Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 กันยายน, 2560, 13:53:39

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติและความเป็นมาของ Taylor Guitar.  (อ่าน 2462 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 19 กุมภาพันธ์, 2559, 18:26:25 »

ประวัติและความเป็นมาของ Taylor Guitar.

ความฝันเราก่อตัวขึ้นที่ร้าน American Dream ที่ซึ่ง Bob Taylor ทำงานเป็นช่างทำกีต้าร์ในร้าน American Dream
ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ โดยมี Sam Radding เป็นเจ้าของ ในปี 1973

Kurt Listug หวนรำลึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ตอนที่เรายังไม่ได้นับหนึ่งกับ Acoustic Taylor...

Kurt Listug ผู้ก่อตั้ง Taylor ณ El Cajon, California, ย้อนกลับไปปี October 15, 1974 การเริ่มต้นของ Taylor
ต้องใช้ความพยามอย่างสูง เขาเริ่มต้นจากพื้นที่เล็กๆ ในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยขี้เลื่อย น้ำที่ขัง มันเป็นสถานที่
ที่แย่เอาเสียมากๆ โดยเฉพาะเวลาที่ในตกหนักๆ

ตอนนั้น Kurt Listug เป็นเพียงเด็กวัย 22 ปีเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นเขาคิดแค่เพียงว่า เขาอยากจะทำกีต้าร์ มันคือแค่อยากสร้างกีต้าร์
ตามที่เขาชอบ และรักที่จะทำมัน เขาไม่มีเจ้านาย แต่เขาทำมันด้วยใจรัก เขาย้อนกลับไปคิดถึงในวันเก่าๆ นั้น
มันไม่มีอะไรจริงๆ เราแค่อยากทำกีต้าร์... Kurt Listug เล่าว่า มันไม่ง่ายที่เขาจะสร้างกีต้าร์ที่เขารักขึ้นมาสัก 1 ตัว
มันเป็นจุดเริ่มต้นของเด็กวัย 22 ปี

Kurt Listug และ Bob taylor เราเริ่มต้นกันแบบเล็กๆ แต่ใครจะรู้ว่าวันนี้เรา... ในนาม Taylor ได้กลายเป็นกีต้าร์ระดับโลก
มันเป็นเช่นตัวแทน Acoustic guitar company ที่เป็นอีกหนึ่งตัวแทนของอเมริกัน

ความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ผม แต่มันรวมถึง วัสดุ อุปกรณ์ แรงงาน ผู้คนที่ซื้อ Taylor สิ่งเหล่านี้
มันทำให้เขาได้ระลึกถึงอดีต คนงานของ Taylor ส่วนใหญ่ตั้งแต่อดีต และปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังคงอยู่กับ Taylor
มันเป็นความผูกพันธ์ ตอนนั้น Bob taylor ก็แวะเวียนมาที่ร้านนี้ด้วย เขาชอบเอากีต้าร์ที่ทำขึ้นเองมาให้  Sam ดู
แต่ Sam ก็ไม่ได้สนใจ อะไรมากมาย (แต่ตอนหลังไม่นานนัก เขาก็กลายเป็นทีมเดียวกัน)

Bob Taylor มีความตั้งใจอย่างมาก ที่จะสร้างกีต้าร์ขึ้นมา เขาพยายามนำกีต้าร์ที่เขาได้ทำมันกับมือ ให้
Sam ดู เขาพยายามจะบอกกับ Sam Radding ว่า เขา มีความสามารถพอที่จะทำสิ่งนี้ ในปีแรกๆ
ในร้าน American dream ทั้ง Bob Taylor และ Kurt Listug มีโอกาสได้สร้างกีต้าร์รวมกันบ้าง  แต่งานส่วนใหญ่
กลับเป็นการซ้อมมากกว่า
Bob Taylor เดินเข้าออกร้านบ่อยมากๆ จนกระทั่ง ทั้ง Kurt Listug และ Bob Taylor
สนิทกันมา เรียกว่าเป็นคู่ซี้กันไปเลย ตอนนั้น Bob taylor อายุ 18 ปี ส่วนผม 20 ปี

Bob Taylor ดูภายนอกแล้ว เขาอาจจะดูเหมือนเป็นคนที่ดูหาวๆ และความเป็นจริงเขาเป็น คนที่อ่อนน้อม สุภาพ
และไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด Bob Taylor เป็นคนที่ดูแปลกๆ ออกไปจากเด็กธรรมดาในวัยเดียวกัน เขาชอบเข้าโบสถ์
ครอบครัวอบอุ่น เขาไม่เคยมีเรื่องชกตอย ยาเสพติด หรือทำเรื่องวุ่ยวายให้กับครอบครัว Bob Taylor เป็นคนเรียนเก่ง

ปี 1974 Sam Radding, เจ้าของร้าน American Dream ตัดสินใจเลิกกิจการ และต้องการขายกิจการนี้ ตอนนั้นพนักงานในบริษัท
แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งตอนนั้นแต่ละฝ่ายต่างก็พยายมหาเงินมาเพื่อที่จะขอซื้อ America dream ต่อจาก Sam Radding และในที่สุด
ทั้ง Kurt Listug, Bob Taylor และ Schemmer (เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง) ก็สามารถหาเงินมาซื้อ America dream ต่อจาก Sam Radding จนได้

หลังจากที่พวกเขาเข้ามาดำเนินกิจการต่อจาก Sam Radding พวกเขาก็เปลี่ยนชื่อร้านใหม่ เดิมจากชื่อ America dram เปลี่ยนมาเป็น
Westland music company พวกเขาคิดว่า ชื่อนี้น่าจะเป็นชื่อที่ทำให้คนประทับใจ และคิดว่าพวกเราใหญ่กว่าที่พวกเราเป็นหุ้นส่วน
ทุกคนต่างเห็นพ้องว่าเราต้องทำเครื่องหมายการค้า คือ ถ้าเราจะทำกีต้าร์ของเรา เราต้องมี Brand ของเรา เหมือนที่ทุกๆ คนทำกัน
เขามักจะนำ Logo หรือ Trademark (เครื่องหมายการค้า) ไว้ตรงตำแหน่งหัวกีต้าร์ (headstock)

Kurt Listug มีความเห็นว่า Bob Taylor คือนักผลิต หรือผู้สร้างกีต้าร์ที่แท้จริง ดังนั้น พวกเขาจึงเปลี่ยนชื่อกีต้าร์แต่ละตัวที่มีอนู่ในร้านเป็น (Bob)
Taylor พร้อมทั้งใช้ชื่อนี้เป็นเครื่องหมายการค้าของพวกเขาด้วย และนี่ก็คือที่มาของคำว่า Taylor ที่ปรากฎอยู่บน หัวกีต้าร์ (Headstock) Taylor
ที่เราได้เห็นอย่างคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างเช่นทุกวันนี้

พวกเขาพยายามที่จะคิด และสร้างความแตกต่างจากกีต้าร์ที่มีขายอยู่ในตลาด ในช่วงแรกๆ ในการผลิต เขาพบปัญหาต่างๆ มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องริ้วรอยด้านหน้า หรือในแผ่นหลัง มันจึงยังไม่ดีพอในความรู้สึกของพวกเขา

ในปี 1976 ทั้ง Kurt Listug และ Bob Taylor ออกหา Dealers ด้วยตัวเอง บางครั้งเราเดินเข้าไปในร้าน Dealer หลังจากคุ่แข่ง
เพิ่งเดินออกมาก่อนหน้าเราสักครู่นี้เอง ในขณะนั้น Taylor guitar ได้เป็นกีต้าร์มาตาฐานที่ดีตัวหนึ่งในตลาด แต่รายรับในการขายกีต้าร์
ก็ไม่ได้มากมาย แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เขาดำเนินกิจการต่อไปได้

ขณะที่ Kurt Listug และ Bob Taylor เข้ามาดำเนินกิจการ Taylor Guitar ระยะนั้นถือเป็นช่วงตกต่ำของตลาด Acosutic Guitars
เขาจึงทำงานหนักเป็นสองเท่า

Acoustic Guitar of Taylor - Body shapes :
วิธีการเรียกรูปทรงของกีต้าร์โปร่งเทเลอร์ ซึ่งมีรูปทรงต่างๆ ต่อไปนี้1. Dreadnoughts (x10) เช่น 810 เป็นต้น
2. Grand Concert (x12) เช่น 412 เป็นต้น
3. Grand Auditorium (x14) เช่น 514, ...ถ้าเป็น 12 สาย จะเป็น x54 เช่น 554 เป็นต้น
4. Jumbo (x15) เช่น 315, ...ถ้าเป็น 12 สาย จะเป็น x55 เช่น 355 เป็นต้น
5. Grand Symphony (GS)

กว่า 10 ปี ที่ทาง Taylor Guitar ได้พัฒนาและออกแบบ ระบบภาคไฟฟ้า ด้วยตัวเอง
ภายใต้ชื่อ Taylor’s Expression System (pickup system) ซึ่งให้เสียงที่ใกล้เคียงกับเสียงจริงของกีตาร์
นับเป็นการปฎิวัติวงการการพัฒนา ภาคไฟฟ้าให้กับกีตาร์โปร่ง อีกครั้งหนึ่ง

ตัวอย่าง ศิลปินที่ใช้ Taylor Guitars เป็นกีตาร์คู่ใจ

- Tony Iommi (โทนี อิออมมี)
มือกีตาร์ และ นักแต่งเพลงชาวอังกฤษ
เขาคือ ผู้ก่อตั้งวง Rock ชื่อดังระดับโลก “Black Sabbath” (แบล็ค ซับบาธ)
โด่งดังสุดๆในยุค 70′s
- Taylor Swift (เทย์เลอร์ อลิสัน สวิฟต์)
นักร้องและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน ชื่อดังระดับโลก โด่งดังสุดๆในช่วงปี 2008
ประสบความสำเร็จแบบเพลงแนวป็อป เป็นที่รู้จักกันดีและมีแฟนเพลงในเมืองไทย มากมาย
เธอเคยได้เข้าชิงรางวัลแกรมมีในปี ค.ศ. 2008 ในสาขา Best New Artist
และ ยังได้รับรางวัลแกรมมี 7 สาขา รางวัลบิลบอร์ดมิวสิกอวอร์ด 12 สาขา
รางวัลสมาคมเพลงคันทรี 11 สาขา และรางวัลอะคาเดมีออฟคันทรีมิวสิกอวอร์ด 7 สาขา

- Jason Mraz (เจสัน โทมัส มแรซ)
นักร้อง นักแต่งเพลง เกิดและโตที่ เวอร์จิเนีย อเมริกา
แนวเพลง ป็อปร็อก, อัลเทอร์เนทีฟอะเดาท์, โฟล์ก, และ Surf Music
โด่งดังสุดๆกับ เพลง I’m Yours
ผลจากเพลงจากอัลบั้ม We Sing. We Dance. We Steal Things
ออกวางขายเมื่อ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2008
ซิงเกิลแรก I’m Yours ขึ้นสูงสุดที่อันดับ 6 ใน Billboard Hot 100
จำหน่ายได้กว่า 3 ล้านก๊อปปี้ในอเมริกา และกว่า 5 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก
ส่วนตัวอัลบั้มได้รับรางวัลแพลทินัม จากยอดขายเกินกว่า 1 ล้านก๊อปปี้ในอเมริกา

ส่วนในประเทศไทย ที่รู้จักกันดีคือ “สิงโต นำโชค”
โด่งดังจากสไตล์เพลง แบบ Surf Music.

เพจ : #CoreSong.

เครดิต : Acousticthai.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: