Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
19 พฤศจิกายน, 2561, 22:34:19

   

ผู้เขียน หัวข้อ: รวมคำสอนจากพระอาจารย์ 2559  (อ่าน 2854 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: 1 2 3 [ทั้งหมด]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 18 สิงหาคม, 2559, 21:26:41 »

หลวงปู่ท่านสอนว่า ให้พวกเราลูกหลานรู้จักการสวดมนต์ไหว้พระให้เป็นกิจวัตรในทุกๆวันทุกคืน เสียงสวดมนต์จะช่วยขจัดมลทินต่างๆที่มากล้ำกลายมาในบริเวณเขตรั้วเคหะสถานได้ สวดนานๆเข้าทุกวันจะเกิดเป็นกำแพงแก้วบังภัย ถ้ามีโจรขโมยจะขึ้นบ้าน เทวดาจะนิมิตบอกเหตุหรือทำให้เกิดลางสังหรณ์ เสียงสวดมนต์เราลอยไปถึงไหนไปตกอยู่เขตไหนไปไกลแค่ไหนเป็นมงคลที่นั่น เป็นกำแพงอยู่ที่นั่น จะขจัดมลทินต่างๆสิ่งไม่ดีต่างๆให้ค่อยหมดไป เกิดเป็นสิริมงคล เเละเป็นบุญ ไม่ต้องนิมนต์ท่านไปสวดหรอกนะ ให้สวดกันเอง

...หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 18 สิงหาคม, 2559, 21:28:04 »

ทำบุญเองเสียตั้งแต่บัดนี้

เราอย่าไว้ใจคนอื่นเลย เมื่อเราตายแล้วเขาจะทำบุญหาอย่างนี้นะ
ไม่ควรคิดอย่างนั้น เผื่อว่าเขาไม่ทำให้ล่ะ เราก็ยากเราก็ลำบากสิบัดนี้นะ เราจะไปไว้ใจคนได้ไงล่ะ แต่ใจตัวเอง ตัวเองก็ยังห้ามไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้น อย่าไปไว้ใจคน มันจะจนใจเอง เพิ่นว่า

เราทำเอาเสียแต่ยังชีวิตอยู่นี้ ทำเอาให้เต็มความสามารถซิ เรามีช่องทางไหนที่จะก่อให้เกิดบุญเกิดกุศล เราก็ทำเอาแหละ...มันเป็นอย่างนั้น

เมื่อเราทำถูกทางแล้ว กุศลมันก็เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป นี่หมายความว่า ชีวิตของคนเรานี่ จะมีความสุขมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับบุญกุศลโดยตรง

บุญกุศลที่เป็นหนทางไปสู่โลกุตตรธรรมก็มี บุญกุศลที่นำจิตวิญญาณนี้ไปเกิดสวรรค์ชั้นฟ้าก็มี บุญกุศลที่นำดวงจิตวิญญาณนี่ให้เกิดเป็นคนอีกก็มี มันแล้วแต่ใครสร้างบุญมากน้อยเพียงใด บุญมันก็แต่งให้ตามกำลังของบุญที่ผู้นั้นทำนั่นแหล่ะ

# หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย#
ธรรมเทศนาของหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 18 สิงหาคม, 2559, 21:47:58 »

ผู้มีทิฏฐิมานะ ! เท่ากับพกพาความโง่ไว้เต็มตัว แล้วเดินไปมาอย่างไม่รู้ตัว ให้อดกลั้นข่มทิฏฐิมานะลงให้ได้ในทุกกรณี‬ ที่เราทำ ทำเพื่อคุณธรรมในตัว ไม่มัวหลงโต้เถียงเอาทิฏฐิ"

...หลวงปู่ไม อินทสิริ...หลวงปู่สอนศิษย์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 18 สิงหาคม, 2559, 22:03:04 »

ตอนที่พระอาจารย์สุเมโธไปวัดหนองป่าพงครั้งแรก ท่านเป็นลูกศิษย์ชาวตะวันตกคนแรกของหลวงพ่อชา ซึ่งก่อนจะมาอยู่กับหลวงพ่อชา ท่านอาจารย์สุเมโธเคยได้ฝึกปฏิบัติสมาธิที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ที่ท่านบวชเป็นสามเณรอยู่ ๑ ปี ในตอนนั้น ท่านเพิ่งบวชเป็นพระได้ใหม่ๆ สำนักแห่งนั้น เน้นให้ปฏิบัติตามวิธีของท่านมหาสีสยาดอ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติจากประเทศพม่า โดยให้เดินจงกรม สลับกับนั่งสมาธิ แบบกำหนดไว้ที่ท้อง หายใจเข้าท้องพองภาวนาว่าพอง-หนอ หายใจออกท้องยุบภาวนาว่ายุบ-หนอ หรือแม้กระทั่งการกำหนดแบบอานาปานสติ ดูลมหายใจเข้าออกที่กระทบปลายจมูก หายใจเข้า ภาวนาว่าถูก-เข้า-หนอ หายใจออกภาวนาว่าถูก-ออก-หนอ อันเป็นการกำหนดทั้งต้นลม กลางลม ปลายลม ซึ่งเป็นรูปแบบการปฏิบัติทางพม่าของท่านอาจารย์มิงกุลเชตวันสยาดอ ผู้เป็นอาจารย์ของท่านมหาสีสยาดออีกทีหนึ่ง พออาจารย์สุเมโธปฏิบัติแล้ว ท่านเห็นว่าใจมันเหี่ยวแห้งไม่แช่มชื่น

จากนั้น ท่านจึงทดลองปฏิบัติตามแนวของพุทธศาสนานิกายเซน โดยฝึกจากหนังสือแปลเกี่ยวกับการฝึกสมาธิแบบเซนที่ท่านอาจารย์ซื่อยุน (Hsu Yun) เผยแผ่วิธีอยู่ที่ประเทศฮ่องกง สมัยนั้น ท่านอาจารย์ซื่อยุน แม้จะมีอายุถึง ๑๑๕ ปี แล้ว ก็ยังนำสอนการฝึกสมาธิอยู่ อาจารย์ซื่อยุนมีแนวปฏิบัติที่แตกต่างจากวิธีของหลวงพ่อชาอย่างสิ้นเชิง ท่านใช้วิธีที่เรียกว่า แนวปฏิบัติแบบฮั่วโทว (Hua-tou) หรือการตั้งคำถาม ถามตัวเองว่า “ฉัน เป็น ใคร”หรือคำถามในลักษณะคล้ายๆ กันนี้ ซึ่งเป็นวิธีพยายามกลับมาอยู่กับสภาวะ “รู้”

อาจารย์สุเมโธ ถามหลวงพ่อชาว่าท่านจะใช้วิธีเหล่านี้ได้ไหม และท่านจะใช้วิธีในแบบเฉพาะนี้ปฏิบัติต่อไปได้ไหม หลวงพ่อชาถามถึงวิธีที่ท่านปฏิบัติอยู่ ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติ และถามวิธีที่ท่านนำมาประยุกต์ปฏิบัติ จากนั้น หลวงพ่อชาตอบท่านว่า “ได้สิ ถ้าใช้วิธีนี้แล้ว ได้ผลดี ก็ปฏิบัติได้”

หลวงพ่อชาเป็นผู้ที่เปิดใจกว้างต่อแนวปฏิบัติที่หลากหลาย และสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติทดลองทำดู ท่านเปรียบเทียบการปฏิบัติว่า เหมือนกับการพิจารณาอาหารที่เรารับประทาน อาหารบางอย่างรับประทานแล้วก็ท้องเสีย อาหารบางอย่างทำให้แข็งแรงมีกำลัง อาหารบางอย่างก็ทำให้เฉื่อยชาอืดอาด อาหารบางอย่างรสชาติอร่อยแต่ไม่มีประโยชน์อะไรต่อเรา อาหารบางอย่างรสชาติไม่อร่อย แต่ช่วยบำรุงหล่อเลี้ยงร่างกายเรา ต้องพิจารณาเรื่องการปฏิบัติ ที่มีวิธีการไม่เหมือนกัน มีเทคนิคและแนวทางปฏิบัติที่หลากหลาย ในทำนองเดียวกัน กับการที่เราพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากอาหารที่เรารับประทาน คือ เราต้องพิจารณาว่า อาหารรสชาติเป็นอย่างไร เกิดผลเป็นแบบไหน พร้อมทั้งรู้จักว่ามีประโยชน์และมีโทษอย่างไร

หลวงพ่อท่านเล็งเห็นว่า มีทางเลือกและช่องทางปฏิบัติอยู่อย่างหลากหลาย ที่เราต้องเรียนรู้เอาว่า จะมีวิธีปรับใช้ในการปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสมได้อย่างไร การปฏิบัติไม่ใช่อย่างที่พูดกันว่า “ตำรารับรองว่า วิธีนี้ใครเอามาปฏิบัติก็ได้ผล” แนวทางปฏิบัติของหลวงพ่อชา ไม่ใช่การยึดเกาะอยู่แต่กับเรื่องของเคล็ดวิธี กับเรื่องสมาธิหรือการฝึกปฏิบัติ แล้วเอาเท้าแตะคันเร่งเดินหน้าเต็มสูบ มุ่งหน้าไปให้ถึงปลายทางเท่านั้น การปฏิบัติธรรมไม่ใช่การวิ่งแข่งความเร็วแต่เป็นเหมือนการวิ่งมาราธอนมากกว่า ผู้ปฏิบัติต้องรู้จักปรับจังหวะการก้าวเท้า เพื่อวิ่งไปให้ได้จนสุดระยะทาง จึงต้องประเมินให้เป็นว่า จะทำอย่างไรจึงรักษาข้อประพฤติปฏิบัติเอาไว้ได้ จะปฏิบัติให้ต่อเนื่องได้อย่างไร จะมีความเพียรในการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร การมีความเพียรให้ต่อเนื่อง

ไม่ใช่การ “บังคับ และหักโหม”ทำความเพียร แต่เป็นการประคองความเพียร ซึ่งก็ได้แก่ การเอาใส่ใจอยู่อย่างสม่ำเสมอ การสอดส่องพิจารณา และการรู้จักปรับประสานนี่ต่างหากเล่าที่เป็นเครื่องขัดเกลาความเคยชินที่เป็นอนุสัย และกิเลสทั้งหลายพร้อมทั้งอวิชชาและความหลงผิดได้อย่างแท้จริง ความหนักแน่นมั่นคงและความต่อเนื่อง จะทำให้การปฏิบัติคลี่คลายและเผยให้เห็นชัดถึงสิ่งที่เราจำเป็นต้องปล่อยวาง และสิ่งที่เราต้องอบรมให้มีขึ้นตรงนั้นเองที่เป็นจุดใหญ่ ใจความของการปฏิบัติ สาระสำคัญซึ่งอยู่ที่การปฏิบัติอย่างประสานสอดคล้องกับธรรมชาตินี่เอง เป็นเหตุผลว่าทำไมหลวงพ่อชา จึงเน้นเรื่องหลักจริยธรรมความประพฤติเป็นอย่างมาก

สิ่งที่หลวงพ่อชามักจะเน้นย้ำที่สุด ได้แก่ เรื่องความประพฤติที่ถูกต้อง และความเข้าใจที่ถูกทาง หรือศีล และ สัมมาทิฐิ เพราะสมาธิเกิดจากการมีศีลและสัมมาทิฐินั่นเองเป็นรากฐาน แม้ปัญญาและการหยั่งรู้อย่างลึกซึ้งแจ่มแจ้ง ก็เจริญงอกงามขึ้นมาจากรากฐานคือศีลและสัมมาทิฐิ และจากการให้ความใส่ใจกับคุณธรรมเหล่านั้น หลักความประสานสอดคล้องกับหลักธรรมชาติ จึงเข้ามามีส่วนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเคล็ดวิธี หรือการหักโหมปฏิบัติแบบไฟไหม้ฟางเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า จะสร้างให้เกิดสภาพแวดล้อมของการปฏิบัติ และสร้างรากฐานที่มั่นคงให้การปฏิบัติได้อย่างไร

หลวงพ่อชาได้แสดงเป็นแบบอย่างให้เห็นในเรื่องนั้นด้วยตัวของท่านเอง ทั้งในส่วนของการอุทิศตนเพื่อรักษาพระวินัย และการประพฤติดีปฏิบัติชอบ ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นผู้หมดจดไม่ด่างพร้อย แต่ท่านก็ไม่ได้ทำเอาด้วยการบังคับกดข่ม ไม่มีใครจะเห็นว่าท่านเป็นกังวลเกี่ยวกับการรักษาพระวินัยหรือข้อวัตรปฏิบัติเลย ทุกๆ อย่างประสานกลมกลืนอยู่ภายในตัวท่านหมดแล้ว ปฏิปทาและความเป็นตัวท่าน บ่งถึงความเป็นบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตรเช่นเดียวกับปัญญาและไหวพริบปฏิภาณของท่าน ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ท่านคิดเอาไว้ก่อน หรือตระเตรียมไว้ล่วงหน้า ท่านไม่ได้สักแต่ว่าท่องสิ่งที่จำไว้ได้ให้เราฟัง แต่คุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ ผุดขึ้นจากความดำริตรินึกที่ถูกต้อง จากความเข้าใจที่เป็นสัมมาทิฐิ หลวงพ่อท่านได้ลงมือพิจารณาไตร่ตรอง ฝึกหัดขัดเกลา ค้นคว้าตรวจสอบและอบรมเพาะบ่มคุณสมบัติเหล่านั้น มาตลอดระยะเวลาแห่งการปฏิบัติของท่าน

แล้วนั่นก็เป็นสิ่งที่ท่านกระตุ้นเตือนให้พวกเราทั้งหมด มีความตั้งใจให้เวลาและพากเพียรพยายาม มีความคงเส้นคงวาในการประพฤติปฏิบัติ และฝึกฝนอบรมอยู่อย่างนั้นให้ต่อเนื่อง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 18 สิงหาคม, 2559, 22:03:39 »

"ถ้ามีเกิดแล้ว...มีทุกข์
ถ้าอันไหนไม่มีเกิด...ทุกข์ไม่มี
ทุกข์มันเกิดที่ไหน มันเกิดในใจ เกิดในกาย
ก็ให้มันดับที่ใจ ดับที่กาย..

มันทุกข์ที่ไหน มันเจ็บปวดตรงไหน ก็ให้พิจารณา
เออ.....อันนี้มันเป็นทุกขัง มันเกิดได้มันก็ดับได้
เราหนีจากสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะทุกข์มันประจำสังขาร
พิจารณาแล้วก็ปล่อยเสีย อย่าไปยึดติดยึดถือมันอยู่
เมื่อเราไม่ยึด ก็เรียกว่า..เราปลดทุกข์ "

.........................................................................
พระสุนทรธรรมากร(หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ)
วัดธาตุมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม
[๓๑ มกราคม ๒๕๓๓]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2559, 09:13:26 »

หลวงปู่บุดดา : "ถุงเท้า เสื้อผ้า ที่ใช้แล้วยังไม่ได้ซัก เหม็นไหม?"
ศิษย์ : "เหม็นค่ะ"

หลวงปู่บุดดา : "แล้วขี้ เยี่ยว เหม็นไหม?"
ศิษย์ : "เหม็นค่ะ"

หลวงปู่บุดดา : "เสื้อผ้าที่ยังไม่ได้ซัก
กับ ขี้เยี่ยวที่อยู่ข้างใน อันไหนเหม็นกว่ากัน?"
ศิษย์ : "ข้างในเหม็นกว่าค่ะ"

หลวงปู่บุดดา : "แล้วไอ้ขี้ที่อยู่ข้างนอก
ตั้งแต่หัวจดเท้าลงมา เหม็นไหม แล้วซักได้ไหม?"
ศิษย์ : "ซักได้ชั่วคราวค่ะ"

หลวงปู่บุดดา : "แล้วร่างกาย มันมีดีตรงไหน!
ในเมื่อกายไม่ดี เหม็นขี้ทั้งตัว โดยอาศัยความโง่
ที่เราไปหลงเกาะติดกาย ทำให้เกิดมา เป็นตัวเป็นตน
ทุกข์ของกายอย่างนี้ แก้ไขให้หายเด็ดขาดไม่ได้
จนกว่า กายจะตายไป ...

ถ้าเอ็งหมั่นชำระจิตให้หายเหม็น วาจาก็หายเหม็นได้
ส่วนกายนั้นแก้ไม่ได้ มีแต่ขี้ทั้งนั้น!
จิตนั้นแก้ได้ ต้องแก้ที่จิต
ทุกข์สุข เกิดดับ ต้องแก้ที่ตรงจิตนี้
สิ้นทุกข์สุข รู้เกิดดับเมื่อไหร่
"จิตก็หายเหม็น เมื่อนั้น"

หลวงปู่บุดดา ถาวโร
วัดกลางชูศรีเจริญสุข จ.สิงห์บุรี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2559, 13:05:01 »

ตัณหาเผาใจ

“ตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยากเป็นต้น ล้วนเป็นเครื่องเผาจิตใจทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เพียรเผากิเลสเสีย กิเลสก็ย่อมบังเกิดขึ้นเผาจิตใจบุคคลนั่นเอง...”

สุวฑฺฒโนวาท
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน)
วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร
(พ.ศ. ๒๔๕๖ – ๒๕๕๖)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 20 สิงหาคม, 2559, 09:18:21 »

...คนเก่งในเรื่องราคะโทสะโมหะ เก่งในเรื่องโลภโกรธหลง ชอบดุด่าคนฯลฯ นี้คือลักษณะของคนมีบาป ...ส่วนคนที่...เก่งในเรื่องทำความดี มีเมตตาสงสาร ...มีจิตใจสงบ ไม่ตอบโต้กับคนบาป ไม่ยุ่งกับคนบาป ...นี้คือลักษณะของคนมีบุญ

::::หลวงปู่ไม อินทสิริ::::
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 21 สิงหาคม, 2559, 02:30:36 »

++ใกล้ตาย จึงนึกถึงพระ มีทุกข์มาถึง จึงนึกถึงพระศาสนา +++

บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัว มักไม่เห็นคุณพระศาสนา  มัวเมาประมาท ปล่อยกายปล่อยใจ ให้ประพฤติทุจริตผิดศีลธรรมอยู่เป็นประจำนิสัย เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ต่อเมื่อได้รับทุกข์เข้า ที่พึ่งอื่นไม่มีนั่นแหละ  จึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา แต่ก็เป็นเวลาที่สายไปแล้ว

...หลวงปู่แหวน สุจิณโณ...
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 26 สิงหาคม, 2559, 20:57:50 »

ชีวิตนี้มีภัย เราจึงหาที่พึ่งเรียกว่า สรณะ การที่จะหาที่พึ่งนั้น บางทีมันก็หาไม่ถูก หาไม่ถูกทาง อย่างสมัยในครั้งพุทธกาลนู้น ก็เอาภูเขาบ้าง เอาต้นไม้บ้าง เอาป่าบ้าง เอาเทวดา ภูต ผี ปีศาจบ้าง เป็นสรณะเป็นที่พึ่ง อันนั้นมันไม่ใช่เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งอันเกษม อันอุดม พระพุทธเจ้าท่านสอนให้พวกเราเอาพุทธะเป็นสรณะ เอาธรรมะเป็นสรณะ เอาสังฆะเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง จึงจะกำจัดทุกข์ภัยได้จริง ถ้าไปเอาอย่างที่ว่ามาก่อนแล้วนั้น มันจะไร้สาระพ้นทุกข์ไม่ได้

หลวงปู่คำบ่อ ฐิตตปัญโญ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 30 สิงหาคม, 2559, 19:28:17 »

คนพาลถึงจะรู้แค่ไหนก็คือคนพาล เหมือนเอาสายสร้อยไปใส่คอเป็ดมันก็คือเป็ด เอาไปใส่คอหมูก็คือหมู เอาไปใส่คอแมวก็คือแมว มันจะเป็นรสชาติอะไร ความรู้จากคนพาลก็ไม่แตกต่างกัน งูเห่าเอาไปไว้บนยอดฟ้ามันก็คืองูเห่า

...หลวงปู่ทองใบ ปภัสสโร
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 10 กันยายน, 2559, 11:50:29 »

"..ช่วยตัวเองนะ อัตตาหิ อัตตะโนนาโถ (ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน) พึ่งคนอื่นชื่นใจเป็นบางครั้ง ไม่เหมือนดั่งพึ่งตนผลทวี ตนจะเป็นคนดี หนีทุกข์โทษภัย ในวัฏฏสงสาร มีพระนิพพานเป็นที่ไปเบื้องหน้า ก็เพราะตนทำดี สะสมบุญดีให้เกิดมีขึ้น เพราะตนพึ่งตน อันนี้ข้อสำคัญ.."

...หลวงปู่จันทา ถาวโร...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 10 กันยายน, 2559, 11:50:45 »

"ทำไมเราไปติดอยู่ในรูปที่ไม่มั่นคงอย่างนั้น รูปสวย รูปขี้เหร่ อัปลักษณ์อย่างไร มันก็ไม่อยู่กับเราตลอดไป เราไปติดมันทำไม มันไม่ได้ให้อะไรเลย ถ้าติดในรูปมันก็หยิบยื่นแต่ภพแต่ชาติให้เราเท่านั้นเอง"

...หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 12 กันยายน, 2559, 10:01:40 »

ให้มองคนดีเอาไว้ เราจะพยายามเป็นคนดีไปเรื่อยๆ ดีน้อย ต่อไปก็ดีใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ความดี หนึ่งก็ดี สองก็ดี สามก็ดี มีอยู่แล้ว ความดีอื่น ที่ยังไม่เกิดก็จะเกิดขึ้น ที่เ กิดขึ้นแล้วก็จะเจริญมากขึ้น เพราะฉะนั้น ควรประกอบคุณงามความดี ความชั่วก็เช่นเดียวกัน ความชั่วหนึ่งก็ดี สองก็ดี สามก็ดี มีอยู่แล้ว ความชั่วอื่นที่ยังไม่เกิด ก็จะเกิดขึ้น ที่มีอยู่แล้วก็จะเจริญมากขึ้น จึงควรละเสีย

พระธรรมเทศนาองค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ องค์หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก วัดป่านาคำน้อย บ้านนาคำน้อย ต.บ้านก้อง อ.นายูง จ.อุดรธานี

แสดงธรรมไว้เมื่อวัน เสาร์ ที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๖
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 14 กันยายน, 2559, 07:27:59 »

“..ไม่ว่าจะมีเรื่องน้อยใจอะไรก็แล้วแต่ ห้ามไม่ให้ทะเลาะกับพ่อแม่ ไม่ให้ทำหน้ายักษ์ หน้ามารเข้าใส่พ่อแม่ หรือในบางเรื่องที่เราถูกก็ห้ามต่อว่าพ่อแม่อย่างเอาเหตุเอาผลอย่างเด็ดขาด...

เพราะในชีวิตประจำวันของเรานั้น บางครั้งกับเพื่อนฝูงหรือเพื่อนร่วมงานเขากลั่นแกล้งเราทุกอย่างสารพัด เรายังต้องทนระงับโทสะเอาไว้ บางทียังไม่รู้เรื่องอะไรเลยเรายังต้องอดทนเก็บเอาความโกรธเหล่านั้นไว้ในใจ

แล้วกลับพ่อแม่เราที่มีบุญคุณต่อเราอย่างที่สุด เหนือกว่าเจ้านายผู้บังคับบัญชาทั้งหมด ทำไมเราจะยอมทนยอมยกให้พ่อแม่ไม่ได้ แค่บุญคุณที่ท่านได้ให้เราเกิดมาอย่างเดียวก็ตอบแทนไม่หมดอยู่แล้ว..”

(หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 14 กันยายน, 2559, 12:36:57 »

“..ไม่ว่าจะมีเรื่องน้อยใจอะไรก็แล้วแต่ ห้ามไม่ให้ทะเลาะกับพ่อแม่ ไม่ให้ทำหน้ายักษ์ หน้ามารเข้าใส่พ่อแม่ หรือในบางเรื่องที่เราถูกก็ห้ามต่อว่าพ่อแม่อย่างเอาเหตุเอาผลอย่างเด็ดขาด...

เพราะในชีวิตประจำวันของเรานั้น บางครั้งกับเพื่อนฝูงหรือเพื่อนร่วมงานเขากลั่นแกล้งเราทุกอย่างสารพัด เรายังต้องทนระงับโทสะเอาไว้ บางทียังไม่รู้เรื่องอะไรเลยเรายังต้องอดทนเก็บเอาความโกรธเหล่านั้นไว้ในใจ

แล้วกลับพ่อแม่เราที่มีบุญคุณต่อเราอย่างที่สุด เหนือกว่าเจ้านายผู้บังคับบัญชาทั้งหมด ทำไมเราจะยอมทนยอมยกให้พ่อแม่ไม่ได้ แค่บุญคุณที่ท่านได้ให้เราเกิดมาอย่างเดียวก็ตอบแทนไม่หมดอยู่แล้ว..”

(หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 23 กันยายน, 2559, 08:46:44 »

"ชีวิตมีค่าทุกวัน ทำน้อยได้น้อย ทำมากก็ได้มาก สตินี่ทำได้ทุกระยะ รู้นี่ สติพร้อม ไม่มีทุกข์ เป็นบุญพร้อม เป็นปัญญาพร้อม จิตผ่องใส จิตก้าวหน้าพร้อม จะไปมีปัญหาในชีวิตได้อย่างไร ไม่ต้องถามว่าจะอยู่ไปทำไมทุกวันๆ ก็มันแจ่มแจ้งแล้วนี่ จิตอยู่ในพุทธธรรม อยู่ในแสงสว่าง จิตมุ่งสู่นิพพาน ธรรมอะไรมันไม่สูงไปกว่านี้หรอก"

...หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโต...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #17 เมื่อ: 23 กันยายน, 2559, 08:47:06 »

พระอาจารย์สุชาติ ตอบคำถามโยม ที่ถามว่า ระหว่างที่พระให้พรสวดยะถา หลังทำบุญเราก็อุทิศให้ดวงวิญญาณใช่ไหมคะ ?

พระอาจารย์สุชาติ : "คือการทำบุญเสร็จ พระยังไม่ได้ให้พร เราก็อธิฐานจิตอุทิศไปเลยก็ได้ หรือไม่ได้ทำอะไรระหว่างท่านสวดก็นั่งทำความสงบอธิฐานอุทิศบุญในใจเลยก็ได้ มันไม่เกี่ยวกับว่าพระจะสวดหรือไม่สวด จะให้พรหรือไม่ให้พร การให้พรของพระเป็นเพียงการแสดงความชื่นชมยินดีต่อการกระทำดีของเรา ถ้าจะแปลความหมายของยะถา สัพพี มี2 ส่วน ยะถา นี้ท่านหมายถึงบุญนี้เราสามารถอุทิศให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เพราะ ยะถา หมายถึงการถือ การอุทิศบุญสำหรับผู้ล่วงลับ พอท่านเริ่มพูดถึงสัพพี ก็คือ อานิสสงส์ของการให้ทาน ว่าจะได้ อายุ วัณณะ สุขะ พละ ความหมายมีอยู่แค่นี้

ดังนั้น พระจะสวดหรือไม่สวด สิ่งที่โยมทำก็ได้อยู่แล้วเหมือนเดิม แต่เราไปติดที่คำว่า ยะถา สัพพี ถ้าพระไม่ยะถา สัพพีก็อุทิศไม่ได้ ต้องรอให้ท่านยะถา ก่อน บางคนต้องมีน้ำอีก หลงกันไปใหญ่ ทั้งที่ความจริง เราทำเราได้เลย ก็เหมือนการรดน้ำต้นไม้ แต่ไม่ใช่ว่ารดน้ำต้นไม้แล้วมันจะออกดอกผลเลย มันก็ต้องรดไปเรื่อยๆ ถึงเวลามันออกดอกผลเอง

ส่วนคำว่า พระสงฆ์ ในความหมายของ ไตรสรณคมน์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือพระสงฆ์ที่เป็นพระอริยะตั้งชั้นโสดาขึ้นไป เป็นพระที่ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ศีลท่านบริสุทธิ์ ยึดพระวินัยในการปฏิบัติเป็นหลัก ส่วนคนที่บวชห่มเหลืองแล้วยังไม่ได้ปฏิบัติหรือ ไม่ใช่พระอริยะก็เป็นเพียงภิกษุ หรือ ภิกขุ เพราะการโกนคิ้ว ผม ห่มเหลืองไม่ใช่กิเลสจะหายไป แต่ต้องปฏิบัติให้เห็นสัจธรรม ถึงจะเรียกว่า พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา

...พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #18 เมื่อ: 23 กันยายน, 2559, 18:20:12 »

...ถ้า "เราฝืนความอยาก"
เดี๋ยวความอยากก็อ่อนกำลัง
แล้วมันจะ.."หมดไปเอง"
พอความอยากมันสงบตัวไปนี้
"ใจก็สงบ เย็นสบาย"
.
...ความรู้สึกอึดอัด ความรู้สึกเศร้าสร้อย
หงอยเหงา ว้าเหว่ก็หายไปหมด
เหลือแต่ ความเบิกบาน
สดชื่นแจ่มใสขึ้นมา
.
...เวลาความอยากมันหมดกำลังนี้
ใจก็เหมือน..ได้รับอิสรภาพ..จาก
การถูกกดดันด้วยอารมณ์ที่ไม่ดีต่างๆ
.
...อารมณ์ไม่ดีต่างๆหายไปปั๊บ
ก็เบาอกเบาใจ สบายอกสบายใจ
..............................................
.
คัดลอกการสนทนาธรรม
ธรรมะบนเขา 23/9/2559
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #19 เมื่อ: 26 กันยายน, 2559, 05:42:36 »

ยุคบริโภคนิยมกับชีวิตที่เร่งรีบและวุ่นวายนั้นเป็นสิ่งคู่กันก็ว่าได้ เราถูกกระตุ้นให้อยากไม่รู้จบ ดังนั้นจึงต้องเร่งรีบแสวงหาสิ่งต่างๆ เพื่อสนองความอยาก ยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี จนความเร็วกลายเป็น พระเจ้าในทุกเรื่อง ไม่ว่าการศึกษา การทำงาน การเดินทาง การบริโภค ความบันเทิง และความสัมพันธ์กับผู้คน

เพราะยุคนี้ไม่ใช่ยุคของปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกแล้ว แต่เป็นยุคปลาเร็วกินปลาช้า ไม่มีใครอยากจะช้าเพราะกลัวจะเสียเปรียบ เราควรหยุดคิดก่อนที่
จะปล่อยชีวิตให้พลัดหลงไปในกระแสแห่งความเร่งรีบอย่างไร้สติ พึงตระหนักว่าเราสามารถกำหนดจังหวะชีวิตของเราเองได้ แม้รอบตัวจะเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายก็ตาม แต่จะทำเช่นนั้นได้ดีเราจำต้องร่วมมือกันเป็นเครือข่าย และใช้ชีวิตให้เรียบง่าย เมื่อมีความต้องการน้อยลง ชีวิตก็จะช้าลงไปเอง

พระไพศาล วิสาโล

ที่มา จิตใส ใจสุข
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #20 เมื่อ: 26 กันยายน, 2559, 23:15:16 »

“เมื่อใจไม่ละอายเกรงกลัวต่อบาปแล้ว ก็จะสะสมทุกข์ สะสมกิเลส เวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด แล้วมันจะสุขได้อย่างไร”

โอวาทธรรม:พระคุณเจ้าองค์หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโคธาราม จ.อุดรธานี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #21 เมื่อ: 08 ตุลาคม, 2559, 09:32:13 »

"..คนเราต้องอยู่ด้วยความสว่าง ไม่ใช่สว่างด้วยดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ต้องสว่างด้วยทาน ด้วยศีล ด้วยภาวนา แม้แสงอาทิตย์ แสงจันทร์ มันจะมืด แต่เมื่อมีชีวิตที่สว่างด้วยปัญญาแล้ว เราก็อยู่ได้.."

...หลวงปู่เจริญ ราหุโล...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #22 เมื่อ: 08 ตุลาคม, 2559, 09:42:57 »

"พุทโธ" อย่างเดียวไปเรื่อยๆ จนอะไรๆก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พุทโธ เป็นหลักพึ่งพาได้จริงๆ ท่านมักสอนศิษย์ที่ลำบากว่า ให้หมั่นพุทโธไว้เสมอๆ "สมบัติค้างโลก ทำไมทำได้ทั้งวันทั้งคืน สมบัติที่ติดตัวไปแค่ 2 ชั่วโมงทำไมทำไม่ได้"

...หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #23 เมื่อ: 08 ตุลาคม, 2559, 09:43:38 »

"วาจาใดที่ทำให้ตนเองบ้าง ทำให้ผู้อื่นบ้าง ไม่สบายหู ไม่สบายใจ วาจานั้นถือว่าเป็นวาจาที่ไม่ควรพูด"

....หลวงปู่ท่อน ญาณธโร...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #24 เมื่อ: 08 ตุลาคม, 2559, 09:47:43 »

“มึงอย่าไปดุไปด่าลูกมัน จะเป็นไปตามปากมึง!!...ให้เรียกมันอีคนดี... ไอ้คนดี... โตไปมันจะได้เป็นคนดีของสังคม เพราะพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างให้กับลูก...ถ้ามึงด่ามันเลว มันก็จะไปทำเรื่องไม่ดี พ่อแม่เองก็ต้องไม่กินเหล้า... ไม่สูบบุหรี่...ไม่ทำเรื่องไม่ดีที่จะเป็นแบบอย่างให้กับลูก”

คำสอน หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #25 เมื่อ: 29 กันยายน, 2560, 08:37:35 »

"คนเรา มักลืมคิดถึงธรรมดาของชีวิต
ที่ต้องมีการพลัดพรากสูญเสีย
เมื่อมีหรือได้อะไรก็ตาม ก็ทึกทักเอาว่า
มันจะต้องอยู่กับเราไปตลอด
เรายอมไม่ได้ ที่มันจะพรากจากเราไป
น้อยนักที่เราจะเผื่อใจ นึกถึงความไม่เที่ยง
ของสิ่งที่เรามี"

~ พระอาจารย์ไพศาล  วิสาโล ~
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 [ทั้งหมด]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: