Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
15 พฤศจิกายน, 2561, 16:14:46

   

ผู้เขียน หัวข้อ: นิยามและความหมายของพระพุทธศาสนามหายานนิกายเซ็น  (อ่าน 310 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 21 ธันวาคม, 2558, 08:36:11 »

นิยามและความหมายของพระพุทธศาสนามหายานนิกายเซ็น

ที่มา https://www.facebook.com/notes/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2-%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%87%E0%B8%99-zen/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%87%E0%B8%99/408306545923532
 
คำว่า เซ็น (Zen) นี้มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสฤตว่า ธยานะ (dhyana) และภาษาบาลีว่า ฌาณ (jhana) ที่แปลว่า สมาธิ เมื่อพุทธศาสนาเผยแพร่สู่ดินแดนจีน ชาวจีนออกเสียงคำนี้ว่า ฉาน (Ch’an) ต่อมาจึงพัฒนาเป็นพุทธศาสนานิกายฉาน และดินแดนญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลของแนวคิดนิกายฉานนี้เข้ามา แต่ที่เรียกเป็นพุทธศาสนานิกายเซ็นก็เพราะชาวญี่ปุ่นออกเสียงคำว่า “ฉาน” เป็น “เซ็น” ต่อมาพุทธศาสนานิกายนี้ได้พัฒนาออกไปเป็นหลายสำนัก แต่มีแนวคิดหลักร่วมกัน คือเป็นพุทธศาสนาที่เน้นการปฏิบัติสมาธิ

กำเนิดนิกายเซ็น
 
นิกายเซ็นถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลขณะที่พระพุทธเจ้ายังดำรงพระชนชีพอยู่ ซึ่งครั้นหนึ่งขณะที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ที่ภูเขาคิชกูฎ พระตถาคตได้ทรงแสดงธรรมโดยการชูดอกไม้ขึ้นมา ณ ท่ามกลางสันนิบาต และก็มิได้ตรัสอะไร ซึ่งก็ไม่มีใครเข้าใจการกระทำนั้นเลย มีเพียงแต่พระมหากัสสปะที่ยิ้มน้อยๆอยู่ เมื่อเห็นดังนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ตถาคตมีธรรมจักษุอันถูกตรงพระนิพพานและจิตที่เยี่ยม ภาวะที่แท้จริงย่อมไม่มีลักษณะ มอบให้แก่มหากัสสปะแล้ว” (ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์, 2530:9-10) แล้วพระพุทธเจ้าก็ได้มอบบาตรจีวรกับสังฆาฏิของพระองค์ให้แก่พระมหากัสสปะเพื่อแสดงความเป็นเลิศทางปัญญาของท่าน แล้วต่อมาได้มีการสืบทอดบาตรจีวิรสังฆาฏิของพระพุทธองค์เป็นธรรมเนียมการสืบทอดตำแหน่งพระสังฆปรินายกของเซ็นมาตั้งแต่พระมหากัสสปะ ไล่ลงมาถึงพระสังฆปรินายกองค์ที่28

ตามรายพระนามดังต่อไปนี้คือ

    พระมหากัสสปะ
    พระอานนท์
    พระโสณวัส
    พระอุปคุปต์
    พระธฤตก
    พระมิชฌก
    พระวสุมิต


จนถึงยุคท่านโพธิธรรม (Bodhidharmma) หรือที่ชาวจีนเรียกว่าท่านปรามจารย์ตั๊กม้หลักธรรมของนิกายเซน

นิกายเซ็นถือได้ว่าเป็นเสมือนแก่นแท้ในพระพุทธศาสนาเลยก็ว่าได้ เซ็นไม่เน้นพิธีกรรมอันเป็นเปลือกนอก แต่ชี้ตรงไปที่แก่นแท้ของธรรมะ นั่นคือจิตใจของทุกชีวิตนั่นเอง  ท่านม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้กล่าวถึงหลักธรรมของเซ็นไว้ในหนังสือ “นิกายเซ็น” ไว้ว่าดังนี้

“เซน ไม่ประสงค์ให้มีสิ่งใดมากีดขวางระหว่างความจริงกับบุคคลไม่สนใจว่าอะไรเป็นโลกียะอะไรเป็นโลกุตตระ ไม่สนใจแม้แต่ว่าอะไรเป็นกายอะไรเป็นใจ หรืออะไรเป็นรูปอะไรเป็นนาม ถือว่าทุกอย่างเป็นไม้ท่อนเดียวกันทั้งสิ้น

เซนสอนให้ปล่อยให้กายกับใจไหลไปตามเรื่องของมันเหมือนกับสายธาร ถ้าต้องการจะมองดูก็ดูได้ แต่อย่าไปทำให้มันหยุดไหลหรือไหลผิดทาง เพราะถ้าทำอย่างนั้นแล้วก็จะไม่ได้เห็นสารธารแห่งชีวิตตามความเป็นจริง

คนที่จะมองดูหน้าตัวเองในน้ำก็ต้องมองดูเฉยๆ ขืนเอามือจุ่มลงไป น้ำก็จะกระเทือนและไม่เห็นหน้าตนเองหรือเห็นในลักษณะบูดเบี้ยวไม่ตรงต่อความเป็นจริง การรู้จักตนเองตามความเป็นจริงคือ พุทธภูมิหรือปัญญาตรัสรู้

หลักเกณฑ์ของเซนนั้นได้วางไว้แต่โบราณเป็นสี่ข้อ ดังต่อไปนี้

    เรียนรู้นอกพระปริยัติ
    ไม่อาศัยอรรถและพยัญชนะ
    ชี้ตรงไปที่บุคคล
    เห็นธรรมของตนและตรัสรู้อริยสัจ


การสั่งสอนทั้งปวงตลอดจนการประพฤติปฏิบัติของเซนก็อยู่ในหลักเกณฑ์สี่ข้อนี้

หัวใจของเซนนั้นก็เหมือนกับศาสนาพุทธนิกายอื่นหรือลัทธิอื่นได้แก่ การตรัสรู้ โดยการตรัสรู้ของเซนนั้น หมายถึงการได้ทรรศนะใหม่เกี่ยวกับชีวิตและสิ่งทั้งปวง

ทรรศนะใหม่ของเซนนั้นก็ได้แก่สัทธรรมแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งทุกลัทธินิกายในพระพุทธศาสนาต่างก็สอนด้วยกันทั้งสิ้น แตกต่างกันด้วยวิธีการและเหตุผล แต่ก็มีที่หมายปลายทางอันเดียวกันคือ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

ญาณนั้นภาษาจีนเรียกว่า วู และญี่ปุ่นเรียกว่า ซาโตริ ณานนั้นเป็นเครื่องทำให้ถึงซาโตริแต่อย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีเซนก็ไม่มีซาโตริ และถ้าปราศจากซาโตริเสียแล้ว เซนก็ตั้งอยู่ไม่ได้

ซาโตริคือ การรู้จักชีวิตและสรรพสิ่งทั้งปวงด้วยญาณทรรศนะอันแตกต่างจากความรู้ที่เกิดขึ้นจากการศึกษา การวิเคราะห์ หรือด้วยอรรถคือเหตุผลและการอนุมาร

ด้วยซาโตริเราอาจเห็นสิ่งแวดล้อมทั้งปวงในอีกทรรศนะหนึ่ง ซึ่งเราไม่เคยนึกถึงและนึกไปไม่ถึง เพราะใจเราผูกมัดอยู่ด้วยดีและชั่ว คุณและโทษ ผิดและถูก ตลอดจนใหญ่ เล็ก สูง ต่ำ ฯลฯ ซึ่งฝรั่งเรียกว่า dualism  และผมเรียกว่า ทวิทรรศนะ

นิกายเซ็นมองว่าสรรพสิ่งคือความว่าง เซ็นมองว่ามนุษย์มิใช่ศูนย์กลางแห่งจักรวาล สรรพสิ่งล้วนต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน และเชื่อว่าสรรพสัตว์มีพุทธภาวะอยู่ในตัวอยู่แล้ว การบรรลุซาโตริก็คือการเห็นตามความเป็นจริงของโลกและชีวิตโดยที่โลกและชีวิตนั้น คือ ความว่าง ในเมื่อว่างจากตัวตนแล้ว ก็จะว่างจากการยึดติด เมื่อว่างจากการยึดติดก็จะประจักษ์ถึงศูนยตาธรรมในที่สุด

จะเห็นได้ว่าสภาวะของซาโตริดังที่กล่าวมานั้นเป็นสภาวะที่ยากแก่การเข้าใจด้วยเหตุผลธรรมดาทั่วไป ทั้งนี้เพราะซาโตริไม่อาจแสดงออกมาในรูปของตรรกะหรือภาษาใดๆ หากไม่มีประสบการณ์ตรง ถึงแม้เมื่อมีประสบการณ์ตรงก็ยังเป็นเรื่องยากในการสื่อสาร เพราะซาโตริเป็นสภาวะแห่งการรู้แจ้งอย่างฉับพลันที่ก้าวพ้นสามัญสำนึกแห่งทวินิยม เช่น การแยกแยะเชิงมโนทัศน์ กายกับจิต ดีกับชั่ว ผู้รับรู้กับสิ่งที่ถูกรับรู้ โลกภายนอกกับโลกภายใน เป็นต้น

สำหรับผู้ที่บรรลุซาโตริแล้ว จะไม่ยึดติดกับสมมติบัญญัติต่างๆ เพราะสมมติบัญญัติเหล่านี้มีลักษณะสัมพัทธ์ กล่าวคือ ในบริบทหนึ่ง สมมติบัญญัติชุดหนึ่งอาจเข้ากับบริบทหนึ่งนั้นได้ เมื่อบริบทเปลี่ยน ชุดของสมมติบัญญัติที่เคยใช้อาจต้องเปลี่ยนตามไปด้วย แต่ผู้ปฏิบัติเซ็นจะดำรงชีวิตตามความเป็นจริง คือ มองโลกตามที่เป็นและไม่ไปยึดมั่นกับโลก กล่าวคือ บุคคลสามารถมองตนเองว่าเป็นตนเองอยู่ได้ แต่ทั้งนี้จะอยู่ภายใต้กรอบความจริงที่ว่าความเป็นตนเองไม่มี มีแต่ความว่างอันเป็นหนึ่งเดียว

แนวคิดและหลักปฏิบัติของเซ็นวางอยู่บนหลักแห่งความว่างอันเป็นหนึ่งเดียวแห่งสรรพสิ่ง ซึ่งท้าทายความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไปที่คุ้นเคยกับกรอบแห่งความยึดมั่นถือมั่น กรอบแห่งความยึดมั่นสำหรับเซ็นล้วนแต่เป็นเรื่องที่มนุษย์สมมติขึ้น อันเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรม คือ การเห็นตามความเป็นจริงของโลกและชีวิตที่ว่างจากกรอบมโนทัศน์ใด ๆ เราอาจทำความเข้าใจประเด็นนี้มากขึ้นจากการพิจารณาปริศนาธรรมดังต่อไปนี้

“ก่อนฝึกเซ็น แม่น้ำก็เป็นแม่น้ำ ขุนเขาก็เป็นขุนเขา [การรับรู้ตามปกติของคนทั่วไป] แต่เมื่อปฏิบัติเซ็นแล้ว ฉันเห็นว่าแม่น้ำก็ไม่ใช่แม่น้ำ ขุนเขาก็มิใช่ขุนเขาอีกต่อไป [การรับรู้ของผู้บรรลุธรรม] มาบัดนี้ ฉันกลับเห็นแม่น้ำก็ยังคงเป็นแม่น้ำและขุนเขาก็ยังเป็นขุนเขาอยู่ดังเดิม [การรับรู้ของผู้บรรลุธรรมแล้วแต่ก็ยังสามารถสื่อสารกับคนปกติได้]” (ติช นัท ฮันท์, 2532: 74, ข้อความในวงเล็บเป็นของผู้วิจัย)

จะเห็นได้ว่าในการรับรู้ตามปกติของคนทั่วไปจะมีลักษณะที่ยึดถือตามความหมายที่กำหนดไว้ จึงทำให้มองว่า แม่น้ำก็คือแม่น้ำ ขุนเขาก็คือขุนเขา ตามความหมายและความเข้าใจในระดับปกติ แต่เมื่อเกิดการรู้แจ้งแล้วการยึดมั่นถือมั่นต่าง ๆ ก็ได้ถูกทำลายสิ้น ภาพการมองภูเขาและแม่น้ำจะเปลี่ยนไป แม่น้ำจึงไม่ใช่แม่น้ำและขุนเขาจึงไม่ใช่ขุนเขาอีกต่อไป หลังจากที่รู้แจ้งแล้วก็กลับมามีสภาวะปกติดังเดิม แม่น้ำจึงเป็นแม่น้ำ ภูเขาก็คือภูเขา แต่ภาพของภูเขาและแม่น้ำสำหรับผู้บรรลุธรรมแล้วจะเป็นคนละอย่างกับผู้ยังไม่บรรลุธรรม คือไม่ยึดติดกับความหมายเดิมของคนทั่วไป ผู้บรรลุธรรมยังดำรงอยู่ในโลกตามความเป็นจริง กล่าวคือผู้ที่บรรลุซาโตริจะสามารถมีชีวิตอยู่อย่างธรรมดาโดยไม่ถูกสิ่งอื่นครอบงำ อยู่กับปัจจุบันขณะ คือ ไม่ไปหวนรำลึกถึงอดีต และไม่วิตกกังวลกับอนาคต แต่จะมองทุกอย่างตามที่เป็นในปัจจุบันขณะ

แม้การบรรลุธรรมจะทำให้เห็นแจ้งตามความเป็นจริงอันเป็นหนึ่งเดียวกันของสรรพสิ่งที่ปราศจากความคิดแบ่งแยก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่บรรลุซาโตริแล้วจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่กับคนทั่วไปในชีวิตประจำวัน ผู้ที่บรรลุซาโตริจะเข้าใจและรู้เท่าทันกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้าของเขาในขณะที่คนทั่วไปอาจไม่รู้ ในทางตรงข้าม จิตของมนุษย์มักถูกครอบงำด้วยกิเลสต่าง ๆ ทำให้เห็นภาพบิดเบือนไปจากความเป็นจริงแล้วไปยึดติดกับภาพสมมติที่มนุษย์บัญญัติขึ้น ทำให้ไม่เข้าใจการกระทำหรือการพูดของอาจารย์เซ็นซึ่งพ้นไปจากสมมติบัญญัติ

เช่น กรณีพระเซ็นอุ้มผู้หญิงข้ามแม่น้ำ เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งอาจารย์ตันซานกับอาจารย์เอโดกิเดินทางไปตามถนนเฉอะแฉะเพราะฝนกำลังตกหนัก และได้พบหญิงสาวสวยกำลังรีรอจะข้ามแม่น้ำ อาจารย์ตันซานจึงเข้าไปอุ้มเธอข้ามฝั่ง อาจารย์เอโดกิตกใจมาก แต่ไม่กล้าปริปากพูด จนกระทั่งตอนกลางคืน อาจารย์เอโดกิจึงถามอาจารย์ตันซานว่า “พระเราแตะต้องผู้หญิงไม่ได้ โดยเฉพาะสาวสวยเช่นนั้นยิ่งอันตราย ทำไมท่านกล้าทำถึงขนาดนั้น” อาจารย์ตันซานตอบว่า “ผมวางเธอไว้ที่นั่นตั้งนานแล้ว คุณยังอุ้มเธออยู่หรือนี่” (เสฐียรพงษ์  วรรณปก, 2540: 28) เรื่องพระอุ้มผู้หญิงข้ามแม่น้ำนี้แสดงให้เห็นว่า วิธีคิดของอาจารย์ตันซานได้ก้าวข้ามพ้นจากการแยกแยะของสมมติบัญญัติ ซึ่งในที่นี้คือพระวินัยไปสู่แก่นแท้ของหลักธรรมคือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ในขณะที่อาจารย์เอโดกิยังคงยึดติดกับสมมติบัญญัติอยู่ หรือกล่าวได้ว่าอาจารย์ตันซานได้ปลดปล่อยตัวเองจากบัญญัติทางโลกในขณะที่อาจารย์เอโดกินั้นยังติดอยู่ในบัญญัติ

โดยสรุปว่า นิกายเซ็นสอนว่าคนเราจะบรรลุธรรมได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้ธรรมะมากแค่ไหน แต่เราสามารถบรรลุธรรมได้เพียงแค่เราเข้าใจความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง ก้าวข้ามสมมุติบัญญัติ แล้วไม่หลงผิดอีกต่อไป โดยฝึกฝนจากข้างในจิตของตนเองไม่ได้ฝึกจากนอกใจเราเลย โดยการต่อสู้กับกิเลสภายในตนเองเพื่อเข้าใจสภาวะของจิตตามความเป็นจริง จนสามารถตรัสรู้อริยสัจ หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ หรือเรียกว่า นิพพาน หรือที่ภาษาเซ็นเรียกว่า ซาโตริ นั่นเอง

อ้างอิง

มัสยา นิรัติศยภูติ. (2554).พุทธศาสนานิกายเซ็น. 16 เมษายน 2554 , จาก  http://www.philospedia.net/zen%20buddhism.html. (ออนไลน์).

มัสยา นิรัติศยภูติ. (2554).พุทธศาสนานิกายเซ็น. 16 เมษายน 2554 , จาก  http://www.philospedia.net/zen%20buddhism.html. (ออนไลน์).

พระสังฆปรินายกในนิกายเซน. สืบค้นเมิ่อ 1 ตุลาคม 2555, จาก  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%99. (ออนไลน์)

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช. นิกายเซน. หน้า 31-32.

มัสยา นิรัติศยภูติ. (2554).พุทธศาสนานิกายเซ็น. 16 เมษายน 2554 , จาก  http://www.philospedia.net/zen%20buddhism.html. (ออนไลน์).

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช. นิกายเซน. หน้า 13-15.

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช. นิกายเซน. หน้า 55-56.

มัสยา นิรัติศยภูติ. (2554).พุทธศาสนานิกายเซ็น. 16 เมษายน 2554 , จาก  http://www.philospedia.net/zen%20buddhism.html. (ออนไลน์).
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: