัดทอน "วัฏวน" ให้สั้นเข้ามาๆ ย่อเข้ามา.."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน





เลิกยึดกายเสียบ้าง ปล่อยวางเสียที เขาเป็นธาตุ ๔ ไม่ใช่ตัวเรา เขาไม่เที่ยง เรื่องของเขา ให้เราปล่อยมือ อย่าถือให้หนัก เมื่อรู้จักความจริงว่ามันไม่เที่ยงตามเรื่องของสังขาร ไม่ยึดมันนั้นถูกทางแท้
 หลวงปู่สาย เขมธมฺโม






ผลไม้ก็มีผลดี ผลเน่า คนเราก็มีคนบุญ คนบาป มีทุกภาษาทุกชาติคนบาป คนบุญ ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา เขาเป็นธาตุ ๔ ไม่วันหน้าก็วันนี้ เขาจะแตกจะดับกลับไปตามเรื่อง เถียงไม่ขึ้น เขาจะเลือกคืนวันไหนก็ได้ ไม่ใช่ของเราเลย
 หลวงปู่สาย เขมธมฺโม





นายังไม่ถาง อย่าพึ่งทำทางเอาเกวียนมาขนข้าว ยังไม่รู้แจ้งธรรมของพระพุทธเจ้า อย่าว่าตัวสำเร็จธรรม
 หลวงปู่สาย เขมธมฺโม





ผู้ทำความเพียรถึงสว่างคือผู้เดินทางไปพระนิพพาน ไม่มีการพัก พระกรรมฐานต้องอยู่กับความเพียร เหมือนดวงดาวดวงเดือนที่ลอยตัวอยู่บนฟ้า ความเพียรกล้าจึงจะเห็นธรรม
 หลวงปู่สาย เขมธมฺโม




ก่อนไม้จะเป็นถ่าน เขาใช้ไฟเผา ก่อนความดีจะเกิดแก่เรา ต้องใช้ธรรมเผากิเลส โลภ โกรธ หลง หายหนี ความงามความดีก็ก้าวเข้ามา
 หลวงปู่สาย เขมธมฺโม






คำเขาด่า เขาว่าเสียดสีใดๆ มันไหลเข้าหูใด ให้ไหลออกหูนั้น ท่านจะไม่ทุกข์ใจ เมื่อไม่เก็บมันไว้ ถ่านไม่มีไฟ ความร้อนมันก็หาย
 หลวงปู่สาย เขมธมฺโม






แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: