Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 พฤศจิกายน, 2560, 18:58:24

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พระอาจารย์ไม อินทสิริ  (อ่าน 183 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,597
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 23 ธันวาคม, 2558, 10:56:15 »

ที่มา:จากหนังสือ พระอาจารย์ไม อินทะสิริ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ในพิธีทอดกฐิน วันที่ 14 พฤศจิกายน 2550

http://www.web-pra.com/Amulet/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A7
         
ท่านอยากบวชตั้งแต่เรียนอยู่ประถมปีที่ 4 ขอพ่อๆไม่ให้ พ่อขอให้ช่วยงานบ้าน ช่วยแม่เลี้ยงน้อง เพราะน้องยังเล็ก ต้องอาศัยม่านช่วยงานบ้าน ตักน้ำ ตำข้าว ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 7 คน ชาย 6 หญิง 1 คุณพ่อขอให้น้องๆโตเสียก่อนค่อยบวช
         
ตอนอายุประมาณ 10-11 ปี ไปอยู่หนองบัวลำภู เช้านำควายไปเลี้ยงตามทุ่งนา ท่านชอบนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ “ใต้ต้นข้อ”  ท่านชอบนั่งหลับตาเป็นนิสัย แต่ไม่ได้ภาวนา ท่านมักจะเห็นสวรรค์เป็นหอปราสาท และเห็นสักเทวราช (พระอินทร์) ใส่โจงกระเบน เหาะลงมาสอนท่านสวดมนต์คาถา จนท่านท่องจำได้ จนอายุ 16-17 ปี ก็ยังเห็นท่านอยู่ ท่านจะสอนธรรมะ คาถาป้องกันตัว อยู่ยงคงกระพัน คาถาเจ็บไข้ได้ป่วย เวลาท่านสักเทวราชจะกลับ ท่านจะสั่งว่า เวลามีเรื่องอะไรให้นึกถึงพ่อ ท่านเรียกตัวเองว่า พ่อ พระอาจารย์ท่านไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง นอกจากคุณพ่อ คุณพ่อท่านให้เขียนคาถาเอาไปท่อง  เพราะเหตุนี้ เวลามีคนเจ็บไข้ได้ป่วยเล็กๆน้อยๆ มาหาพระอาจารย์ไม ท่านเป่าให้ บอกหาย คนนั้นก็หาย
         
อายุ 12-13 ปี ท่านทำงานบ้านทุกอย่างช่วยแม่ ตำข้าว ตักน้ำ ทำอาหาร และ รับจ้างทุกอย่างจนเก็บเงินซื้อควายได้ 2 ตัว ตอนอายุ 13 ปี ( เปรียบเทียบกับคนอายุ 60 สมัยนั้น บางคนยังซื้อควายไม่ได้เลย )  ท่านเป็นคนที่ไม่กระตือรือร้นในการแต่งตัว ใส่เสื้อผ้าแบบไหนก็ได้ ไม่ชอบเที่ยว ดูหนัง ร้องรำทำเพลง  แต่รำกลอนเป็น เพราะพ่อสอนให้ พ่อเคยเป็นหมอลำ เรียก โจทย์แจ้ ตอบปัญหาทางด้านประวัติศาสตร์ ธรรมะ ภาษาไทย บาลี มคธ พ่อสอนเก่งมาก พ่อสอนให้รำ เพราะว่าเป็นประวัติศาสตร์ คำสอนในทางศาสนา
         
อายุ 14 ปี   คุณพ่อเสีย ก่อนเสียพ่อป่วยอยู่เป็นปี วันนั้นเฝ้าพ่ออยู่คนเดียว ประมาณบ่าย 3 โมง พ่อสั่งว่าอีก 3 วัน พ่อจะตาย ให้เลี้ยงน้องให้โตก่อน แล้วบวชให้พ่อด้วย มีคำหนึ่งที่พ่อสั่งไว้ว่า ถ้าพ่อตายแล้วแม่คิดจะมีสามีใหม่ อย่าไปห้ามแม่นะ แต่อย่าให้สามีใหม่มารังแกน้อง อยู่มาอีกปีเศษ มีคนมาชอบแม่จะขอแต่งงาน แม่ถามว่าจะให้แม่แต่งหรือไม่ ก็ถามแม่ว่าจะแต่งทำไม แม่ว่าจะได้มาเลี้ยงน้อง ดูแลงานบ้าน
         
พ่อเลี้ยงเป็นนักเลง เล่นการพนัน ชอบขโมยของมาเล่นการพนัน อยู่มาวันหนึ่ง น้องชายคนติดกัน กลับมาจากโรงเรียน แม่บอกให้ไปไล่ควายจากทุ่งนากลับเข้าบ้าน แต่น้องชายไม่รีบไป แม่ก็บ่น พ่อเลี้ยงเสริมว่าไม่เชื่อฟังพ่อแม่จะฆ่ามันตาย จับไม้ค้อนขว้างถูกส้นเท้าเป็นแผล น้องร้องไห้ ตอนนั้นท่านอายุ 15 ปี  เห็นพ่อเลี้ยงทำอย่างนั้นเสียใจมาก กลางคืนท่านฝนมีดยาว 15 ซ.ม. อยู่ 3 วัน 3 คืน คิดจะฆ่าพ่อเลี้ยง จะแทงตอนเขานอน แต่ก็คิดอีกว่า ฆ่าเขาแล้ว จะหนีอย่างไร เพราะตอนนั้นย้ายบ้านไปอยู่หนองบัวลำภู บ้านไกลจากบ้านเก่าที่จ.อุดร ก็กลัวมีโทษ กลัวโดนจับ กลัวไม่ได้ดูน้อง ผ่านไป 2-3 วัน จนยับยั้งสติอารมณ์ไว้ได้ เป็นจิตที่รักน้องมากที่สุดไม่อยากให้ใครมารังแก
         
ต่อมาญาตพี่น้องทาง บ้านเก่าที่อุดร พากันไปรับมาที่บ้านเกิด บ้านเก่า ซื้อไร่ซื้อนาใหม่ พ่อเลี้ยงก็ตามมาอีก ก็ยังเล่นการพนันเหมือนเดิม ช่วงนั้นเดือนมีนาคม ชาวอีสานแต่ละบ้านจะจัดงาน มีงานบุญ มีเทศน์ผะเหวต กลางคืนมีมหรสพ หมอลำ ตอนเช้าตื่นสาย แม่ปลุกว่าไม่ไปไร่หรือ เพราะปกติต้องไปขุดไร่ ไถไร่ พวกเราตื่นสายประมาณโมงเศษๆ พอแม่บ่น พ่อเลี้ยงก็บ่น ทั้งๆที่พ่อเลี้ยงไม่เคยช่วยงานอะไรเลย พี่ชายคนที่ติดกัน ดึงปืน ท่านก็ชักมีด พี่ชายคนโตก็มาห้าม พ่อเลี้ยงก็หนีไปตั้งแต่บัดนั้น ไม่กลับมาอีก ชีวิตคนมีพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงก็เป็นแบบนี้แหละ
         
อายุ 17 ปี ไปช่วยงานญาตพี่น้อง ลุง น้า บ้าง ปลูกอ้อย ข้าวโพด ถั่วลิสง ปลูกผักขาย ส่วนมากเป็นน้าของแม่ ซึ่งท่านเรียกพ่อใหญ่ เพราะเขามีลูกเล็กช่วยงานยังไม่ได้

สู่ร่มกาสาวพัสตร์
         
อายุ 18 ย่าง 19 ปี  ลุงอยากให้มาบวช เพราะที่วัดไม่มีพระเณรมาบวช อีกอย่างเห็นสาวๆมาคุยมาเล่นด้วย แต่พระอาจารย์มีจิตใจไม่คิดจะมีลูกเมีย ท่านชอบพูดเล่นกับหญิงสาวว่า ไม่คิดจะแต่งงาน แต่นิสัยจะรังเกียจผู้หญิงที่มาพูดให้ทางผู้ชาย แต่มีความคิดในใจว่าจะแต่งงานกับผู้หญิงที่มีความรักจริง ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ แต่ถ้าไม่ซื่อสัตย์สุจริต บริสุทธิ์ต่อเรา  เราจะไม่ยุ่งเด็ดขาด ผู้หญิงที่จะมาแต่งงานกับพระอาจารย์ ถ้าไม่ได้แต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย  จะไม่แตะต้องผู้หญิงคนนั้น ท่านมีความคิดเช่นนี้ ก็เลยมีความมั่นใจตนเองว่าจะไม่ล่วงเกินผู้หญิงคนใดทั้งสิ้น  แต่ลุงไม่เชื่อว่าจะมีคนคิดแบบพระอาจารย์ ลุงขอร้องให้บวช กลัวจะมีเมียก่อน ลุงเคี่ยวเข็ญทุกวัน สุดท้านจึงตกลงใจบวช ตกลงไปเข้านาค ก่อนเข้านาคสัญญากับลุงว่า ถ้าหลานไปบวช ออกพรรษาเมื่อไหร่ ก็สึกเมื่อนั้นอย่าห้าม  ก็เลยไปเข้านาค 1 เดือน  บรรพชาเป็นสามเณรไม  เมื่อ 11 พฤษภาคม 2509 ที่ วัดศิริวัฒนา จ.อุดรธานี  บวชเป็นเณรอยู่ 2 พรรษา ( 1 ปี 8 เดือน 19 วัน )  ต่อมาปี 2511 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ
         
ระยะเวลาเป็นเณร อยู่อุปัฏฐากครูบาอาจารย์ อาหารไม่ค่อยมี ไปตัดยอดหวาย หน่อไม้ ตอนเช้าไปทำอาหาร เช่น แกงขี้เหล็ก เลี้ยงถวายครูบาอาจารย์  พระอาจารย์ตอนเป็นเณร กิจวัตรประจำวัน  ตักน้ำจากบ่อเป็นน้ำสรงครูบาอาจารย์ ทุ่มหนึ่งทำวัตรเย็น  2 ทุ่ม เดินจงกรม 2 ทุ่มครึ่ง นั่งสมาธิ ท่านมีความตั้งใจปฏิบัติเข้มงวดกวดขัน  บวชได้ 1 เดือน 20 วัน ก็รู้ธรรม เห็นธรรม สู้เป็นสู้ตาย  ไม่หลับไม่นอนหลายวันหลายคืน  ปฏิบัติจริงจัง ปฏิบัติเอาเป็นเอาตาย  พอจิตเข้าถึงธรรมแล้ว จิตยึดมั่นอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านปฏิบัตไม่ท้อถอย อดทนต่อสู้ งานวัดไม่ว่าวัดไหน งานก่อสร้าง ศาลาการเปรียญ จะตั้งใจช่วยงาน
         
ตอนที่ปฏิบัติใหม่ๆ เราเพิ่งจะฝึกปฏิบัติธรรม ตอนเดินจงกรมไม่เท่าไหร่ แต่พอไปนั่งสมาธิ มันเห็นทุกข์ เห็นทุกข์ทันทีเลย พอนั่งไป 20-30 นาที นี่มันรู้เลย   ทุกข์มันเกิดขึ้น เหน็บมันไม่รู้มาจากที่ไหน พอเรานั่งไปถึง 20-30 นาที มันจะขึ้นเลย  ขึ้นที่เท้าเราเสียก่อน แล้วขึ้นมาตามขา จนขึ้นตามสันหลัง ขึ้นไปบนศรีษะ  ทำให้จิตใจท้อแท้ไปหลายครั้งหลายหน
         
นี่สู้ด้วยตนเองมา ตอนบวชเข้ามาใหม่ๆ ยังไม่รู้เดียงสาอะไร การศึกษาก็ยังไม่มี เพราะว่าเราเพิ่งบวชใหม่ โอกาสที่จะได้ไปศึกษาธรรมะก็ยังไม่มี แต่วันไหนว่างๆ ก็พอได้อ่านประวัติพระพุทธเจ้า อ่านหนังสือพุทธประวัติเล่มหนึ่ง  แต่ทำอย่างอื่นนั้นยังไม่รู้  แต่ครูบาอาจารย์สอนให้เรานั่งสมาธิ นั่งสมาธินั่งแบบไหน เดินจงกรมเดินแบบไหน  ท่านบอกเรา เวลาเดินก็กำหนดเอาต้นไม้ที่ห่างจากกัน 20-30 เมตร แล้วเดินจากต้นไม้ต้นนั้น ไปต้นไม้ต้นนั้น มีจุดหมายปลายทาง  เดินแล้วก็มานั่ง ตอนนั่งมันจะเป็นทุกข์ได้ง่ายกว่าเดิน เพราะอิริยาบถนั่งจะเป็นการนั่งอยู่ท่าเดียว ถ้าเรายังไม่เกิดความเคยชิน เราจะนั่งไม่ได้นาน อันนี้เป็นครั้งแรกที่เราเริ่มปฏิบัติธรรม มองทางสุขไม่มีเลย มีแต่ทุกข์อย่างเดียว การปฏิบัติธรรมอันดับแรกมองเห็นแต่ทุกข์อย่างเดียวไม่มีสุขเพราะมันเจ็บปวด มันทรมาน ทั้งที่เราอยากรู้อยากเห็นอยากได้ธรรมะ อยากให้จิตสงบเป็นสมาธิ แต่สิ่งที่รบกวนก็ดลบันดาลอยู่อย่างนั้น ทำให้จิตใจของเราท้อถอยอยู่ตลอดเวลา
         
นั่งแต่ละวันได้ 20-30 นาที ก็ลุกขึ้นแล้ว ไปเดินแล้วเปลี่ยนอิริยาบถใหม่แล้ว เดินไปเป็นชั่วโมง มานั่งอีก 20-30 นาทีก็ไปอีกแล้ว พยายามอยู่อย่างนี้ก็แพ้อยู่อย่างนี้ ทำเป็นเดือนก็อยู่อย่างนี้ ทีนี้ทำยังไงถึงได้ตัดสินใจ การตัดสินใจคือตัดสินใจด้วยการได้ยินได้ฟัง จากครูบาอาจารย์ท่าอบรมสั่งสอนเรา ครูบาอาจารย์ท่านแสดงอภินิหารให้เราเห็น แสดงอภินิหารแบบไหน  ท่านมีความรู้พิเศษ ท่านสอนเราให้ปฏิบัติแล้วเราทำไม่ได้  ท่านค่อยมาเตือนเราทีหลังพอเราเจอทุกข์  ทีนี้สิ่งที่มันเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่จูงใจให้เราปฏิบัติกล้าตัดสินใจต่อสู้ จริงๆจังๆแล้วนั่น
         
พระอาจารย์ของเราท่านบอกว่า วันนี้ มีพระท่านกำลังเดินทางมา ระยะทางนั่น 7-8 กิโลเมตรจากวัดเราไปหาวัดท่าน  ฉันเช้าเสร็จท่านบอกว่า ไปล้างบาตรแล้วเอาบาตรเราไปส่งกุฏิ  อย่าเพิ่งไปนะ ท่านพูดอย่างนี้   ทีนี้อาตมาก็เลยเอาบาตรล้างบาตรเสร็จเรียบร้อยก็เอาบาตรไปไว้ที่กุฏิ ก็นั่งคอยท่านอยู่ ซักพักท่านก็ขึ้นกุฏิไป   

         
พอท่านขึ้นกุฏิไป ท่านบอกว่า  ตอนนี้มีพระท่านกำลังเดินทางมา พระองค์นั้นชื่ออาจารย์บุญเกิด ท่านอยู่วัดป่าศรีคุณาราม บ้านจีบ ส่วนอาตมาอยู่วัดป่าศิริวัฒนา บ้านโนนถั่วดิน  ท่านอาจารย์องค์ที่เป็นอาจารย์ของอาตมาชื่อพระอาจารย์ศรีอุจโย  ท่านบอกว่าพระอาจารย์บุญเกิดกำลังเดินทางมา ท่านจะไปบ้านเลาใหญ่ ไปขอไม้ไผ่กับท่านอาจารย์สาลี วัดป่ามัจฉิมวงศ์  ที่อำเภอกุมภวาปี มาทำซี่กลด เพราะว่าไม้ไผ่ในสมัยนั้น วัดป่ามัจฉิมวงศ์เป็นวัดเก่าแก่ ไม้มันแก่ดี เอามาทำซี่กลดได้มอดมันไม่กิน แต่ส่วนวัดพวกเราเป็นวัดใหม่ ไม้ไผ่ยังไม่มี
         
ท่านก็เลยบอกว่าท่านกำลังเดินทางมา มีพระองค์หนึ่งใส่แว่นตาดำเดินตามหลังมา มีเด็กวัดตัวเล็กๆ สะพายย่ามเดินอยู่กลาง ท่านว่าอย่างนี้  แล้วท่านก็บอกให้เอาเสื่อมาปู เอากามากรองน้ำ พอท่านบอกอย่างนั้น พระองค์หนึ่งเป็นพระบวชใหม่พร้อมอาตมา ก็เลยพูดขึ้นว่า โอ๊ยท่านอาจารย์นี่ไม่รู้ว่าพูดอะไร คนไม่มีก็พูดไปเหมือนกับบ้า  พระใหม่นี่เพิ่งบวชได้เดือนเศษๆ เฮ้! พระนี่พูดให้ฟัง มันไม่ฟัง ถ้าไม่ทำรีบลงกุฏิหนีนะ ท่านก็ดุเลยไล่ลงกุฏิ ถ้าไม่ลงไปโดนไม้ค้อนนะ พระนั่นก็เลยลงกุฏิไป
         
ท่านก็เลยพูดว่า “ไม” อย่าไปกับเขานะ เอาเสื่อมาปู เอากามากรองน้ำ  เราก็กลัวท่านดุ ก็เลยเอาเสื่อมาปู เอากามากรองน้ำ เอาไปจัดอาสนะเอาไว้เรียบร้อย  ท่านก็บอกนั่งลง  พอเราทำเสร็จ  ท่านบอกว่าตอนนี้ท่านอาจารย์บุญเกิดกำลังจะเข้ามาในหมู่บ้านโนนถั่วดินให้ ท่านเดินทางมาถึงโรงเรียน หน้าโรงเรียนจะมีต้นมะม่วงต้นหนึ่ง ท่านบอกว่า ถ้าท่านเดินมาถึงต้นมะม่วงหน้าโรงเรียน เราก็เดินลงจากกุฏิ  เดินไปถึงริมรั้ววัดทางทิศตะวันออก ที่ประตูออกไปบิณฑบาต ท่านก็จะเดินจากต้นมะม่วงมาถึงนั่นพอดี  เราก็ไปรับย่ามท่านมา ท่านบอกอย่างนี้
         
วันนี้ท่านมาแล้วท่านจะมาพักที่วัดเราเสียก่อน เพราะวันนี้แดดมันร้อน ท่านพูดอย่างนี้ บ่าย 3 โมงแดดอ่อนเสียก่อน ท่านถึงจะไปบ้านเลาใหญ่  ท่านพูดอย่างนี้ อาตมาก็คิดอยู่ในใจ เฮ้! พระนี่บวชมาหลายๆพรรษาได้เป็นเจ้าอาวาส หาแนวทางที่จะมาหลอกศรัทธาญาติโยม หลอกพระสงฆ์องค์เจ้าอยู่อย่างนี้เหรอ หลอกพระเณรอย่างนี้หรือ หาเรื่องหลอกลวงอยู่อย่างนี้เหรอ  ทำอย่างนี้คนก็มาหลงงมงายทำบุญทำทานกัน คนเรานี่มันก็โง่ เราก็คิดไป คิดแล้วก็เดินไป ก้มหน้าเดินไป พอเดินไปถึงประตูที่ออกบิณฑบาตเงยหน้าขึ้นมอง  หลวงพ่อบุญเกิดมาถึงที่นั่นพอดี ทำให้เรานี่ตกใจ ตกใจวูบเลย ท่านรู้ได้อย่างไร อาจารย์ของเรา ท่านไม่ได้โกหกเรานี่ เราก็นึก หรือว่าท่านจะเขียนจดหมายไปบอกกันว่า   ผมจะไปบ้านเลาใหญ่ ผมจะไปพักที่วัดท่าน บ่าย 3 โมงถึงจะเดินทางเพราะวันนี้แดดมันร้อน เฮ้! ถ้าเขียนจดหมายมาบอก ทำไมถึงรู้ว่ามาถึงนั้นแล้วมาถึงนี้แล้ว  ท่านเดินมาถึงต้นมะม่วงหน้าโรงเรียนกับกุฏิที่เราเดินลงไปถึงประตูรั้ววัด ที่จะออกไปบิณฑบาตร  เหมือนกับท่านได้เอาตลับเมตรไปวัดไว้เลย มันตรงเป๊ะเลย
         
เราอัศจรรย์ใจ ก็เดินออกไปรับย่ามจากหลวงพ่อบุญเกิด ท่านก็ถามว่าเณรมาอะไร ตอนนั้นอาตมาเป็นเณรนะ เพิ่งบวชได้เดือนเศษๆเป็นเณรอยู่ บวชใหม่ด้วย ทีนี้หลวงพ่อบุญเกิดก็ถามว่า เณรมาอะไร มารับท่านอาจารย์ ใครบอกมา บอกว่าท่านอาจารย์บอกมา เท่านั้นนะท่านก็ยิ้ม เดินตรงไปที่กุฏิเลย ยังไม่ขึ้นกุฏิ พอถึงหน้ากุฏิ ท่านอาจารย์อยู่บนกุฏิ ก็ลงมาถามว่า เอ้าท่านอาจารย์จะไปไหน หลวงพ่อบุญเกิดบอกว่า ผมจะไปบ้านเลาใหญ่ ท่านอาจารย์จะไปอะไรบ้านเราใหญ่ จะไปขอไม้ไผ่ท่านอาจารย์สาลีมาทำซี่กลด เอ้า! นิมนต์ขึ้นมาฉันน้ำเสียก่อนไม่ดีเหรอ เฮ้อ! จะขึ้นไปพักที่นี่ก่อนวันนี้แดดมันร้อน บ่าย 3 โมงถึงจะไป  ท่านพูดอย่างนี้
         
เอ๊ะ! เราก็งงอีก บอกเราหมดแล้วทำไมถึงเดินลงมาถาม เรื่องนี้เป็นเรื่องลึกลับ เราบวชใหม่ก็งงๆ เอ๊ะรู้ได้ไง  ก็เลยคิดว่าท่านอาจารย์
เรียนคาถาอะไร น๊อ! เราคิดอยากเรียน ก็คิดอยู่ในใจ ท่านก็คุยกัน  คุยสักพักท่านก็นอนหลับ   บ่าย 3 โมง หลวงพ่อบุญเกิดลุกข้นมา เฮ้ย! ได้เวลาแล้วแดดอ่อนแล้ว เราจะเดินทาง กลัวมันจะมืดก่อน หลวงพ่อเราก็เลยบอกว่าเณรไปส่งท่าน ไปแล้วรีบกลับมานะ อาตมาก็เลยไปส่งท่าน
         
พอไปส่งถึงทางออกวัดแล้วเราก็กลับมา  พอกลับมาท่านก็นั่งคอยอยู่บนกุฏิ  ขึ้นไปก็ไปกราบลง พอกราบลงเท่านั้นแหละ ท่านถามคำแรกขึ้นมา อยากมีมั๊ยหูทิพย์ตาทิพย์ ท่านพูดตรงๆอย่างนี้  อยากมีครับผม เราก็ประนมมือขึ้น  อยากมีครับผมเราก็กราบลง ถ้าอยากมีเดินจงกรมให้มันขาด้วน พูดแบบนี้ นั่งให้มันตาย กิเลสไม่ตายคนตาย พูดแค่นี้เดินเข้ากุฏิใส่กลอนเลย ไม่พูดอะไรอีก ล็อกกุฏิไว้เลย  เราได้แค่นี้ เราเป็นยังไง จิตใจของเรา หูทิพย์ตาทิพย์ ได้มาจากเดินจงกรมนั่งสมาธิอย่างนี้หละ เรานึกอย่างนี้  คืนนี้เราจะเอามันให้ได้
         
พอค่ำมาไปทำวัตรเย็นเสร็จ ลงมาทุ่มเศษๆ เข้าทางจงกรม เดินจงกรมก็อยากนั่ง คือจิตใจมันกำลังต้องการ เดินจงกรมก็อยากนั่งสมาธิแต่ต้องทำ เพราะว่า ก่อนที่จะนั่งต้องเดินเสียก่อน ทุกวันจะต้องทำอย่างนั้น อย่างน้อยก็ต้องได้ชั่วโมงหนึ่งเสียก่อน เดินยังไม่ถึงชั่วโมง จิตมันอยากนั่ง อยากมีหูทิพย์ตาทิพย์ พอเดินจงกรมไปถึงชั่วโมง ก็รีบขึ้นกุฏิไปนั่ง พอไปนั่งปุ๊บ 20-30 นาที โอ๊ยมันจะตายเลย เหมือนเดิมเลย พวกเราเป็นไม๊เจ็บปวดทรมาน นี่เขาเรียกว่ามาร ตอนนั้นยังไม่รู้มารหรอก พอเจ็บปวดก็หลับตาลง รู้สึกว่าร่างกายของเรามืด ดำสนิทเลย กำหนดจิตเข้าไป พอกำหนด พทโธๆ ลมหายใจเข้า พุทธ หายใจออก โธ มีสติควบคุมอยู่อย่างนั้น  แต่ว่าร่างกายของเราตัวแข็งดำสนิทเลย ในร่างกาย มีแต่ความเจ็บปวด ทรมาน ผลสุดท้ายก็ลุกขึ้นไปเดิน ไม่เหมือนกับที่เราตั้งใจเอาไว้ เราตั้งใจเอาไว้มันไม่เหมือนเลย พอไปเดินแล้วกลับขึ้นมานั่งใหม่ ก็เป็นอีกเหมือนเดิม วันนั้นพยายามอยู่อย่างนั้นจนอ่อนใจก็เลยหยุดพักผ่อน
         
วันหลังมาก็ทำใหม่ จากนั้นมา ทำได้ 6-7 วัน สู้อยู่อย่างนั้น เจ็บอยู่อย่างนั้น ปวดอยู่อย่างนั้น ทีนี้ได้ 7 วัน กวาดตาดตอนเย็น ทั้งกวาดตาดทั้งคิด เอ๊ ทำยังไงน๊อ ถึงจะเดินจงกรม นั่งสมาธิ ได้อย่างที่ท่านอาจารย์พูด  ถ้าเป็นอย่างนี้เราไม่มีโอกาสที่จะได้หูทิพย์ตาทิพย์ นึกในใจก็เกิดอ่อนใจ  ก็เอามือหนึ่งจับคันตาด  นั่งเขียนดินเล่นเหมือนกับคนไม่มีอะไรตายอยาก  หมดอาลัยแล้ว หมดความหวังแล้ว ก็เอามือเขียนดินเล่น  ซักพักหนึ่ง ท่านอาจารย์มายืนอยู่ตรงหน้าเรา ท่านมาเมื่อไหร่ไม่รู้ จิตมันเผลอถึงขนาดนั้น ลืมตัวขนาดนั้น เรามัวแต่ก้มเขียนดินเล่น ไม่รู้เขียนอะไรไม่เป็นตัวป็นตนหรอก ก็ขีดไปงั้นๆแหละ  ท่านก็เลยถามว่า  เณรเป็นยังไงเดินจงกรมนั่งสมาธิ   ตกใจแหงนหน้ามา ท่านมาได้ยังไงเราไม่ได้ยิน  พนมมือขึ้นว่าจะตอบท่านว่า กระผมเดินจงกรมนั่งสมาธิ ไม่รู้ว่าเป็นยังไงมีแต่ความเจ็บปวด นึกว่าจะพูดอย่างนี้ ท่านบอกหยุดๆ ตามเราขึ้นไปกุฏิ  ท่านพูดอย่างนี้  ท่านก็เดินกลับกุฏิเลย
         
ก็เลยเดินตามท่านขึ้นไป ท่านก็ไปนั่งบนอาสนะ บนอาสน์สงฆ์ เราก็มานั่งข้างหน้า ก็กราบท่าน พอกราบท่าน ท่านก็ถามเลย พระพุทธเจ้าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย  พอท่านถามอย่างนี้ เราได้ธรรมะแล้ว  มันก็แปลกนะ มันแปลออกมาเลย เราก็ตอบว่าเป็นผู้ชายครับผม  เราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย  เป็นผู้ชายครับผม คำแปลในใจพวกเราจะแปลว่าไง อยากจะให้ใครตอบซักคนหนึ่ง อันนี้เกิดขึ้นมาจากใจปุ๊บ  พระพุทธเจ้าเป็นผู้ชายเราก็เป็นผู้ชายทำไมถึงโง่ขนาดนี้

         
ไม่ใช่ผู้หญิงเหรอใจอ่อนแออย่างนี้เหรอ ทำไมไม่ไปนุ่งผ้าถุงเหมือนอย่างผู้หญิง มันออกมาจากจิตเลย พอได้ตัวนี้ มันเข้มแข็ง จิตใจมันเข้มแข็ง นี้พระพุทธเจ้าออกบวชอายุเท่าไร ตอนนั้นไปอ่านพุทธประวัติเล่มหนึ่ง ก็เลยรู้ว่าพระพุทธเจ้าออกบวชตอนอายุ 29 ปี ตรัสรู้อายุเท่าไร  35 ครับผม  เราอายุเท่าไร  18 ย่าง 19 ปี ครับผม  มันโง่ขนาดนั้นเหรอ สู้ผู้เฒ่าไม่ได้  อายุ 18-19 มาปวดแข้งปวดขา  ปวดหลังปวดเอวอย่างนี้เหรอ ท่านพูดแรง ท่านพูดดุๆ แล้วท่านก็ถามอีกคำหนึ่ง  พระพุทธเจ้าเอาชนะอะไร ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้เป็นศาสดาเอกของโลก  เราตอบไม่ได้ เพราะเราไม่เคยปฏิบัติ  เราก็นิ่ง พอเรานิ่งปุ๊บ  ท่านก็พูดขึ้นมาว่า พระพุทธเจ้าเอาชนะมารไม่ใช่เหรอ กิเลสมาร สังขารมาร  พระพุทธเจ้าเอาชนะตรงนี้ถึงได้ตรัสรู้เป็นศาสดาเอกในโลก
         
พอท่านพูดคำนี้ เรานี้ใจขึ้นเลย นี่เหรอมารที่เรานั่งปวดขาอยู่ทุกวันนี้รู้เลย คืนนี้กูจะสู้ให้มันตาย กูจะไม่ยอมหยุดมัน มันสู้เลย จิตมันต่อสู้เลย พอได้ฟังอย่างนั้น เหมือนกับได้ยาบำรุง มันมีคนจูงใจ มีสิ่งที่จะจูงใจ จิตมันถึงจะต่อสู้ คอยมีครูบาอาจารย์แก้ไข ถ้าเราไม่มีครูมีอาจารย์ ไปหยุดอยู่แค่นั้นมันก็ทำไม่ได้ ถ้าแพ้ก็คือแพ้ไป ถ้าเราไม่สู้อีกก็แพ้ไป ได้ยินแล้วไม่ปฏิบัติก็คือแพ้ไป นี่มันจะเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นมีความตั้งใจ ก็เลยคิดว่าตอนนั้นมันใกล้จะค่ำแล้วก็อยากจะไปเดินจงกรม ยังไม่ได้สรงน้ำยังไม่ได้ทำวัตรเย็น คิดอยากจะเดินจงกรมอีกแล้ว ใจมันขึ้น อยากจะเดินจงกรม จากนั้นมาก็เลยลง   
         
ท่านก็สั่ง ไปไป สรงน้ำ ไปทำวัตร เราก็ลงจากกุฏิ  ท่านก็ไปสรงน้ำ แล้วก็ขึ้นศาลา  ไปจัดอาสนะที่ศาลา  แล้วก็ทำวัตรเย็น  พอทำวัตรเสร็จ ท่านก็สั่งให้เลิก ไป ไปภาวนา ท่านพูดอย่างนี้ มีพระเณร ปีนั้น 12 รูป ที่อยู่ด้วยกัน ทั้งพระทั้งเณร แต่องค์อื่นท่านไม่เคยบอก ไม่เคยเคี่ยวเข็ญ ท่านเร่งแต่อาตมาองค์เดียว ทีนี้พอลงมา ก็เดินไปที่ต้นไม้ที่เรากำหนดเอาไว้ เป็นทางจงกรม แล้วก็ไปเดินจงกรม ตอนเดินจงกรมได้ไม่ถึงชั่วโมงก็อยากจะไปนั่งแล้ว เหมือนเดิมแหละ เหมือนเดิม ใจมันขึ้นแล้ว มันอยากรู้มันอยากเห็น วันนี้จะต้องเอาชนะให้มันได้ เรื่องมารเรื่องกิเลส     
         
ทีนี้พอเดินจงกรมไปถึง 2 ทุ่ม ก็เลยขึ้นกุฏิ กุฏิก็กุฏิเล็ก ๆ  ประตูที่กุฏิมันไม่มีกลอน เหมือนอย่างทุกวันนี้  เอาไม้ขัดเอา ขัดบานประตู  ขัดประตูล็อกประตูอย่างดีแล้ว นึกในใจ กราบลงที่หัวนอนที่เราจะนอนนั่นแหละ  ที่นอนของเรา กราบลงแล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่รู้ไม่เห็นธรรมในวันนี้ คืนนี้ จะไม่ลุกจากที่นี่ พอตั้งจิตอธิษฐานแล้วก็นั่ง  พอนั่งไป 20-30 นาที เหมือนเดิม  มาอีกแล้ว มารมาอีกแล้ว  แต่มาเที่ยวนี้ เราสู้ เราสู้ตาย พอมันเกิดขึ้นมาปุ๊บ นี่หรือมาร จำคำที่ท่านอาจารย์พูดให้ฟัง ว่ามารคือสังขารมาร นี่หรือมาร เราจะยังแพ้อยู่อีกหรือ พระพุทธเจ้าเอาชนะได้ เราต้องเอาชนะให้ได้ พอนั่งไปกำหนดไป ก็เจ็บไป ปวดไป แต่สติไม่เคยขาดจากพุทโธ

 
พระอาจารย์ไม อินทสิริ

         
กำหนดรวมเลย รวมพุทธ หายใจเข้า โธ หายใจออก มีความรู้สึกจากหน้าอกมาถึงปลายจมูก นั่งอยู่นั่นแหละ กำหนดอยู่อย่างนั้น ตอนที่กำหนดอยู่นั้น ร่างกายสังขารของเรา ดำสนิทเลย ดำสนิทตัวแข็งทื่อ เหน็บขึ้นเป็นช่วงๆ ชากันไปถึงศรีษะ จนขนหัวลุกซู่ขึ้นมา แต่คิดว่า เราจะยอมตายถ้าเราไม่ชนะมารในคืนนี้ จิตมันคิดต่อสู้ เราจะสู้ให้ตาย ถ้าเราตาย เราได้มีโอกาสมาเกิดในภพหน้า เราคงจะไม่ปฏิบัติได้ยากเหมือนอย่างปัจจุบันนี้  เพราะว่าในอดีตชาติเราคงไม่ได้พบพุทธศาสนา ได้พบธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไม่เคยรักษาศีลกินทาน เวลามาปฏิบัติในภพนี้ ถึงได้เป็นอย่างนี้จิตมันเลยย้อนอดีตไป
         
ตั้งแต่เราเกิดมาจนถึงปัจจุบันนี้ เราเป็นลูกชาวนา เกิดมาพอรู้เดียงสาไปนากับพ่อ ไปหาปูหาปลา จับกบจับเขียดสารพัดที่จะเป็นอาหาร  จนมาบวชอายุ 18 ย่าง 19 หากเอามารวมกองกันไว้สัตว์ทั้งหลายสูงท่วมกุฏิที่เรานั่งอยู่  จิตก็เลยท้อแท้อ่อนแอ เกิดสงสารตัวเอง  โห เราทำกรรมหนักถึงขนาดนี้เลยเหรอ ถ้าเราตายไป  เกิดว่าไปใช้ชีวิตสัตว์แต่ละตัวละตนแต่ละชีวิต ชีวิตละภพเป็นยังไง  เราจะใช้อยู่กี่แสนภพกี่แสนชาติ  พอนึกอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะไม่ยอมออกจากสมาธิข้าพเจ้าจะยอมตายเลยในคืนนี้ จะไม่กลับไปทำบาปอีก ที่เราทำบาปมามากๆ นี่เราก็เห็นชัดเจนแล้วในคืนนี้เรานั่งหลับตาลงไปตัวของเราแข็งทื่อมีแต่ เจ็บปวดดำสนิท
         
ตัวดำๆนี้คือตัวจิตที่มันเป็นบาป  มันเศร้าหมองเหมือนกับก้นหม้อนึ่ง ที่เรานึ่งข้าวเราค้างเตาไฟ ถ้าเป็นปีเป็นยังไง  ก้นหม้อมันหนาขึ้นมากมั้ย มันรมควันไฟอยู่นั้นเป็นปีสองปี ถ้าเทียบกับอายุของเรา  18-19 ปี  หนามากมั้ย ควันไฟที่ติดที่ก้นหม้อนึ่ง  นี่คือเราทำบาปเอาไว้เยอะถึงขนาดนี้เราจะมาขัดอยู่วันเดียว ก้นหม้อนึ่งจะไม่มีวันว่าขาวสะอาด  จะต้องใช้เวลาหลายวัน  เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะต้องยอมตายกับสมาธิในคืนนี้  ขอให้ตายไปเถอะ แล้วก็ขอมาเกิดใหม่ ภพชาตินี้ข้าพเจ้าพบพระพุทธศาสนาแล้วพบของจริงแล้วอย่างที่อาจารย์ได้แสดง ให้เราเห็น  พอนึกอย่างนั้น จิตใจมันก็สู้ พอจิตใจมันสู้ จิตมันน้อมเข้าไปสู่พุทโธ ดิ่งเข้าไป ดิ่งเข้าไป พอถึงเที่ยงคืน เราดูความทุกข์ของร่างกาย ที่มันเจ็บปวดอยู่อย่างนั้น ที่มันตัวแข็ง ที่มันดำอยู่อย่างนั้น กำหนดจิตพุทโธ พุทโธ ไม่ยอมหยุดไม่มีขาดระยะ ไม่มีเผลอตัว สติเพียบพร้อมหมด  พอไปถึงเที่ยงคืนปุ๊บ ได้จุดเด่นขึ้นมาจากปลายจมูก โยงไปถึงหน้าอก เป็นสีขาวเหมือนกับด้ายเส้นเดียว นี่คืออะไรเส้นด้าย เส้นด้ายมันเป็นสีขาว ถ้าเส้นด้ายขาวๆนี้ขาดคือชีวิตของเรานี่ขาดแล้วก็ตาย เรายิ่งเร่งแหละยิ่งกำหนดดู
         
พอเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นมาก็ดูแต่สีขาวๆสีด้ายเส้นเดียวนั้นนะ  ส่วนพุทโธมันไปไหนหมดแล้วไม่รู้  มาอยู่ที่จุดนี้เลยอยู่ที่เส้นด้ายขาวๆนี่  พอมองดูเส้นด้าย ขาวๆ เพ่งอยู่  เกือบจะตีหนึ่งเกิดเสียงดังเหมือนกับเราจุดเปิดที่เตาแก๊ส  พอจุดแก๊สมีเสียงฟู่ที่ตรงหน้าเรามีแสงสว่างออกที่ตรงหน้าเรา ห่างจากหน้าเราประมาณซักแขนหนึ่ง  ประมาณ 2 ศอก แล้วก็เป็นลูกกลมเหมือนดวงพระจันทร์สีสว่างนวลเหมือนอย่างพระจันทร์  จิตของเราก็ตาม พอตามดูแสงสว่างเท่านั้นแหละซักพักหนึ่งเหมือนกับตัวของเราอยู่กลางดงพระ จันทร์  พอไปอยู่กลางดงพระจันทร์ มันไม่มีข้างหน้าข้างหลัง พอไม่มีข้างหน้าข้างหลังนี่มันไม่มีอะไรขวางกั้นความรู้ของเราได้เลย อยู่ในกุฏิสามารถที่จะมองเห็นลานวัดทั้งหมด  เห็นกุฏินั้นกุฏินี้ เห็นศาลา เห็นผู้คนเดินไปมา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: