Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 กันยายน, 2560, 21:30:11

   

ผู้เขียน หัวข้อ: อารมณ์ขันของสมเด็จ  (อ่าน 241 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 23 มกราคม, 2559, 09:32:56 »

เรื่องเล่าเช้าวันพระ:  อารมณ์ขันของสมเด็จ ฯ
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ 
เขียนเล่าเรื่อง พระไพศาล วิสาโล

ในสมัยรัชกาลที่ ๗  มีสมเด็จพระราชาคณะ ๒ องค์ที่นอกจากเกิดปีเดียวกันแล้ว  ยังได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะในปีเดียวกัน   อีกทั้งได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม บัญชาการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระสังฆราชเจ้าในปีเดียวกันอีกด้วย  แต่อุปนิสัยของทั้ง ๒ องค์กลับแตกต่างอย่างมาก  จนมีคนตั้งฉายาคล้องจองกันว่า “พูดเล่นไม่มี พูดดีไม่เป็น”

องค์แรกนั้นคือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) แห่งวัดเทพศิรินทร์  เป็นคนพูดจาเรียบร้อยและนุ่มนวล ไม่ชอบพูดเล่น  อีกองค์นั้นคือ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต) แห่งวัดบวรนิเวศ ซึ่งภายหลังได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์  ทรงมีอุปนิสัยพูดจาโผงผาง ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม และมีอารมณ์ขัน  แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เป็นผู้ใฝ่ธรรม มีเมตตา อยู่อย่างสมถะ และไม่ติดในยศถาบรรดาศักดิ์
 
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  เป็นผู้หนึ่งที่รู้จักสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ตั้งแต่เล็ก เล่าว่าคราวหนึ่งนำแกงที่บิดาชอบไปถวายสมเด็จ ฯ  ท่านรับประเคนแล้วก็ยังเฉยอยู่  จึงทูลว่า
“ต้องขอแรงเป็นพิเศษ ฉันแกงสักช้อนหนึ่งเถิด จะได้กรวดน้ำไปให้พ่อได้กิน เพราะพ่อชอบกินแกงอย่างนี้”
“อ๋อ” สมเด็จ ฯ ตอบ “เอ็งเห็นพระเป็นตู้ไปรษณีย์หรือ?”
“ใช่ ฉันให้หน่อยเถอะน่า จะได้สบายใจ”
ได้ยินเช่นนั้น ท่านก็ยอมฉันให้ 

อีกคราวหนึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นำด้วงโสนไปถวายท่าน เนื่องจากเป็นอาหารโปรดของมารดาท่าน ด้วงโสนนั้นยาวขนาดนิ้วก้อย เกิดในต้นโสน  มองเผิน ๆ เหมือนหนอนตัวโต ๆ 
เมื่อท่านรับประเคนแล้ว ก็มองดูด้วงในชาม   ครั้นเห็นแล้วก็หดมือ ถามว่า
“นั่นอะไร?”
“ด้วงโสน”
“ไม่กินว่ะ ใครจะไปกินหนอน”
“เอาหน่อยน่า แม่ชอบกิน” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์รบเร้า
“วันนี้ ไปรษณีย์ปิดโว้ย” สมเด็จ ฯ ว่า “กันกินไม่เป็น เห็นเข้าก็คลื่นไส้ ใครจะไปกินลง”
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ”
“เอ็งกินเข้าไปเองก็แล้วกัน”
“มันก็ไม่ถึงแม่นะซี” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์แย้ง
“นั่นแหละ ดีกว่าอะไรทั้งหมด" สมเด็จ ฯ ว่า “พ่อแม่นั้นรักลูกยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น พ่อแม่ยอมอดเพื่อให้ลูกได้กิน ถ้าแม่เอ็งรู้ว่าเอ็งได้กินสิ่งที่เขาชอบ เขาก็คงดีใจมาก ทำให้พ่อแม่ได้ยินดี มีความสุขใจนั้น เป็นบุญหนักหนาอยู่แล้ว”

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เล่าว่า “ผมเอาฝาชามปิดด้วงโสน แล้วถอนออกมาวางไว้ห่าง ก้มลงกราบสมเด็จ ฯ น้ำตากลบลูกตา
ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัว ไม่เคยได้กินด้วงโสนอะไรอร่อยเท่าวันนั้น”
 
อีกคราวหนึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ยินสมเด็จ ฯ คุยกับหม่อมเจ้าพระองค์หนึ่ง  หม่อมเจ้านั้นรับสั่งว่า “งานวันเกิด....เอ๊ย ! วันประสูติสมเด็จ ฯ นั้นจะมีอะไรกันบ้าง?”
“วันเกิดก็ดีแล้ว” สมเด็จ ฯ ว่า “ ประสูติแปลว่าไหลออกมา อะไร ๆ มันก็ไหลออกมาได้ แต่เกิดมันเป็นคนละเรื่อง  เรียกว่าวันเกิดดีกว่า เกิดมาแล้วก็มีแต่ทุกข์ เขาฉลอง...วันเกิดกันทำไมก็ไม่รู้ ไปรับสั่งถามคนอื่นเขาดูเถิด อาตมาไม่รู้”

นอกจากไม่ติดในพิธีรีตองแล้ว สมเด็จ ฯ ยังเป็นคนที่ไม่เสแสร้ง รู้สึกอย่างไรก็พูด โดยไม่สนใจเรื่องภาพลักษณ์ คราวหนึ่งท่านอาพาธ  ถึงขั้นผ่าท้อง ตัดลำไส้  ระหว่างที่พักฟื้น  ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ไปเยี่ยมท่าน ทูลถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง  ท่านตอบว่า “รู้อยู่แล้วว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ รู้อยู่แล้วว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน และเป็นทุกข์  แต่ทั้งรู้อย่างนั้นมันก็ยังเจ็บจริงโว้ย”

ประมาณปี ๒๔๙๐  ท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งตอนนั้นเป็นภิกษุหนุ่มวัย ๔๑ ได้แสดงปาฐกถาเรื่อง “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” ที่พุทธสมาคม กรุงเทพ ฯ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงตามมา  จนท่านถูกกล่าวหาว่ารับแผนของคอมมิวนิสต์มาทำลายศาสนา  เมื่อเรื่องราวทำท่าจะบานปลาย พระศาสนโสภณ วัดราชาธิวาส ได้ช่วยเหลือด้วยการนำท่านพุทธทาสมาเข้าเฝ้าสมเด็จ ฯ ซึ่งตอนนั้นได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าแล้ว  หลังจากที่ท่านพุทธทาสอธิบายกราบทูลจนกระจ่างแล้ว ก็ทรงมีมติว่า ท่านพุทธทาสไม่มีความผิดแต่อย่างใด 

ก่อนที่ท่านพุทธทาสจะทูลลา สมเด็จ ฯ ได้รับสั่งว่า “กันอยากไปอยู่กับแกที่สวนโมกข์เสียแล้ว  ที่นี่มันยุ่งจริง ๆ”
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: