Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 กรกฎาคม, 2560, 23:55:56

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ไตรลักษณ์  (อ่าน 76 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,379
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 11 กุมภาพันธ์, 2560, 05:22:49 »



"ผู้ใฝ่ธรรมมะมีมาก แต่ผู้รู้ธรรมะมีน้อย
 ผู้รู้ธรรมะมีมาก แต่ผู้ปฏิบัติธรรมมีน้อย
 ผู้ปฏิบัติธรรมมีมาก แต่ผู้เข้าถึงธรรมมีน้อย
ผู้เข้าถึงธรรมมีมาก แต่ผู้แตกฉานในธรรมมีน้อย
 ผู้แตกฉานในธรรมมีมาก แต่ผู้ลด ละ วาง ในธรรมย่อมน้อยกว่า เฮาหละพากันเข้าถึงพระธรรมมากน้อยเพียงใด เร่งพิจารณาจิตตัวเองให้ดีเด้อลูกหลานเอ้ย"

พระธรรมเทศนา
 พระพนฺธมุตโตเถร(จื่อ)   หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต
วัดเขาตาเงาะอุดมพร จ.ชัยภูมิ




"..“๔ คนหาม ได้แก่ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ หามเราไป เรา คือ ใจ”
 “๓ คนแห่ ได้แก่ ตัณหา ๓ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา มันหามมันแห่เรา ไปสู่ที่ไหนมันก็แห่เราไปอย่างนั้น”
 “๑ คน นั่งตะแคร่มองทาง คือ ใจ ตะแคร่ คือ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ นี่แหละ”
นั่นแหละ ไขปริศนาปัญหานี้ได้ ก็เป็นปราชญ์ฉลาดรู้เห็นฮ่องคลองธรรม
 อัน นี้แหละ ๔ คนหาม ได้แก่ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ นั้น มันจะต้องแก่ เจ็บ ตาย นั่นแหละ อนิจจตา ไม่เที่ยง ทุกขตา ก็เป็นทุกข์ อนัตตตา ก็ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เราแน่นอน เพราะมันเกิดจากเหตุปัจจัยทั้งนั้น

เหตุธรรม ปัจจัยธรรม ได้แก่ ตัณหา อวิชชา นั่นแหละ เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น เราก็ต้องน้อมเอา สมถธรรม วิปัสสนาธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ๘ โพชฌงค์ ๗ มาปราบ ๓ คนแห่ คือ ตัณหา ๓ และ อวิชชา นั้นให้ตกออกไปจากใจ แล้วเราก็จะพ้นไปจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย หมดเพียงแค่นั้น
 นั่นแหละ นี่ข้อสำคัญ ทำไว้ให้พร้อมทุกอย่าง เมื่อเราอบรมศีลธรรม ทำคุณงามความดีใส่ตนไว้แล้ว ก็จะบันดาลจิตใจให้เป็นปราชญ์ฉลาดรู้ ว่าสิ่งใดหนอ เป็นเสบียง เป็นปัจจัยของเรานั้น เราจะได้เร่งรีบขวนขวาย สะสมบุญกุศลใส่ตนไว้ นอกนั้นไม่มี จริงแท้แน่นอน.."


หลวงปู่จันทา ถาวโร




ธรรมเทศนา เรื่อง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

“... มาบัดนี้อาตมาใคร่แสดงธรรมสั่งสอนของพระพุทธองค์ เพื่อที่ทุกท่านจะได้นำไปใช้ดำเนินในชีวิตให้ถูกต้อง พระพุทธเจ้าท่านเป็นศาสดาเอกของโลก ท่านรู้เอง เป็นอนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ คือเป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่านี้อีกแล้ว และเราทำไมไม่ตั้งใจรำลึกถึงพระองค์บ้าง วิธีรำลึกถึงพระองค์ ก็ให้หลับตาภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ เพราะพุทโธ เป็นผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

หลับตาให้เห็นรูปพระพุทธเจ้า ให้อยู่ในใจเราตลอด อย่าพะวักพะวงไปที่อื่น ถ้าหากจิตนึกไปอยู่ในกาม รูป เสียง กลิ่น รส แสดงว่าจิตนั้นยังติดอยู่ในกิเลส สมาธิก็หาเกิดไม่ ความนิ่งเฉยก็ไม่มี เมื่อจิตนั่งเป็นสมาธิแล้วก็ให้คิดซิว่า วันนี้เราทำอะไรไว้บ้าง ดีหรือชั่วอย่างไร ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ความดีความชั่วในใจนั่นเอง เมล็ดมะม่วงกว่าจะโตขึ้นเป็นต้นมะม่วง เมล็ดมะปรางกว่าจะโตเป็นต้นมะปราง เมล็ดของต้นอะไร โตขึ้นก็เป็นต้นไม้อย่างนั้น

บุญและบาปเป็นสิ่งหนึ่ง ที่คอยควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปได้เช่นกัน เป็นสิ่งที่เป็นวิญญาณคอยควบคุมโชคชะตาของมนุษย์ ฉะนั้น ทำความดีไว้เถิดไม่เสียหายอะไร ทำไปเถิดเดี๋ยวได้ผลตอบแทน ไม่ต้องรอถึงชาติหน้าแล้ว ชาตินี้ก็เห็น แต่ถ้าเราคิดว่าทำความดีแล้ว ต้องได้ดีอย่างโน้นอย่างนี้ หรือทำบุญ สิบบาท ก็ขอให้ถูกหวยล้านบาท ก็เป็นไปไม่ได้ เราทำความดี อย่าไปคำนึงถึงผลตอบแทน ทำไปเถิดถ้าคิดว่าสิ่งนั้นทำไปแล้วเราสบายใจ ถึงแม้ว่าเรายังไม่ได้สิ่งตอบแทนในตอนนี้ แต่เราก็ได้ความสบายใจไม่ใช่หรือ

เมื่อใจสงบนิ่งเฉย สมาธิก็เกิด ความอิ่มเอมในจิตใจก็ดีขึ้น ปัญญารอบรู้ก็เกิด ทำให้สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ต้นไม้พันธุ์ดี แต่ถ้าปลูกในที่ซึ่งไม่เหมาะกับพันธุ์อย่างนั้น ต้นไม้นั้นก็คงไม่เกิดหรือเกิดแต่ไม่สวยไม่งาม ไม่มีผลมาก เช่นเดียวกับคนดี ถ้าอยู่ผิดที่ก็อาภัพได้ ความดีไม่ให้ผลเท่าที่ควรจะให้ หรือคนดีร่างกายไม่สมประกอบ ก็อาจน้อยใจ ไม่ประกอบความดีก็ได้

หรือคนดีบางคน ถ้ายังไม่ถึงที่ความดีจะให้ผลดี ก็เหมือนต้นไม้ที่ยังไม่ถึงเวลาจะมีผล คนดีนั้นก็อาภัพ หรือนัยหนึ่งคนดีบางคน หากความดีไม่สมบูรณ์เช่นมีแต่ความซื่อ แต่ความฉลาดไม่มี มีแต่ความขยัน แต่ไม่รู้จักกาละเทศะ อะไรต่างๆ ทำนองนี้คนดีนั้นก็อาจอาภัพได้เช่นกัน

เพราะแต่ละคนที่สร้างความดีขึ้นมานั้น ไม่ใช่ว่าเขาจะทำดีทุกครั้ง ส่วนมากคนเวลาทำความดีมักจะแทรกความชั่วลงไปด้วย ทำให้เชื่อไม่ได้ว่า คนที่มีบุญ จำเป็นจะต้องมีร่างกายดีเสมอไป ร่างกายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ตายแล้วเกิดเอาใหม่ได้ แต่ความดีที่มีอยู่ในวิญญาณนั้น ถ้าหมั่นประกอบความดีอยู่เสมอ ความดีนั้นจะไม่ตาย จะต้องยั่งยืนแน่นอน ถึงไม่ให้ผลตอนนี้ วันหนึ่งก็ต้องให้ผลอย่างแน่นอน ทำไปเถิดความดี

คนเราไม่มีใครรู้ความตายได้ ถ้ารู้ความตาย ทุกคนก็ต้องเกรงกลัวต่อบาป หรือถ้ามีใครสามารถฝึกตนเองจนรู้ถึงนรก ไปเห็นความไม่สวยงามในนรก อาจจะเกิดความกลัว ไม่ทำในสิ่งที่ผิดได้ จงทำมันซะเดี๋ยวนี้ซิ ทำมันไปได้ประโยชน์แน่นอน และพยายามฝึกจิตใจให้สงบ แผ่เมตตาไว้ ทำใจให้เป็นสมาธิ สมาธินั้นเราสังเกตุได้ ๓ ทาง คือ นิ่ง เฉย เงียบ แต่จะเงียบแบบคนตายแล้วนั้น มักจะเงียบไปเฉพาะชาตินี้ ชาติต่อไปก็ไม่เงียบ มันก็เกิดอีก เพราะจิตมันจะมาเกิดอีก มันอยากได้ อยากดี อยากเป็นอยู่ตลอดเวลา

เราทุกคนที่ใจกำลังจะคิดทำความดีนั้น ทำไปเถิด ความดีนั่นแหละ ดีแน่ๆ แต่ถ้าใจตอนนี้กำลังคิดจะทำความชั่ว ก็ให้รีบงดเสียเถิด จะปล่อยให้เวลาที่คิดนั้น ล่วงเลยไป อย่าลืมว่า เวลาเป็นสิ่งไม่แน่นอน แต่ความดีหมั่นทำไว้เสมอนั้นแน่นอน ตายแล้วก็พาเอาความดีติดตามไปถึงชาติหน้าได้อีก คนที่ซึ้งในคุณค่าของความดีจริงๆ เขาจะรอคอยจนกว่า จะถึงเวลาที่ความดีจะให้ผลได้เสมอ

ตรงกันข้ามคนชั่ว ที่ฉลาดในการปกปิดความชั่วของตนจนคนอื่นไม่รู้ หรือรู้แต่ทำอะไรเขาไม่ได้ ชีวิตของเขาจะรุ่งเรืองอยู่เสมอ คนอย่างนี้ก็มีอยู่ไม่น้อยในกลุ่มของคนที่มีการเรียนดี แต่เราอย่าท้อถอยจงเชื่อว่าความชั่วที่สะสมไว้ทุกๆ วันนั้น มันก็จะมากขึ้นเป็นอันดับ ซึ่งในวันหนึ่ง ความชั่วนั้นจะต้องปรากฏออกมาให้ผู้อื่นรู้ แต่คนที่มีนิสัยเลวร้ายไม่นึกถึงความดี มัวแต่นึกถึงความชั่วที่คนอื่นกระทำได้ผลดีแล้ว โดยไม่นึกผลร้ายที่จะเดินมาสู่ทีหลัง เวลาเขาจับได้ก็หาว่าเขาโง่ หรือตัวเองฉลาดกว่าเขา หารู้ไม่ว่า ตัวเองหลอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา

อาตมาขอยืนยันว่า คนที่ไม่ถูกหลอกเลย มีประเภทเดียว คือ คนที่ยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น คนโดยมาก ถ้าเก่งในทางไหน มักจะพูดถึงตัวเองในทางนั้น ซึ่งบางทีก็พูดมาก จนคนอื่นรำคาญหรือเหตุที่ตัวเด่นในทางนั้นจริง เลยเกิดเข้าใจผิดคิดว่า ความดีของคนอื่นซึ่งไม่เหมือนกับของตนไม่สำคัญ เขาไม่ยอมรับความดีของคนอื่น ไม่ยอมรับนับถือความดีในแง่อื่น

มีคนถามว่า ทำไมคนชั่วถึงได้ดีอยู่เสมอ ตัวฉันทำความดีตั้งนาน ไม่เห็นใครเห็นเลย ขอให้พิจารณาให้ถ่องแท้คนชั่วพวกนี้มักใช้ความดีเป็นฉากกำบังความชั่ว เมื่อตอนที่ทำความดี ความชั่วก็ยังไม่เกิดผล เมื่อความชั่วถูกสะสมบ่อยๆ เข้า วันหนึ่งความดีก็ไม่อาจคุ้มครองได้ ตอนนั้นแหละความชั่วก็จะต้องให้ผล หรือที่คนมักพูดกันว่า เพราะบุญเก่ายังมีผลอยู่ ความชั่วในปัจจุบันจึงยังไม่สนอง แต่เมื่อบุญเก่าหมดเมื่อไร บาปที่ทำไว้ก็จะให้ผลทันที

อาตมาภาพเองก็ได้พูดถึงเรื่องการทำความดี ดีกว่าความชั่วให้ญาติโยมฟังมาก็นานพอควรแล้ว และเห็นว่าสมควรแก่เวลา และขอให้ญาติโยมที่นั่งฟังนี้ จงนำไปคิดเพื่อที่จะได้เป็นสิ่งที่ดีงาม สามารถนำไปใช้ในครอบครัวได้

ขอความสุขทั้งหลาย จงมีแต่ญาติโยมทุกท่านเทอญ เอวัง ก็มีประการฉะนี้แล ...”
เทศนาธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ทิม อิสริโก
 วัดละหารไร่ จังหวัดระยอง




"...เวลานี้ยังมีลมหายใจอยู่ ขอให้พากันหายใจด้วยศีลด้วยธรรม ด้วยความดีงาม ลมอันนี้จะมีคุณค่า มีราคา ต่อท่านทั้งหลายในโลกนี้ และก็จะสงบร่มเย็นด้วยการสร้างความดีงาม ไปโลกหน้าก็จะเสวยผลแห่งความดีงามนี้ เป็นความสุขความเจริญต่อไป..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน





"..เราสอนให้ภาวนา ละกิเลส
 แต่ นี่ ภาวนา เอากิเลส

ให้เห็นในปัจจุบัน เป็นหนึ่งเดียว
 มีสติ เห็น ตามความเป็นจริง เท่าที่เห็น
มีปัญญา เลิกละ ความยึดมั่นถือมั่น
 จิตก็หยุด ไม่สงสัย

เป็นการเห็น เพื่อการเลิกละ ทั้งหมด
 เป็นการรู้ เพื่อการเลิกละ ทั้งหมด.."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่สิม พุทธาจาโร






เคยมีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง ถามท่านพ่อลีว่า.. ในเมื่อเป็นพระกรรมฐาน ดำเนินในปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต แล้วทำไมท่านจึงชอบนำพา เหล่าบรรดาญาติโยมจัดงานบุญงานกุศล สร้างพระอยู่เป็นประจำ ไม่มุ่งเน้นพาเหล่าบรรดาญาติโยม ให้ปฏิบัติภาวนาล่ะ ?

ท่านพ่อลีท่านก็ตอบท่านเจ้าคุณรูปนั้นว่า.. "เกล้ากระผม ทำนาไม่ได้เอาข้าวอย่างเดียว แกลบผมก็เอา รำผมก็เอา ฟางผมก็เอา ขอรับ"

โอวาทธรรมคำสอน
องค์ท่านพ่อลี ธมฺมธโร






กายวิเวก

“...เบื้องแรกกายวิเวกสำคัญนะ เมื่อเรามาอยู่กายวิเวกแล้ว จะนึกถึงคำพระสารีบุตรเทศน์ไว้เกี่ยวกับ กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก (อุปธิวิเวก = สงัดจากกิเลส-นิพพาน) กายวิเวกเป็นเหตุให้เกิดจิตวิเวก จิตวิเวกเป็นเหตุเกิดอุปธิวิเวก

แต่บางคนพูดว่าไม่สำคัญหรอก ถ้าใจเราสงบแล้วอยู่ที่ไหนก็ได้ จริงอยู่ แต่เบื้องแรกให้เห็นว่ากายวิเวกเป็นที่หนึ่ง ให้คิดอย่างนี้ วันนี้หรือวันไหนก็ตาม ท่านมหาเข้าไปนั่งอยู่ในป่าช้าไกลๆบ้าน ลองดู ให้อยู่คนเดียว หรือท่านมหาจะไปอยู่ยอดเขายอดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่หวาดสะดุ้ง ให้อยู่คนเดียวนะ เอาให้สนุกตลอดคืน แล้วจึงจะรู้จักว่ามันเป็นอย่างไร เรื่องกายวิเวกนี่

แม้เมื่อก่อนอาตมาเองก็นึกว่าไม่สำคัญเท่าไร คิดเอา แต่เวลาไปทำดูแล้ว จึงนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์สอนให้ไปหากายวิเวกเป็นเบื้องแรก เป็นเหตุให้จิตวิเวก ถ้าจิตวิเวกก็เป็นเหตุเกิดอุปธิวิเวก...”

เทศนาธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ชา สุภัทโท






"..ธรรมะคืออะไร คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง
 ไม่มีอะไร ที่ไม่ใช่ ธรรมะ
 ความชอบ ความไม่ชอบ ก็เป็นธรรมะ

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหน ก็เป็นธรรมะ
เมื่อเราปฏิบัติธรรม เราเข้าใจอันนี้ เราก็ปล่อยวางได้

ดังนั้น ก็ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า
 ไม่ให้ ยึดมั่น ถือมั่น ในสิ่งใด.."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ชา สุภัทโท






"...ชีวิตของคนเรามันไม่มีอะไรแน่นอนทั้งหมด อีกสักวันหนึ่งก็จะต้องตายจากกัน ถึงจะรัก จะเกลียด โกรธขนาดไหนก็เถอะ อีกสักวันหนึ่งก็ไปคนละทิศคนละทาง ไปตามบุญกรรมของแต่ละคน เกิดภพหน้าชาติหน้าก็ลืมหลง

เกิดขึ้นมาเสาะแสวงหาอีก หลงกันอีก เป็นวัฏฏะวน ไม่มีที่สิ้นสุด วกวนไป วกวนมา อยู่อย่างนี้ เหมือนกับมดแดงไต่ขอบกระด้ง วนไปวนมา วนมาวนไป..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: