Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 กันยายน, 2560, 21:31:31

   

ผู้เขียน หัวข้อ: การปนเปื้อนแคดเมียมในดินและน้ำ  (อ่าน 350 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 23 ธันวาคม, 2558, 14:52:55 »

การปนเปื้อนแคดเมียมในดินและน้ำ

ที่มา https://www.facebook.com/citizenthaipbs/

แคดเมียมเกิดเป็นเพื่อนแร่ทองแดง ตะกั่ว และสังกะสีด้วยเสมอ แต่จะมีปริมาณที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับแร่หลัก และพื้นที่ใดที่มีแร่หลักในปริมาณสูง ย่อมหมายถึงมีปริมาณแคดเมียมสูงตามไปด้วย

แคดเมียม มีอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว จะไม่ออกมารบกวนใคร หากสภาพธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าวมีความสมดุล คือ พื้นที่ไม่ถูกรบกวน ด้วยวิธีการใดๆโดยเฉพาะการทำลายหน้าดิน แต่หากเมื่อใดที่พื้นที่ถูกรบกวนด้วยกิจกรรมการทำลายหน้าดิน เช่น การทำเหมือง หรือ การเปิดหน้าดินให้โล่ง ไม่มีพืชปกคลุมก็จะเกิดการกัดเซาะขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้เกิดการกระจายตัวของแคดเมียมมากขึ้นจนเกิดเป็นมลพิษ

ปี พ.ศ. 2512 - 2518 บริษัท ไทยซิงค์ จำกัด ได้สำรวจและได้ประทานบัตรการทำแร่สังกะสี นำสินแร่ออกมาได้ประมาณ 150,000 ตัน/ปี และปิดตัวลงในเวลาต่อมา แหล่งแร่แห่งนี้จึงถูกปล่อยทิ้งไว้อยู่ 6 ปี ต่อมาในปี 2526 บริษัทผาแดงอินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) ได้ประทานบัตรการทำเหมืองแร่ต่อ และขอขยายพื้นที่สัมปทานออกไปอีก ขณะเดียวกัน ในปี 2536 บริษัท ตากไมนิ่ง ก็ได้รับสัมปทาน ให้เข้ามาทำเหมืองอีกแห่ง ในพื้นที่ไม่ไกลกันนัก

สถาบันอีมี (IWMI-International Water Management Institute) หรือองค์กรนานาชาติอิสระศึกษาวิจัยเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำและดินในประเทศกำลังพัฒนา ของสหภาพยุโรป โดย ดร.โรเบิร์ต ซิมมอนส์ ได้ร่วมกับ ดร.พิชิต พงศ์สกุล นักวิชาการจากกรมวิชาการการเกษตร ทำการศึกษาเก็บข้อมูลและวิจัยการปนเปื้อนของสารแคดเมียมในดินและพืชผลการเกษตรบริเวณพื้นที่ห้วยแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เนื้อที่ 100 ตารางกิโลเมตรครอบคลุม 8 หมู่บ้าน

ผลการศึกษาระยะที่ 1 (พ.ศ. 2541 – 2543) พบว่า
..... มีความเข้มข้นของแคดเมียมในดินจากที่นาจำนวน 154 แปลง อยู่ในช่วง 3.4 - 284 มิลลิกรัมแคดเมียมต่อกิโลกรัมดิน ซึ่งสูงเกินกว่าค่าที่ยอมให้มีได้ของสหภาพยุโรปที่กำหนดไว้ที่ 3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมดิน ถึง 1.13 - 94 เท่า
..... จากการวิเคราะห์ข้าวจากที่นา 90 แปลง ที่บ้านผาเต๊ะ ในเมล็ดข้าวกะเทาะเปลือก พบแคดเมียมในช่วง 0.1 - 44 มิลลิกรัม แคดเมียมต่อกิโลกรัมข้าว ซึ่งค่าเฉลี่ยของข้าวไทยคือ 0.043 มิลลิกรัมแคดเมียมในข้าว กล่าวคือ 95% ของเมล็ดข้าวตัวอย่าง เกินค่าสูงสุดของที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกายอมให้มีได้

ผลการศึกษาในระยะที่ 2 (พ.ศ.2544 – 2546) เก็บตัวอย่างที่ตำบลพระธาตุผาแดง และ ต.แม่ตาว ซึ่งอยู่ในระยะที่ห่างจากเหมืองแร่มากขึ้น
..... พบความเข้มข้นแคดเมียมในดินในช่วง 0.5 - 218.2 มิลลิกรัมแคดเมียมต่อกิโลกรัมดิน คือมีปริมาณแคดเมียมสูงเกิน 72 เท่า จากค่ามาตรฐาน 3 มิลลิกรัมแคดเมียมต่อกิโลกรัมดิน
..... ความเข้มข้นของแคดเมียมในเมล็ดข้าวกะเทาะเปลือกจากตัวอย่างในนาข้าว 432 แปลง พบแคดเมียมในช่วง 0.05 - 77 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัมข้าว ประเมินได้ว่า 85% ของตัวอย่างข้าวปนเปื้อนสารแคดเมียมที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา กำหนดไว้แค่ 0.2 มิลลิกรัมแคดเมียมต่อกิโลกรัมดิน

คณะผู้ศึกษายังศึกษาความเข้มข้นของแคดเมียมในกระเทียมในพื้นที่เกษตร 14 แปลง พบว่ามีความเข้มข้นของแคดเมียมในช่วง 1.3 - 6.3 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัมกระเทียม ซึ่งสูงเกินค่าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกายอมให้มีได้ที่ 0.05 มิลลิกรัมแคดเมียม ต่อกิโลกรัมกระเทียมถึง 126 เท่า

การศึกษาความเข้มข้นของแคดเมียมในถั่วเหลือง 76 แปลงของพื้นที่เกษตร พบปริมาณแคดเมียมในช่วง 0.34 - 3.37 มิลลิกรัมแคดเมียมต่อกิโลกรัมถั่วเหลืองสูงกว่าค่ามาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกากำหนดไว้ 0.2 มิลลิกรัมแคดเมียมต่อกิโลกรัมถั่วเหลืองถึง 1.7-16.8 เท่า

คณะผู้ศึกษาจึงสรุปว่าเด็กอายุระหว่าง 4 - 14 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิดปกติจากไต เพราะพิษแคดเมียมที่สะสมในร่างกายมีผลทำให้เกิดภาวะไตวาย หรือป่วยเป็นโรค อิไต อิไต รวมทั้งส่งผลต่อเลือดและตับได้

รู้จักแคดเมียมที่นี่ http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp

การแก้ปัญหา
ภายหลังจากการแถลงผลการวิจัยต่อสื่อมวลชนของสถาบันอีมี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาครัฐก็ได้ระดมกันเข้าแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างขนานใหญ่
คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ ปี 2547-2548 เป็นเงิน 92 ล้านบาทเพื่อซื้อผลผลิตของเกษตรกรไปเผาทำลายทิ้ง และให้เกษตรกรหยุดทำการเพาะปลูกพืชอาหารต่ออีกสองปีโดยรัฐบาลจ่ายชดเชยรายได้ให้ในพื้นที่กว่าหนึ่งหมื่นสามพันไร่ และต่อจากนั้นให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ไม่ใช่พืชอาหารคือการปลูกอ้อยและให้เหมืองสร้างโรงงานผลิตเอทานอลเพื่อรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรมาแปรรูป(ซึ่งลามปามมาเป็นเอทานอลที่เราต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันไปอุดหนุนมาจนทุกวันนี้...เสร็จโจร!)

หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข ได้เข้าเก็บตัวอย่างปัสสาวะเพื่อหาปริมาณแคดเมียม ในประชาชนกลุ่มเสี่ยงบริเวณ 3 ตำบล มีผู้ได้รับการตรวจแล้วทั้งสิ้น 5,244 ราย และทราบผลแล้วจำนวน 2,222 ราย โดยพบว่า ร้อยละ 2.9 มีระดับแคดเมียมสูง (มากกว่า 10 ไมโครกรัม/กรัมครีอะตินิน) และร้อยละ 9.4 มีระดับแคดเมียมค่อนข้างสูง ส่วนที่เหลือร้อยละ สำหรับการตรวจการทำงานของไตในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (ระดับแคดเมียมในปัสสาวะมากกว่า 5 ไม่โครกรัม/กรัมครีอะตินิน) ทราบผลแล้ว 158 ราย พบว่า มีภาวะไตเสื่อม 10 ราย ภาวะไตเริ่มเสื่อม 35 ราย นิ่วในทางเดินปัสสาวะ 2 ราย และพบภาวะโลหิตจาง 67 ราย

ต่อกรณีของการปนเปื้อนของแคดเมียมในพื้นที่แห่งนี้ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง 2 หน่วยงานที่ให้ความเห็นไปคนละทาง

ข้อสันนิษฐานของกรมควบคุมมลพิษ
เนื่องจากในบริเวณที่ไม่มีกิจกรรมการรบกวนจากมนุษย์ จะพบสารแคดเมียมน้อย เช่น บริเวณบ้านถ้ำเสือ ซึ่งอยู่ต้นน้ำและอยู่เลยเหมืองแร่ขึ้นไป แต่หมู่บ้านตั้งแต่เหมืองแร่ลงมาคือ พะเด๊ะ แม่ตาวใหม่ จนถึงแม่น้ำเมย กลับพบว่ามีสารแคดเมียมสูงและลดหลั่นลงมาตามลำดับ กรมควบคุมมลพิษ จึงให้ข้อสันนิษฐานว่า การปนเปื้อนของสารแคดเมียมเกิดมาจากกิจกรรมของมนุษย์

แต่..... กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กลับไปเสียไกลเลย
ภายหลังที่กรณีนี้เป็นข่าวใหญ่โต กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ก็ได้จัดเจ้าหน้าที่ลงไปทำการสำรวจพื้นที่และแถลงว่า.....
“จากการประมวลผลการสำรวจสภาพพื้นที่เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมและติดตามเผ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยรอบพื้นที่ประทานบัตรเหมืองแรสังกะสี กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ประเมินว่าการปนเปื้อนของแคดเมียมในดินบริเวณตำบลพระธาตุผาแดง ตำบลแม่ตาว และตำบลแม่กุ มีสาเหตุหลักมาจากกระบวนการผุพังสลายตัวตามธรรมชาติของพื้นที่ตั้งแต่อดีตกาล ยุคควอเทอรนารี (Quaternary, 1.8 ล้านปีถึงปัจจุบัน) ภายหลังจากการยกตัวครั้งสุดท้ายของเทือกเขาหินปูนซึ่งเป็นแหล่งศักยภาพแรสังกะสี โดยการยกตัวของแผ่นดินทำให้เกิดการพังทลายและพัดพาตะกอนดินและหินจากเทือกเขาแหล่งแร่สังกะสีที่มีแคดเมียมเกิดร่วมอยู่ด้วยมาทับถมสะสมตัวในบริเวณที่ราบตะกอนเชิงเขา และที่ราบตะกอนน้ำพาตอนล่างจนกระทั่งมีความหนาเพิ่มขึ้น” http://www.dpim.go.th/laws/article?catid=122&articleid=309

........ ก็ด้วยเหตุนี้แหละครับที่ทำให้ผมกลัวการมีเหมืองแร่ในประเทศไทย

แม้ทุกคนจะรู้ว่าสาเหตุของปัญหา เกิดจากการที่ฝนชะหน้าดินที่อุดมด้วยแร่สังกะสี และแคดเมียมลงสู่ต้นน้ำของลำน้ำธรรมชาติ คือห้วยแม่ตาว ทำให้เกิดการสะสมในตะกอนท้องน้ำ เมื่อปล่อยน้ำเข้าสู่แปลงนา ตะกอนจะตกในแปลงต้นน้ำ และลดลงในแปลงต่อ ๆ ไป แต่อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายต่างก็ลงความเห็นว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวว่าแคดเมียมมาจากเหมืองสังกะสีที่ทำการอยู่ในบริเวณที่พบการปนเปื้อนนี้ ทั้งๆที่มีชาวบ้านร้องเรียนมาว่าเหมืองแร่ใหญ่ทั้ง 2 แห่ง มีการลักลอบปล่อยน้ำเสียมายังที่นาและไร่ถั่วเหลืองเป็นประจำ

ต่อมาภายหลังทางเหมืองแร่ได้ทำการเพิ่มขนาดแอ่งเก็บตะกอนแร่เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์น้ำล้นเกิดขึ้น และปรับปรุงพื้นที่กองแร่ป้องกันไม่ให้น้ำฝนชะล้างกองแร่ลงสู่ลำน้ำ .....เหตุการณ์จึงสงบมาจนปัจจุบัน

เป็นที่น่าสังเกตว่า ต่อกรณีการเจ็บป่วยของชาวบ้านรอบๆเหมืองแร่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีหน่วยงานใดกล้าชี้ชัดลงไปว่าเกิดจากกิจกรรมของเหมืองแม้แต่หน่วยงานเดียว

อ้างอิง : กรณีศึกษา แคดเมียม อ.อุไรวรรณ - กระทรวงสาธารณสุข
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: