Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 พฤศจิกายน, 2560, 18:54:08

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวกโกมารภัจจ์  (อ่าน 236 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,569
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์, 2559, 00:49:34 »

ชีวกโกมารภัจจ์ หรือ “หมอชีวก”  เป็นบุคคลที่แพทย์แผนไทยทุกคนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง  เพราะนอกจากเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาชนิดที่หาใครเทียบได้ยากแล้ว ท่านยังเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า  มีผลงานมากมายจารึกไว้ในพระไตรปิฎก

เกร็ดประวัติตอนหนึ่งของท่านซึ่งเล่าขานสืบต่อกันมาก็คือ  หลังจากที่ท่านได้ศึกษาวิชาแพทย์กับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ที่เมืองตักสิลาเป็นเวลานานถึง ๗ ปี  ท่านอยากรู้ว่าต้องเรียนอีกนานเท่าใดจึงจะจบการศึกษา  อาจารย์จึงทดสอบความรู้ของท่านด้วยการให้ท่านถือเสียมไปตรวจดูว่าบริเวณ ๑ โยชน์รอบเมืองตักสิลามีอะไรบ้างที่ไม่ใช่ตัวยา   ท่านตรวจอยู่นานก็หาไม่พบ  เมื่อกลับมาบอกอาจารย์ อาจารย์จึงว่าท่านสำเร็จการศึกษาแล้ว  ท่านจึงเดินทางกลับกรุงราชคฤห์

ในสายตาของผู้รู้อย่างหมอชีวก  แม้กระทั่งวัชพืชที่ใคร ๆ มองเห็นว่าไร้ค่า น่ารังเกียจ หรือมีพิษ  อาทิ หญ้าคา ไมยราบ อุตพิด  ล้วนมีประโยชน์ทั้งนั้น   นอกจากประโยชน์ใช้สอยทั่ว ๆ ไป เช่น มุงหลังคา ทำรั้ว  ยังสามารถทำเป็นยารักษาโรคได้ด้วย

จะว่าไปแล้วสิ่งที่หมอชีวกค้นพบนั้นสะท้อนความจริงที่กว้างกว่านั้นก็คือ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ไร้ประโยชน์เลย อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นหรือรู้จักใช้มากน้อยเพียงใด    อะไรก็ตามที่เราคิดว่าไม่มีประโยชน์ หรือเป็นโทษนั้น แท้จริงเป็นเพราะเรามองไม่เป็นหรือไม่รู้จักใช้ต่างหาก

ความจริงที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงทุกสิ่งที่เราเห็นด้วยตาสัมผัสด้วยมือเท่านั้น หากยังรวมถึงทุกอย่างที่เราประสบหรือทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งสิ่งที่เรารังเกียจหรือทำความทุกข์ให้แก่เรา   ใช่หรือไม่ว่าความยากลำบากทำให้เราเข้มแข็ง  ส่วนความล้มเหลวก็ให้บทเรียนที่ปูทางไปสู่ความสำเร็จในวันหน้า แม้แต่ความพิการก็ช่วยให้ศักยภาพของอวัยวะส่วนอื่นที่ปกติพัฒนาขึ้น  คนตาบอดจำนวนไม่น้อยพบว่าหูและสัมผัสของตนไวขึ้นชนิดที่คนธรรมดาเทียบไม่ได้  คนปัญญาอ่อนไม่น้อยมีความจำเป็นเลิศ บางคนจำหนังสือได้ถึง ๙,๐๐๐ เล่ม!

ยิ่งประโยชน์ในทางธรรมด้วยแล้ว  กล่าวได้ว่าไม่มีอะไรเลยที่เอามาใช้ในการพัฒนาจิตใจไม่ได้  รอยยิ้มของหญิงสาวที่กระตุ้นราคะของใครหลายคนนั้น  เมื่อมองด้วยสายตาที่ใคร่ครวญของพระลกุฏกภัททิยะ ก็ทำให้ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอนาคามีได้  เช่นเดียวกับพระติสสะที่บรรลุอรหัตผลเมื่อบังเอิญได้ฟังเสียงเพลงของนางทาสี

ในทำนองเดียวกันสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาก็มีประโยชน์ทางธรรมไม่น้อย  คำต่อว่าด่าทอนั้นนอกจากเป็นแบบฝึกหัดสร้างขันติและฝึกสติให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจแล้ว  ยังสอนเรื่องโลกธรรมให้แก่เราด้วยว่าสรรเสริญกับนินทาเป็นของคู่กัน คำตำหนิติฉันเป็นธรรมดาโลก   ของหายแต่ละครั้งสอนใจให้เราระมัดระวัง มีสติ และตระหนักถึงความจริงว่าความพลัดพรากเป็นธรรมดาโลก เพราะไม่มีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริง  ส่วนโรคภัยไข้เจ็บก็บอกเราว่าสังขารนี้ไม่เที่ยง เต็มไปด้วยทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้

แม้แต่อารมณ์อกุศลที่เกิดขึ้นในใจ เช่น ความโลภ ความโกรธ ความเศร้า ก็ล้วนเป็นอุปกรณ์สำหรับการปฏิบัติธรรม นอกจากช่วยฝึกสติให้ว่องไวปราดเปรียว  สามารถรู้ทันและปล่อยวางมันอย่างทันท่วงทีแล้ว  การเห็นความเกิด-ดับและสาเหตุของความเกิด-ดับ ยังทำให้เกิดปัญญาจนเห็นสัจธรรม  คือ อนิจจัง  ทุกขัง อนัตตา อย่างแจ่มแจ้ง

เจออะไรก็มีประโยชน์ทั้งนั้นหากรู้จักมอง  แต่เป็นเพราะเรามองไม่เป็น  เมื่อเจอสิ่งไม่พึงปรารถนา จึงปล่อยให้มันทำร้ายจิตใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือถึงกับหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต  แต่ถึงจะทุกข์อย่างไร ก็ไม่สายที่จะหาประโยชน์จากมัน โดยเฉพาะการเปิดใจรับสัจธรรมจากมัน  แต่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อมีสติ   เห็นทุกข์ ไม่เผลอเป็นผู้ทุกข์

หากเห็นมันอย่างแจ่มแจ้ง สัจธรรมที่มันเผยแสดงออกมาย่อมช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

พระไพศาล วิสาโล
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: