Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 พฤศจิกายน, 2560, 14:55:54

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทุกอย่างอยู่ที่จิต  (อ่าน 120 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,497
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์, 2560, 06:00:29 »


"ใจนี่แหละที่จะไปรับผลบาป"

ศีลข้อ ๓ ก็เป็นอพรหมจริยา คือไม่ประพฤติผิดพรมจรรย์ พรมจรรย์ก็คือเป็นโสด ไม่มีคู่ครอง แบบนักบวชนี้เขาเรียกพรหมจรรย์ ก็ต้องอยู่คนเดียว นอนคนเดียว ไม่นอนกับแฟน ไม่มีแฟน เรียกว่า ยุติการหาความสุขทางสัมผัสทางร่างกายโผสฐัพพะ ร่างกายสัมผัสกับร่างกายก็ทำให้เกิดมีความสุขขึ้นมา ติดความสุขแบบนี้กัน ถ้าไม่อยากจะกลับมาเกิดก็ต้องเลิกเสพกาม แล้วก็เลิกศีลข้อที่ ๖ให้เราเลิกกินอาหารมากเกินไป ให้กินพอประมาณ กินพออยู่ได้กินวันละมื้อสองมื้อก็พอ หลังจากเที่ยงวันไม่ต้องกิน ไม่ต้องกินข้าวเย็น ไม่ต้องกินตอนค่ำ ตอนก่อนนอน บางคนกินข้าวเย็นแล้วยังต้องกินก่อนจะนอน ไม่งั้นเดี๋ยวนอนไม่หลับถ้าหิว ต้องเลิกหาความสุขจากการรับประทานตามความอยาก ให้รับประทานตามความจำเป็น ร่างกายยังต้องมีอาหารอยู่ รับประทานได้ แต่รับประทานพอประมาณพอให้ร่างกายอยู่ได้ ร่างกายเป็นเหมือนรถยนต์ก็ต้องเติมน้ำมันให้รถยนต์เรื่อยๆ แต่ไม่ต้องเติมให้ล้นถัง เติมจนถังมันพองออกมา ร่างกายของคนเราบางทีรับประทานมากเกินไปมันก็พองขึ้นมา กลายเป็นตุ่มไป นั่นเพราะรับประทานตามความอยาก ถ้าไม่รับประทานตามความอยาก จะไม่พองไม่เป็นตุ่ม จะมีรูปมีร่างมีสัดมีส่วน อันนี้ก็ข้อที่ ๖ ศีล ๘

ศีลข้อ ๑ ข้อ ๒ นี้ก็เหมือนกับศีล ๕ คือไม่ให้ฆ่าสัตว์ไม่ให้ลักทรัพย์ ส่วนศีลข้อที่ ๓ ก็ไม่ให้ประพฤติผิดกาม ถ้าศีล ๕ ยังประพฤติกามได้ แต่ต้องไม่ประพฤติผิดประเพณี คือต้องมีสามีเดียว ภรรยาเดียว คู่เดียว คนที่ถือศีล ๕ นี้เขาหลับนอนกับคู่ครองของเขาได้สามีภรรยา แต่ถ้าถือศีล ๘ ก็ต้องแยกห้องนอนกัน สามีกับภรรยาต้องแยกห้องนอนกันถ้าถือศีล ๘ แล้วก็ข้อที่ ๔ ก็เหมือนกันไม่ให้พูดปดข้อที่ ๕ ก็เหมือนกันไม่ให้ดื่มสุรายาเมา ถ้าถือศีล ๕ ก็ถือแค่ห้าข้อนี้ ถ้าถือศีล ๕ นี้ยังไม่พอที่จะหยุดความอยาก ยังต้องกลับมาเกิดใหม่ แต่ถ้าถือศีล ๕ ได้จะไม่ไปเกิดในอบาย ศีล ๕ นี้รับประกันว่าถ้าจะเกิดไม่ไปเกิดในอบาย ถ้ารักษาศีล ๕ ได้ห้าข้อนี้ ตายไปไม่ต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ไม่ต้องไปตกนรก ไม่ต้องไปเป็นเปรต ไม่ต้องไปเป็นผี ตายไปแล้วก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ได้ ถ้าได้ทำบุญก็ได้ไปสวรรค์ก่อน ไปเที่ยวก่อน แล้วค่อยกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ คนที่ถือศีล ๕ นี้ก็เป็นการประกัน แต่นี่เรียกประกันภัย ภัยก็คืออบาย ไม่ต้องไปเกิดในอบาย ศีล ๕ นี้เขาเรียกว่าเป็นการประกันภัยไม่ให้ไปเกิดในอบาย พระพุทธเจ้ารับรองว่า ถ้าใครรักษาศีล ๕ ได้นี้ จะไม่ต้องไปเกิดในอบาย เช่นพระอริยบุคคลขั้นที่หนึ่ง พระโสดาบันนี้ ท่านรักษาศีล ๕ ได้ ท่านจะรักษาศีล ๕ ได้บริสุทธิ์ตลอดชีวิต เพราะ ท่านมีปัญญา ท่านเห็นตัวท่าน เห็นใจของท่าน เห็นใจของคนที่ทำบาปว่าไปเกิดในอบายกัน เหมือนเราเห็นคนที่ไปติดคุกติดตะราง เราก็ไม่กล้าทำผิดกฏหมายกัน เพราะเราไม่อยากไปติดคุกติดตะรางกัน แต่คนที่กล้าทำบาป ก็เพราะเขาไม่เห็นอบายกัน เขาไม่เห็นคุกเห็นตารางกัน และเขาไม่เห็นคนที่ ไปติดคุกติดตะรางว่าคือใคร เขาคิดว่าตายไปแล้วก็จบใช่ไหม ใครจะไปอบายกัน ใครจะไปเกิดเป็นเดรัจฉาน เป็นเปรตกัน เพราะเขาไม่เห็นใจ ใจนี้ไม่มีรูปร่าง ใจนี้เป็นผู้ที่ใช้ให้ร่างกายทำอะไรต่างๆ ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ใจนี่แหละที่ไม่มีรูปร่างนี่แหละ ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย แล้วพอร่างกายนี้ตายไป ใจนี่แหละที่จะไปรับผลบาปไปติดคุกติดตะราง ตะรางของใจก็คืออบาย มีอยู่สี่แดน แดนเดรัจฉาน ก็เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แดนของเปรต แดนของอสุรกาย และแดนของนรก นี่ก็เหมือนคุกตะรางเขาก็แบ่งเป็นแดนๆ ไป ขึ้นอยู่กับโทษหนักโทษเบา

อันนี้ก็เหมือนกัน อบายก็เป็นเขตที่เขาขังผู้ที่ทำบาป ที่ทำบาปหนัก ทำบาปเบา บาปหนักก็นรก รองลงมาก็อสูรกาย รองลงมาก็เปรต รองลงมาก็เดรัจฉาน อันนี้คนที่ไม่เห็นตัวของเขาเอง คือไม่เห็นใจ ไม่เห็นอบาย เขาก็จะไม่กลัวบาปกัน เหมือนกับคนที่ไม่เห็นคุกเห็นตะราง.

สนทนาธรรมมะบนเขา
 วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






"เจิมคนขับ เจิมด้วยสติ อย่าเมาแล้วขับ"

ถาม : ตรุษจีนที่ผ่านมาเห็นมีคนรู้จักบางส่วนไหว้รถโดยมีความเชื่อที่บอกว่าทุกรถมีแม่ย่านางอยู่ แล้วกราบไหว้เพื่อแสดงความเคารพ ถามว่าแม่ย่านางมีจริงหรือเปล่าครับ หรือเป็นความเชื่อที่กราบไหว้แล้วทำให้รู้สึกดี

พระอาจารย์ : ก็เป็นความเชื่อ พอเชื่ออะไรแล้วก็ต้องทำตามความเชื่อ แต่มันก็ไม่มีอะไรหรอก รถมันจะพังมันก็พัง รถมันจะชนกันมันก็ชนกัน มันจะพังหรือไม่พังอยู่ที่คนขับซะมากกว่า คนขับถ้ามีสติมันก็ปลอดภัยเป็นส่วนใหญ่ ถ้าไม่มีสติมันก็เจออุบัติเหตุบ่อย เมื่อก่อนมีออกรถใหม่ก็จะมาให้เราเจิม เราบอกอย่าไปเจิมรถเลย รถเขาทำมาดีแล้วเจิมคนขับน่ะ เจิมด้วยสติ อย่าเมาแล้วขับเข้าใจไหม เมาขับก็เดี๋ยวก็ชนแน่ๆ เจิมคนดีกว่า (หัวเราะ) เจิมด้วยสติ เวลาขับรถให้มีสติให้ใจเย็นๆ ให้มีความเมตตา อย่ารีบร้อน ท่องพุทโธๆ ไป ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง เราจะปลอดภัย

อย่างมีนิทาน เวลามีคนออกรถใหม่เขาก็เอาไปกราบหลวงพ่อคูณ ให้หลวงพ่อคูณช่วยเจิมให้ หลวงพ่อคูณบอกว่ามึงขับรถเร็วแค่ไหน แค่ 120 เท่านั้นหลวงพ่อ โอ้ย!! แค่ 80 กูก็กระโดดลงแล้วแหละ (หัวเราะ).

สนทนาธรรมะบนเขา
 วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





"...พวกท่านทั้งหลาย แสดงความสนใจในการบำเพ็ญภาวนา ก็พากันบำเพ็ญภาวนาไป ไม่ต้องไปห่วงไปสนใจกับวัตถุมงคล อันเป็นของภายนอกนี้

แต่สำหรับผู้มีจิตใจเพลิดเพลินอยู่ ยังยินดีในการเกิดตายในวัฏฏสงสาร ยังไม่สามารถหันมาสู่การปฏิบัติธรรมได้ ก็ให้อาศัยวัตถุภายนอก เช่นวัตถุมงคลนี้เป็นที่พึ่งไปก่อน อย่าไปตำหนิติเตียนอะไรเลย

ครั้นเขาเหล่านั้นประสบเหตุเภทภัยมีอันตรายแก่ตน และเกิดแคล้วคลาด ด้วยคุณแห่งพระรัตนตรัยก็ดี โดยบังเอิญก็ดี ก็จะเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ในพระพุทธศาสนาได้ในภายหลัง ซึ่งจะเป็นเหตุให้เจริญงอกงาม ในทางที่ถูกต้องได้เอง..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ดูลย์ อตุโล







“...พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทำกรรมใดไว้ จะได้รับผลของกรรมนั้น แน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไปทำพิธีตัดกรรม ก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า...”

“...การตัดกรรม ก็คือหยุดทำความชั่ว ความบาป การตัดเวร ก็คือหยุดการพยาบาทอาฆาตจองเวรซึ่งกันและกัน

เพราะฉะนั้น การที่เราไปทำพิธีตัดกรรมนี่ หมายถึง ตัดผลของบาป มันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด...”

 โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อพุธ ฐานิโย






"...จิตนี้เป็นนักเดินทาง เดินทางไกลจนหาที่ยุติไม่ได้ แล้วยังต้องเดินไปดวงเดียว

มีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงคนที่รักมากเท่าใด เมื่อตายแล้วเขาก็ไม่ไปกับเรา มีแต่เพียงเราลำพังเท่านั้น เดินทางอยู่คนเดียวไม่มีเพื่อนพ้อง..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท







“...คนเราจะเป็นสุข เมื่อรู้จักพอดี

ไม่มีใครได้อะไรตลอดไป หรือเสียอะไรตลอดไป

ไม่มีใครหรือสิ่งไหนคงอยู่ตลอดไป โดยไม่สูญสิ้น

 ขอเพียงแค่รู้จักพอดี ทุกคนจะเป็นสุข...”

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่บุดดา ถาวโร





"..บุญถ้าไม่ทำเพิ่มเติม ก็หมดไปได้ เหมือนน้ำในโอ่ง หากไม่ตักเพิ่ม ในที่สุดก็แห้งหมดไปได้.."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ





"...จงพยายามให้เรากินกาล อย่าให้กาลกินเรา วันคืนล่วงไปๆ อย่านิ่งนอนใจ ให้รีบเร่งทำความเพียร

แม้พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นเพียงผู้บอก ส่วนจะได้สมบัตินั้นเราต้องเป็นผู้ทำเอง..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ขาว อนาลโย







มีสติแนบกับความรู้ ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
 พิจารณาลมหายใจเป็นไตรลักษณ์
 หรือพิจารณากายคตาสติ
 คือ พิจารณาร่างกายมองกระดูก
 เอามันจุดเดียวก็ได้ ไม่ต้องนึกต้องคิด
มันจะแจ้งมันเอง
 เห็นหมดในร่างกาย
 แจ้งในความไม่มีอะไรเป็นเรา มีแต่ของสกปรก
 เอาให้เห็นความโง่ บรมโง่ของเรา
 ของมันเน่า มันเปื่อยมีแต่ของสกปรก
 เราหลงรักหลงยึด จนจะตายกับของไม่เที่ยง
 แถมไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
 มีแต่ของโสโครก

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร






เรามาอาศัยกายนี้ทำคุณงามความดี
 ร่างกายนี้ไม่ได้อยู่กับเรานานเท่าไรนะ
 มันคร่ำคร่าชราภาพไปเรื่อย
 มันเดินตามทางมันไปอยู่แล้ว ห้ามมันไม่อยู่
 มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
 มันเป็นสภาพสูญห้ามไม่อยู่
 ดังนั้นจงรีบทำความเพียรให้อาสวะกิเลสมันสิ้นไปโดยเร็ว

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร





เป็นนักภาวนา ให้ภาวนาเอาให้รู้อย่างเดียว ใจเรามันชั่ว ปัญญาตัวรู้นี่แหละทำให้เราฉลาด อย่าเอาหลายอย่าง เอาตัวรู้อย่างเดียว จับปลาหลายมือ มันก็คว้าน้ำเหลว จับรู้อย่างเดียว หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้
 หลวงปู่ท่อน ญาณธโร





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: