Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
19 กันยายน, 2560, 18:33:10

   

ผู้เขียน หัวข้อ: 4 อุปาทาน  (อ่าน 144 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 29 กันยายน, 2559, 20:16:12 »

คำว่าอุปาทานในภาษาบาลี มันหมายความอย่างหนึ่ง ในภาษาไทยมันหมายความอีกอย่างหนึ่งต่างหาก...

ความหมายที่แท้จริงในภาษาบาลีนั้น คำว่า “อุปาทาน” นี้ เป็นมูลเหตุโดยเฉพาะของสิ่งที่เป็นความทุกข์ทั้งหมด และโดยเฉพาะก็เป็นมูลเหตุของความรู้สึกว่า “เรา” ว่า “ของเรา”. ในการที่มีความสำคัญมั่นหมายว่า “เรา” หรือ “ของเรา” นั่นแหละ คืออุปาทาน. แต่แล้วมันมีขอบเขตกว้างจนถึงกับต้องแบ่งออกเป็น ๔ ประเภทด้วยกัน :

อันที่หนึ่ง เรียกว่า อุปาทานในกาม คือของรักของใคร่,
อันที่สอง เรียกว่า อุปาทานในความคิดความเห็นของตัว,
อันที่สาม เรียกว่า อุปาทานในสิ่งที่ประพฤติผิด ๆ มาจนชิน,
อันที่สี่ เรียกว่า อุปาทานในคำพูดว่า “เรา” ในลัทธิว่า “เรา”

อุปาทานในความหมายที่หนึ่ง คำว่า “กาม” หมายถึงความรู้สึกในทางเพศ ที่ยึดมั่นในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรืออะไรก็ตาม ที่เป็นที่ตั้งแห่งความรักใคร่ทางเพศฉะนั้นเราจึงมีอุปทานในสิ่งที่เป็นที่ตั้งของความรักใคร่ทางใหม่ ด้วยอุปาทานที่มีนามว่า “กามุปาทาน”. ในบุคคลทุกคนมีกามุปาทาน ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย สำหรับจะยึดมั่นในสิ่งที่ตัวรักตัวใคร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของความรู้สึกทางเพศ อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย เหล่านี้, มันมีอำนาจ มีขอบเขต มีอะไรอย่างไร ก็ลองไปพิจารณาดูเองแล้วก็ยึดมั่นโดยความเป็นของเรา หรือว่า “เรา” เป็นผู้บริโภค เป็นผู้เสวย เป็นเจ้าของ แล้วมันก็เป็นของเรา. ยึดมั่นในกามด้วยความรู้สึกอย่างนี้เรียกว่า “กามุปาทาน”.

อุปาทานในความหมายที่สอง คือยึดมั่นในความคิดเห็น. ความคิดเห็นของผู้ใด ผู้นั้นจะมีความยึดมั่นจนถึงขนาดที่เรียกว่าลืมตัว จนไม่ยอมฟังผู้อื่นหรือฟังผู้อื่นไม่เข้าใจนี้อย่างหนึ่ง และโดยมากความยึดมั่นนั้นผิด แต่ที่แน่นอนที่สุด เป็นเรื่องระดับสูง ๆ คือเรื่องทางจิตใจ ทางศาสนา ความเห็นของเขาผิดทั้งนั้น.

คนธรรมดาสามัญจะมีความเห็นผิดในเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ฉะนั้นเขาจึงมีความเห็นกลับตรงกันข้าม เป็นเที่ยงแท้ถาวร เป็นสุข เป็นของเรา อย่างนี้เป็นต้น; และความเห็นอย่างอื่น ๆ เช่นว่า อะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อย่างนี้เห็นผิดกลับกันเสียหมด คือเห็นสุขเป็นทุกข์ เห็นดีเป็นชั่ว เห็นกงจักรเป็นดอกบัว. นี่แหละเป็นตัวอย่าง แล้วก็ยึดมั่นอย่างยิ่ง ความยึดมั่นอย่างนี้เรียกว่า “ทิฏฐุปาทาน” ยึดมั่นด้วยทิฏฐิในสิ่งที่เป็นที่ตั้งของทิฏฐิ แล้วแต่ว่าอะไรมันจะเป็นที่ตั้งของทิฏฐินั้น ๆ แล้วก็ยึดทิฏฐิคือความเห็นนั่นแหละ อย่างไม่ลืมหูลืมตา แล้วก็ผิดทั้งนั้น.

ในเรื่องนี้ แม้จะเป็นความเห็นที่ถูก ก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น จำเป็นอะไร ที่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นให้เป็นทิฏฐิของกู ยอมใครไม่ได้ คนอื่นผิดหมด มีถูกอยู่คนเดียวอะไรทำนองนี้ นี้เรียกว่า อุปาทานยึดมั่นในทิฏฐิความคิดเห็น.

อุปาทานในความหมายที่สาม ยึดมั่นในสิ่งที่เคยประพฤติผิด ๆ มาจนชิน โดยไม่รู้. ทีแรกเคยทำมาอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น โดยไปมีเหตุผล; หรือทำสิ่งที่ถูก–ที่ดี แต่ด้วยความเข้าใจผิด แล้วไม่ยึดมั่น; อย่างนี้ก็เรียกว่า อุปาทานเหมือนกัน. เช่นเราตื่นขึ้นต้องล้างหน้า นี้มันถูกที่สุด เพราะใบหน้ามันควรล้าง แต่แล้วไปยึดมั่นว่ามันจะทำให้มีเสน่ห์ มีราศี มีอะไรในทำนองไสยศาสตร์ การล้างหน้าอย่างนั้นมันก็กลายเป็นไสยศาสตร์ไป.

นี้เป็นตัวอย่างเท่านั้น เรื่องจริงยังมีมากมาย หลายสิบเรื่อง ที่ท่านทั้งหลาย หรือคนธรรมดาสามัญกำลังมี. เคยกลัวอะไร ก็กลัวอยู่อย่างนั้น เช่นกลัวจิ้งจกตุ๊กแก ลูกหนูก็ยังกลัวอยู่อย่างนั้นแหละ; มันเป็นเรื่องที่ละไม่ได้ เพราะมีความยึดมั่นในสิ่งที่ได้เชื่อได้ถือได้ประพฤติได้ปฏิบัติ มาอย่างงมงายจนชิน.

อย่างมีพระพุทธรูปก็มีอย่างเป็นเครื่องราง ไม่ใช่มีอย่างเป็นอนุสรณ์ของพระพุทธเจ้า หรืออะไรทำนองนั้น ฉะนั้น จึงมีอะไรที่กระทำกันอย่างงมงายทั่ว ๆ ไป ในลัทธิศาสนานั่นเอง. คำว่างมงาย ก็คือที่ยังถูกยึดมั่นถือมั่นไว้ในฐานะเป็นของถูกต้องนี้ก็เรียกว่าอุปาทานในวัตรปฏิบัติ, มีความยึดมั่นถือมั่นในวัตรปฏิบัติ คือสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติเป็นประจำนั้น ถึงแม้กระทำถูก กระทำดี ก็มีความงมงาย จนกลายเป็นเรื่องน่าหัวเราะไป และส่วนมากก็ไปยึดมั่นถือมั่นในความงมงาย ด้วยความงมงาย เพื่อความงมงาย. สิ่งนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา แต่ก็มีอยู่ในวงพวกพุทธบริษัททั่ว ๆ ไป. เรื่องศาลพระภูมิ เรื่องอะไรต่าง ๆ ก็อยู่ในพวกนี้เพราะความขลาดกลัว เพราะความหวัง เพราะอะไรหลาย ๆ อย่าง ทำให้รักษาความงมงายไว้ ในฐานะเป็นความยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้เขาเรียกว่า “สีลัพพตุปาทาน” ซึ่งอาจแปลกหูสำหรับท่านทั้งหลายก็ได้.

อุปาทานในความหมายที่สี่ อันสุดท้าย คือยึดมั่นด้วยสำคัญว่า “ตัวกู” มีชื่อว่า “อัตตวาทะ”. ความรู้สึกอะไรที่เป็นเหตุให้พูดออกมาว่า “ตัวฉัน” หรือ “ของฉัน” อันนั้นเรียกว่า “อัตตวาทะ” เป็นชื่อของความเข้าใจผิดอยู่ข้างใน ยึดมั่นในตัวตนว่า “เรา” ว่า “ของเรา” ด้วยอัตตวาทะนี้เอง. อุปาทานชนิดนี้ ยิ่งมีกันมาก คือพูดได้ว่ามีกันทุกคน แล้วแต่ว่าจะขนาดหนัก หรือขนาดเบา.

เรามองดูอีกทีหนึ่งก็คือในฐานะที่มันเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของสัตว์ที่มีชีวิต มันก็มีแน่นอน มันเป็นความรู้สึกที่เป็นไปเองตามสัญชาตญาณได้ด้วย อันนี้เรียกว่า “อัตตวาทุปาทาน” คืออัตตวาท   อุปาทาน = อัตตวาทุปาทาน.

ทั้ง ๔ อุปาทานที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เรียกว่า “อุปาทาน” เฉย ๆ แล้วท่านทั้งหลายก็ลองเปรียบเทียบดูเองว่าคำว่า “อุปาทาน” ในภาษาศาสนานั้น มันต่างกันอย่างไร กับในภาษาไทยตามธรรมดา.
พุทธทาสภิกขุ #จดหมายเหตุพุทธทาสที่มา : ตุลาการิกธรรม เรื่อง “เรา” ที่ประกอบ หรือไม่ประกอบด้วยธรรม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: