Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 กันยายน, 2560, 00:20:16

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวิตนี้ธรรมชาติสร้างมาดีแล้ว  (อ่าน 177 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 04 กันยายน, 2559, 16:14:30 »

ชีวิตนี้ธรรมชาติสร้างมาดีแล้ว

ชีวิตนี้ธรรมชาติสร้างมาดีแล้ว ดีสำหรับทุกคนจะดำรงตนให้มีความสุขได้ นี่สร้างมาดีคืออย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้เรารับเอาไม่ดี ใช้มันไม่ดี ก็เลยไม่ได้รับประโยชน์ตามที่ธรรมชาติกำหนดให้

ดังนั้นจึงขอพูดย้ำว่าสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนี้ธรรมชาติสร้างมาดีแล้ว สำหรับคนจะมีความสุขได้โดยแท้จริง แต่ว่าเราไม่ได้ใช้ให้ตรงตามนั้น เพราะว่าเราไม่ประสีประสาว่าธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร คืออะไร สร้างมาอย่างไร เราเหมือนกับคนตาบอดในเรื่องอันลึกซึ้งนี้

ทีนี้มันยังร้ายไปอีกว่า ไปใช้มันในทางที่ตรงกันข้าม คือเขาจัดมาให้สำหรับจะเป็นสุข เราใช้ไปในทางที่ตรงกันข้าม กลายเป็นทุกข์ เต็มไปด้วยความทุกข์ เขาสร้างมาสำหรับได้สวรรค์ มีสวรรค์ แต่เรากลับมาสร้างนรก สร้างเป็นนรก หรือเป็นอบาย เราฝืนธรรมชาติแห่งวิวัฒนาการ เราต่อต้านธรรมชาติ สวนทางกับธรรมชาติเพื่อทำลายตัวเราเอง...

นี้ส่วนจิตใจ เขาได้ใส่ธรรมชาติแห่งโพธิ คือธรรมชาติแห่งการรู้อะไรต่างๆได้มาให้ ใจสามารถที่จะรู้ได้ทุกอย่างที่ควรจะรู้ แต่แล้วคนก็ไม่ได้ใช้จิตใจในลักษณะเช่นนั้น ไปรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ ไม่ได้รู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ ถ้าไปรู้ก็รู้ผิดๆ สิ่งที่ควรจะรู้ให้ถูกก็กลายเป็นรู้ผิดๆ นี้เรียกว่าไม่สมกับที่ว่า เขาสร้างจิตใจมาให้อย่างไร
ผู้ที่มีความรู้

เขารู้และเขาถือกันเป็นหลักว่า ธรรมชาติแห่งโพธิ มีอยู่ในจิตใจของคนทุกคน จิตนั้นจึงสามารถรู้อะไรได้ ยิ่งถ้าไปอบรม บ่มที่เรียกว่าบ่มจิตใจ คือเจริญภาวนาด้วยแล้ว ก็ยิ่งรู้อะไรมาก รู้จนถึงที่สุด รู้จนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ เขาจึงกล้ากล่าวกันว่าธรรมชาติแห่งพุทธะมีอยู่แล้วในจิตใจของสิ่งที่มีชีวิต ลดลงไปแม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน ก็มีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะอยู่ในจิตใจของมันด้วยเหมือนกัน หากแต่ว่ายังต่ำอยู่ ยังอ่อนอยู่ ยังดิบอยู่ เหมือนเมล็ดพืชพันธุ์ที่ไม่ได้เพาะ หรือว่าเพาะเพียงว่าออกเป็นหน่อมาจากเม็ด มันยังไม่เป็นต้น ยังไม่เติบโต ยังไม่ออกใบ ออกดอก ออกลูก แต่ถ้าเลี้ยงดูให้ดี มันก็จะออกใบ ออกดอก ออกลูกเต็มตามที่ควรจะมี

นี้เรียกว่าโดยจิตใจ ธรรมชาติก็สร้างมาดี ในส่วนที่มีความหมายแห่งจิตใจ และในส่วนที่มีความหมายแห่งสติปัญญา มีจิตใจเราหมายถึงกำลังจิต คือจะมีจิตเข้มแข็งพอที่จะทำหน้าที่ของจิต ส่วนสติปัญญานั้น มีความรู้ มีปัญญา มีไหวพริบ มีปฏิภาณพอที่จะรู้อะไรได้ถูกต้อง รวดเร็วทันทีอย่างนี้ เรียกว่าทางจิตใจก็สร้างมาดี ทั้งส่วนที่เป็นจิต และส่วนที่เป็นปัญญา แปลว่าร่างกายก็สร้างมาดี จิตใจก็สร้างมาดี สำหรับถึงที่สุดของความดี หรือความประเสริฐที่มนุษย์ควรจะได้รับ แต่แล้วทำไมมนุษย์ส่วนมากในโลกนี้ไม่ได้รับในสิ่งที่ควรจะได้รับ กลายไปช่วยกันสร้างสิ่งที่น่าเกลียดน่าชังคือวิกฤตการณ์ ความยาก ความลำบาก ทนทรมานอยู่ในชีวิตนั้น

นี่คือข้อที่จะขอร้องให้พวกเรามองดูเป็นพิเศษ ว่าชีวิตนี้ธรรมชาติสร้างมาดีแล้วสำหรับจะดี นี้คนมันไม่ได้ใช้ไปในทางที่จะทำให้ดี แต่ใช้ไปในทางที่จะให้ตรงกันข้าม เรียกว่าเราฝืนธรรมชาติ ฝืนวิวัฒนาการของธรรมชาติ เราต่อต้านธรรมชาติเพื่อทำลายตนเอง ก็ลองคิดดูเถอะว่าเป็นคนโง่หรือเป็นคนฉลาด ฝืนธรรมชาติเพื่อทำลายตัวเราเอง

ธรรมชาติ มีอำนาจเฉียบขาดราวกับว่าเป็นพระเจ้าสูงสุดอันไม่เชื่อฟังใคร เฉียบขาดไปตามกฎของธรรมชาติ เฉียบขาดยิ่งกว่าสิ่งใดที่มนุษย์รู้จักกันอยู่...กฎของธรรมชาตินั้นเฉียบขาด ไม่เห็นแก่หน้าใคร ควรจะถือเอากฎของธรรมชาตินี้แหละว่าเป็นพระเจ้า

ถ้าเรามองเห็นความจริงข้อนี้ว่าธรรมชาติมีอยู่อย่างนี้ เราโง่ต่อธรรมชาติ ใช้ธรรมชาติไปในทางผิด เราก็จะรู้สึกว่าแหมเรานี้มันช่างโง่เสียจริงๆ คือมันช่างมีอวิชชามากเกินไปเสียจริงๆ แล้วความเป็นพุทธบริษัทของเราก็เป็นหมัน สูญเปล่าอย่างน่าละอาย...

ความรู้ของพุทธบริษัทนั้นจะรู้จักธรรมชาติว่าชีวิตนี้ธรรมชาติสร้างมาดีแล้วสำหรับจะมีความสุขตามลำดับ ตามลำดับขึ้นไป จนถึงระดับสุดท้าย เราไม่รู้เราก็ใช้ไม่ได้ ยังแถมรู้ผิด ใช้ไปในทางผลตรงกันข้าม จึงสูญเสียความเป็นพุทธบริษัทไปอย่างน่าละอาย ละอายแก่ใคร ละอายแก่ผู้รู้ก็ได้ ละอายแก่สัตว์เดรัจฉานที่มันมีความทุกข์น้อยกว่าคนก็ได้ในกรณีที่คนมีความทุกข์มากกว่าสัตว์เดรัจฉานก็ควรจะละอายสัตว์เดรัจฉาน ทั้งนี้ก็เพราะว่าคนนั้นมันไม่รู้เรื่องของธรรมชาติเอาเสียเลย

ขอให้เราลืมตารู้จักธรรมชาติในข้อที่ว่าชีวิตนี้ธรรมชาติสร้างมาดีแล้ว แล้วเราจงรับเอาความดีหรือคุณสมบัติอันนี้มาศึกษา มาประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้อง ไม่มีความทุกข์ใดๆมาแผ้วพานได้ เป็นสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ

พุทธทาสภิกขุ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: