Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 กันยายน, 2560, 21:39:36

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชไพศาลมุนี (ปราโมทย์ สิริจันโท)  (อ่าน 206 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 19 ธันวาคม, 2558, 10:34:01 »

พระราชไพศาลมุนี (ปราโมทย์ สิริจันโท) สิริอายุ 74 ปี พรรษา 51 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี (ธ) และเจ้าอาวาสวัดโมกขธรรมาราม

มีนามเดิมว่า ปราโมทย์ พริกบุญจันทร์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 24 ต.ค.2484 ที่ ต.ท่าซอม อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช

บิดา-มารดา ชื่อ นายชิน และ นางปุ้ย พริกบุญจันทร์ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา

ในช่วงวัยเด็ก เข้าศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนวัดท่าเสริม เมื่อจบชั้นประถม 4 เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนมัธยมวัดท่าเสริม สอบได้มัธยมปีที่ 4 และย้ายไปเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 5 และ 6 ที่โรงเรียนปากพนังวิทยา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จึงได้หยุดเรียน ไปทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ที่แขวงการทางสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา เป็นเวลา 1 ปี

กระทั่งอายุ 23 ปี เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2507 ที่พัทธสีมาวัดท่าเสริม ต.ท่าซอม อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช มีพระครูศีลาจารโกวิท วัดสระเกต อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นพระอุปัชฌาย์, พระมงคลพุทธิญาณ เจ้าอาวาสวัดรามประดิษฐ์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระมหาน่วม วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ด้วยความรู้พื้นฐานทางโลก เมื่อเข้าสู่ทางธรรมทำให้การศึกษาทางธรรมคล่องแคล่วและเข้าถึงมากยิ่งขึ้น

พ.ศ.2508 ท่านย้ายจากวัดท่าเสริม อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ไปอยู่จำพรรษาที่วัดธรรมบูชา อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกนักธรรมและแผนกบาลี

พ.ศ.2512 สามารถสอบนักธรรมชั้น ตรี-โท-เอก ตามลำดับ และสอบได้บาลี ประโยค 1-2

ในปี พ.ศ.2512 ย้ายจากวัดธรรมบูชา อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ไปอยู่จำพรรษาที่วัดโมกขธรรมาราม โดยบัญชาของหลวงพ่อพระสุธรรมาธิบดี เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี และพระเทพวราจารย์ เจ้าคณะอำเภอในจณะนั้น

ในยุคสมัยนั้น เป็นยุคแห่งการต่อสู้ทางความคิดของคนไทย ที่ขัดแย้งกันถึงขั้นต่อสู้กันอย่างรุนแรง

การเข้าถึง คือ ทางแก้ปัญหา ท่านออกบิณฑบาตทุกเช้าโดยไม่เกรงกลัวภัยอันตราย การออกบิณฑบาต ทำให้ท่านได้รู้ถึงความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เป็นการแจ้งให้ชาวบ้านได้รู้ว่ายังมีที่พึ่งทางจิตใจ คือ วัด

ทำให้ชาวบ้านหันมาเข้าวัดมากขึ้นและมีโอกาสซึมซับในหลักธรรม ผลจากการใส่ใจในทุกข์สุขให้ธรรมะในการแก้ปัญหาให้ปัญญาแก่ชาวบ้านทำให้ความเสื่อมใสศรัทธาเกิดขึ้น จนกลับมาเป็นเกราะคุ้มกันให้วัด ส่งเสริมพัฒนาจนมีความก้าวหน้ามาจวบจนทุกวันนี้

ปัจจุบัน วัดโมกขธรรมารามจึงกลายเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่สงบเงียบ ในเนื้อที่ 52 ไร่ มีนักเรียนนักศึกษาชาวบ้านและพระสงฆ์ เดินทางเข้ามาปฎิบัติธรรมเป็นระยะ

ท่านยังได้สร้างอุโบสถชั้นเดียวขนาดกว้าง 20 เมตรยาว 44 เมตร จำลองแบบมาจากเมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย และสร้างสถานที่นั่งวิปัสสนากัมมัฏฐานอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อรองรับการเปิดสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและธรรมศึกษาทุกปี

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2521 เป็นเจ้าอาวาสวัดโมกขธรรมาราม พ.ศ.2533 เป็นเจ้าคณะตำบลขุนทะเล พ.ศ.2538 เป็นเจ้าคณะอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี พ.ศ.2542 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2543 เป็นเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี (ธ)

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2512 ดำรงตำแหน่งพระครูสมุห์ ฐานานุกรมใน พระราชธรรมมุนี พ.ศ.2521 พระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสิริ วุฒิชัย

พ.ศ.2544 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสุทธิสารสุธี

พ.ศ.2549 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชไพศาลมุนี

ตลอดระยะเวลาแห่งสมณเพศยึดถือหลักธรรม ว่า "ทำแล้ว ไม่พูด ดีกว่าพูดแล้วไม่ทำ"

สำหรับงานด้านการปกครอง จะยึดถือในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ไม่ยึดถือในสิ่งที่ถูกใจ

ส่วนงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านจะมุ่งเน้นควบคู่กันไปกับงานการศึกษาด้วย เป็นพระแท้ ผู้มีจิตยึดมั่นในคำสอนแห่งองค์พระศาสดา เอาใจใส่หน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ด้วยดี

นำมาซึ่งความสงบร่มเย็นแก่หมู่คณะสงฆ์ ตลอดถึงพุทธศาสนิกชนถ้วนหน้า
อ้างอิง  นสพ.ข่าวสดรายวัน วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 25 ฉบับที่ 8978
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: