Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 พฤศจิกายน, 2560, 16:19:02

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ผีมีจริงหรือไม่  (อ่าน 216 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,574
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 27 ธันวาคม, 2558, 23:30:43 »

ผีมีจริงหรือไม่?..

ใครกลัวผี..มาทางนี้แล้วจะหายกลัว...!

เมื่อเอ่ยถึง วิญญาณหรือผี คนบางคนจะเกิดสยองขวัญ ไม่กล้าอยู่คนเดียวในที่มืด  บางคนเชื่อมาก ถึงกับเล่าเรื่องเป็นตุเป็นตะว่า ได้พบเห็นวิญญาณหรือผี ที่นั้น ที่นี่ แต่ส่วนใหญ่จะเล่าว่า เป็นผีลางๆบ้าง  ได้ยินเสียงแปลกๆบ้าง   เห็นเป็นดวงไฟลอยไปลอยมาบ้าง  ไม่มีใครยืนยันว่า ได้พบผีหรือเห็นวิญญาณ จะๆ ถึงขนาดยืนคุยกับผี สักคนเดียว  อย่างดีก็แค่คุยกับผีผ่านคนทรงเท่านั้น

คนกลัวผีส่วนใหญ่ จะตีความวิญญาณหรือผีว่า มีพลังสามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะต่างๆได้  ทั้งอาจจินตนาการว่า  ผีมีรูปลักษณ์น่าเกลียด น่ากลัว และสามารถดลบันดาลให้ตนและครอบครัวประสบความทุกข์ยากหรือได้รับอันตรายต่างๆได้ หากทำให้ผีไม่พอใจ  จึงต้องเซ่นสรวงสังเวยผี เพื่อให้ผีเกิดความพอใจ 

แล้วความจริงคืออะไร  วิญญาณหรือผีมีจริงหรือไม่ ?

ท่านพุทธทาสภิกขุ อธิบายปัญหานี้ไว้ว่า “สิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ ของพุทธศาสนา  ต้องเป็นปฏิจจสมุปปันนธรรมเสมอ  คือวิญญาณเกิดดับตามเหตุปัจจัยเฉพาะหน้า เช่น เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสอะไรๆ  จักษุวิญญาณ, โสตวิญญาณ, ฆานวิญญาณ, ชิวหาวิญญาณ, กายวิญญาณและมโนวิญญาณ ก็เกิดขึ้น   วิญญาณประเภทลอยล่องอย่างนั้นจึงไม่มี  เพราะฉะนั้นสัมภเวสีอย่างภาษาของคนพวกนั้น จึงไม่ใช่สัมภเวสีในพุทธศาสนา”

ในหนังสือเรื่อง “ผีมีจริงหรือไม่?” ท่านพุทธทาสภิกขุ  ได้แปลบทสวด เขมาเขมสรณทีปีก คาถา เป็นภาษาไทย  ไว้ดังนี้  (ขอนำมาเฉพาะบทแปล ภาษาไทยมาแสดง  ในบทความนี้)

“มนุษย์เป็นอันมาก  เมื่อเกิดภัยคุกคามแล้ว ก็ถือเอา (ผี) ภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง อารามและรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ

นั่นไม่ใช่สรณะอันเกษมเลย นั่นไม่ใช่สรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั้นแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจจ์ คือความจริงอันประเสริฐสี่ด้วยปัญญาอันชอบ

คือเห็นความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้ และหนทางมีองค์แปดอันประเสริฐ คือเครื่องถึงทางระงับทุกข์

นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม  นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั้นแล้ว  ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้”

ท้ายบทแปลนี้ ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้มีหมายเหตุ ไว้ว่า “คาถาบทนี้มีไว้เพื่อให้ภิกษุหรืออุบาสกอุบาสิกาสวดในเวลาทำวัตรเย็น ซึ่งวัดส่วนมากไม่นิยมสวด ถึงจะสวดก็ไม่ค่อยรู้คำแปล  ยิ่งไปกว่านั้น พระอาจารย์ทางไสยศาสตร์บางรูปยังนิยมเอาคาถานี้ไปสวดในเวลาทำพิธีไล่ผี หรือเกี่ยวกับไสยศาสตร์  โดยไม่รู้เลยว่าพระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างไร  แม้ในคำสวดทำวัตรเย็น บทสังฆาภิคีติ ตอนท้ายๆ ก็ยังมีข้อความว่า  สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระ(อริย)สงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้  ข้าพเจ้าพึงเจริญในศาสนาของพระศาสดา   แต่แล้วคำสัจจ์นี้ก็เป็นการกล่าวเท็จและผู้กล่าวเท็จจึงไม่มีทางเจริญในศาสนาของพระพุทธเจ้าได้เลย”

แม้ว่าศาสนาพุทธจะเป็นศาสนาหลักของประเทศไทย ประชาชนร้อยละเก้าสิบเป็นพุทธศาสนิกชน   อีกทั้งศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีหลักคำสอนให้เชื่อในความมีเหตุมีผล ประกอบด้วยปัญญา ปฎิเสธสิ่งงมงาย   แต่ปัจจุบันชาวพุทธในประเทศไทยส่วนใหญ่ถูกความไม่รู้คืออวิชชาครอบงำปัญญา  อีกทั้งยังมีพระภิกษุในวงการพุทธศาสนาบางรูป  ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นที่พึ่งแก่ชาวพุทธ  ในทางตรงกันข้ามกลับชักนำสั่งสอน  ให้พุทธศาสนิกชนเดินไปในทางที่ผิด มีการอวดอุตริมนุสธรรม นำหลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนมาสอน ทำให้ศาสนาพุทธมัวหมอง

ในฐานะที่เป็นชาวพุทธ  ชาวพุทธจะต้องถือเอาพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ นำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า  ที่แท้จริงมาเป็นหลักประพฤติปฏิบัติ ในการดำเนินชีวิต  โดยใช้ปัญญาเป็นแสงธรรมนำชีวิตไปสู่ความเจริญ

ชาวพุทธไม่ควรงมงาย หลงเชื่อในสิ่งเหลวไหล  ผีที่น่ากลัวของมนุษย์ คือ ความกลัว,ความโลภ,ความโกรธ,ความหลง ซึ่งแฝงเร้นอยู่ภายในกายเรานี้เอง หากสลายมันออกไปจากจิตใจได้ ก็เสมือนไล่ผีออกไปจากตัวเราแล้ว นั่นเอง.

http://www.oknation.net/blog/roisaii/2013/07/27/entry-2
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: