Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 มกราคม, 2561, 19:21:42

   

ผู้เขียน หัวข้อ: “ดาวเรือง” ไม้ดอกทำเงินดี พื้นที่ 4 งาน สร้างรายได้หลักหมื่น  (อ่าน 546 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 12 ธันวาคม, 2558, 21:08:11 »

“ดาวเรือง” ไม้ดอกทำเงินดี พื้นที่ 4 งาน สร้างรายได้หลักหมื่น

ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1449903791

ด้วยลักษณะของดอกที่มีสีเหลืองเรืองรองเป็นพุ่งสวยงามมีขนาดใหญ่ ทำให้ “ดาวเรือง” เป็นไม้ดอกไม้ประดับที่ตลาดมีความต้องการมากที่สุดอีกชนิดหนึ่ง นิยมนำร้อยเป็นพวงมาลัยสำหรับบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรือนำมาประดับตกแต่ง เสียบแจกันหรือจัดเป็นพานพุ่ม ตลอดจนปลูกไว้ในกระถางเพื่อจัดวางสร้างสีสันให้พื้นที่ที่ต้องการ ส่งผลให้ตลาดของดาวเรืองค่อนข้างคล่องตัว ไม่ว่าปลูกอยู่ที่ไหนก็สามารถจำหน่ายได้ราคาที่ดีตลอดทั้งปี

ด้วยเหตุนี้ทำให้ คุณวนิดา ชวนชัย หรือ คุณบุ่ง บ้านเลขที่ 138 บ้านศรีงาม หมู่ 5 ตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ (โทร. 08-2392-0159) อดีตสาวโรงงงานที่หันมาเอาดีกับอาชีพเกษตร จึงเลือกปลูกดาวเรืองบนพื้นที่ 2 งานที่มีอยู่

โดยช่วงแรกทำควบคู่กับงานประจำเพราะตั้งใจแค่ทำเสริมรายได้เท่านั้น แต่ทว่าด้วยราคาและผลผลิตของดาวเรืองค่อนข้างดี ทำให้มีรายได้ค่อนข้างสูงและต่อเนื่อง จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำสวนดาวเรืองอย่างเต็มตัว

“เห็นว่าดอกดาวเรืองตลาดมีความต้องการค่อนข้างสูงโดยเฉพาะที่นำไปทำเป็นพวงมาลัย ซึ่งมีเท่าไรพ่อค้าก็รับหมด จึงตัดสินใจลงทุนซื้อต้นกล้าดาวเรืองมาจำนวน 2,000 ต้น ด้วยราคา 3,500 บาท มาลงปลูกในพื้นที่ 2 งาน ปรากฏว่าดาวเรืองให้ผลผลิตดี และผลผลิตที่ออกมาก็เป็นที่ต้องการของตลาดและได้ราคาดี เนื่องจากเป็นดอกดาวเรืองที่มีคุณภาพ มีสีสันสวยงาม ไม่มีร่องรอยตำหนิจากโรคและแมลงทำลาย ทำให้มั่นใจปลูกมาอย่างต่อเนื่องพร้อมกับยึดเป็นอาชีพหลัก และขยายพื้นที่ปลูกเป็น 4 งาน เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนเก็บผลผลิตมาถึงในปัจจุบัน”

คุณวนิดา บอกว่าการปลูกดาวเรืองไม่ยาก เพราะไม่จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยในการจัดการดูแลเหมือนพืชผักหรือไม้ผลชนิดอื่น ไม่ต้องรดน้ำหรือคอยมาดูทุกวัน และที่สำคัญต้นทุนการปลูกครั้งแรกต่ำมาก ขณะที่ผลผลิตได้ค่อนข้างสูง ทำให้สามารถคืนทุนได้เร็ว ซึ่งตนเองได้กำไรจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่ครั้งแรกที่ปลูกเลยด้วยซ้ำ เพราะดาวเรืองต้นหนึ่งให้ผลผลิตถึง 10-12 ดอก/รอบการเก็บ และสามารถเก็บผลผลิตได้ถึง 5-7 ครั้ง/การปลูกดาวเรือง 1 รุ่น ซึ่งพื้นที่ปลูกดาวเรืองเพียง 2 งาน สามารถสร้างรายได้มากถึง 45,000-50,000 บาท/รอบการเก็บเกี่ยว เลยทีเดียว

อีกทั้งการปลูกยังวางแผนให้มีการเก็บเกี่ยวได้ตลอดคือ การสลับพื้นที่ปลูก พื้นที่ละ 2 งาน และจะมีการพักดิน เพื่อให้ดินมีคุณภาพในการปลูกพืชได้สูงสุด ซึ่งในช่วงที่พักดินนั้นก็จะเปลี่ยนไปปลูกดาวเรืองอีกแปลง ดังนั้น การเก็บผลผลิตดอกจึงเก็บได้ตลอดปี

“ความน่าสนใจของดาวเรืองนอกจากเรื่องของตลาดก็คือ การปลูกครั้งหนึ่ง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลายรอบ อีกทั้งยังปลูกหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี ทำให้มีผลผลิตป้อนให้ตลาดได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน ซึ่งนั่นก็หมายถึงรายได้ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดตอนเช่นกัน”

ทั้งนี้ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีด้วย ถึงทำให้ได้ผลผลิตดาวเรืองคุณภาพป้อนตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่สวนแบ่งพื้นที่ปลูกออกเป็น 2 แปลง แปลงละ 2 งาน แต่ละแปลงปลูกดาวเรือง 2,000 ต้น สลับกันแปลงหนึ่งเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จก็สามารถเก็บอีกแปลงหนึ่งได้ทันที ซึ่งก็โละแปลงเก่าเตรียมปลูกใหม่ได้ และเมื่ออีกแปลงหนึ่งเก็บเสร็จก็สามารถเก็บอีกแปลงที่ปลูกใหม่ได้ สลับกันเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ

คุณวนิดา บอกว่าอันที่จริงแล้ว ดาวเรืองสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ส่วนตัวมองว่าหากทำเช่นนั้นทำให้สภาพดินเสื่อมโทรม ได้ผลผลิตไม่แน่นอน รวมทั้งยังเอื้อต่อการเกิดโรคระบาดและแมลงรบกวนได้ง่าย ที่สวนจึงเลือกพักดินและแบ่งพื้นที่ปลูกเป็น 2 แปลง แปลงละ 2 งาน จะมีการเริ่มปลูกดาวเรืองอีกแปลงหนึ่งในช่วงที่ดาวเรืองอีกแปลงเริ่มเก็บผลผลิต และหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตชุดสุดท้ายเป็นเวลา 2 เดือนแล้ว จะมีการพักดินพร้อมกับปลูกข้าวโพด เป็นพืชหมุนเวียน ซึ่งใช้เวลาปลูกอีกประมาณ 3 เดือน พร้อมมีการไถกลบต้นข้าวโพดให้เป็นปุ๋ยพืชสดและเพิ่มอินทรียวัตถุให้ดิน ถึงจะกลับมาปลูกดาวเรืองใหม่อีกครั้ง ซึ่งทำให้ได้ผลผลิตที่ดีและมีความยั่งยืน

“ดาวเรือง” ปลูกง่าย สร้างรายได้ดี

สำหรับวิธีการปลูกของที่สวน เริ่มจากการไถเตรียมดิน พร้อมกับยกร่องปลูก ซึ่งลักษณะคล้ายกับการปลูกพืชทั่ว ๆ ไป จากนั้นขุดหลุมปลูก กว้าง 15 เซนติเมตร เว้นระยะห่างกับประมาณ 15 เซนติเมตร โดยพื้นที่ 1 งาน ปลูกได้ประมาณ 2,000 ต้น นำปูนขาวมาคลุกเคล้ากับดินที่ใช้ปลูกเพื่อปรับสภาพให้ดินมีความเป็นสภาพกรด-ด่าง(pH)เป็นกลาง ซึ่งเหมาะสมกับการปลูกดาวเรือง แต่บางพื้นที่ที่ดินมีสภาพเป็นกรดหรือด่างเล็กน้อย และมีความสมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ปูนขาวก็ได้

“หลังจากเตรียมพื้นที่และหลุมปลูกแล้ว นำต้นกล้าดาวเรืองซึ่งเป็นต้นกล้าที่เพาะไว้สำหรับพร้อมที่จะนำมาปลูก เพราะมีความสะดวกกว่าการเพาะเอง และได้ต้นกล้าที่ดี มีราคาที่ไม่สูงมาก ซึ่งอายุประมาณ 10 วัน เมื่อนำมาปลูกจึงได้ต้นดาวเรืองที่มีความแข็งแรง มีดอกสมบูรณ์ ทั้งยังเก็บดอกในเวลาที่ใกล้เคียงกันได้ และเมื่อได้ต้นกล้ามาแล้วก็นำมาลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ กลบดินให้เรียบร้อยพร้อมกับรดน้ำในดินให้ชุ่มชื่น ซึ่งดาวเรืองที่นำมาปลูกนั้นเป็นสายพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงมาเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี ดอกมีลักษณะตรงตามความต้องการของตลาด ให้ผลผลิตที่แน่นอน ที่สำคัญทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี จึงไม่ต้องมีวิธีการจัดการที่ยุ่งยากนัก”

คุณวนิดา บอกว่าหลังจากปลูก รดน้ำทุก ๆ 3-5 วัน ซึ่งที่สวนมีการให้น้ำแบบระบบสปริงเกอร์ แม้ดาวเรืองไม่ต้องการน้ำมากนัก แต่ต้องค่อยระมัดระวังอย่าให้ขาดน้ำ เพราะมีผลต่อลักษณะและคุณภาพของผลผลิตโดยตรง ซึ่งทำให้จำหน่ายไม่ได้ราคา หากปลูกในช่วงฤดูฝน ไม่จำเป็นต้องรดน้ำเลย เพราะปริมาณน้ำฝนเพียงพอกับความต้องการในการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของดาวเรืองได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

ปลูกได้ประมาณ 7 วัน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ผสมกับปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ(15- 15-15) หว่านลงในแปลง 10 กิโลกรัม/พื้นที่ปลูกทั้งหมด 2 งาน และเมื่อปลูกได้ 12-13 วัน ลำต้นมีใบจริงขนาดใหญ่ 4 คู่ และจะเห็นยอดมีใบอ่อน 2 คู่ ให้เด็ดใบที่ยอดอ่อนทิ้ง เพราะจะทำให้ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามากขึ้น พร้อมที่จะให้ผลผลิต ระยะนี้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ผสมปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ(15-15-15) อีกครั้ง ในปริมาณ 10 กิโลกรัม/พื้นที่ปลูกทั้งหมด 2 งาน และอาจมีการฉีดพ่นฮอร์โมนพืชในช่วงหลังเก็บเกี่ยว เพื่อกระตุ้นการติดดอกในต้นที่ยังไม่ออกดอก แต่ควรระวังไม่ให้ฉีดพ่นในปริมาณที่มากเกินไป เพราะทำให้ใบไหม้และอาจตายได้

นอกจากนี้ ต้องดูแลแปลงไม่ให้หญ้าขึ้นรกเพราะส่งผลกับการเติบโตของลำต้นโดยตรง ที่สวนใช้วิธีการถอนแทนการตัดหรือใช้สารเคมี เพราะนอกจากประหยัดต้นทุนแล้ว หญ้ายังทิ้งช่วงนานกว่าจะขึ้นใหม่ด้วย และเมื่อดาวเรืองเริ่มออกดอก หากมีโรคหรือมีแมลงรบกวนจำนวนมาก อาจต้องฉีดพ่นยาฆ่าแมลง แต่ทั้งนี้ตองปฏิบัติตามคำแนะนำของฉลากอย่างเข้มงวด เพื่อจะได้ไม่เป็นอันตรายทั้งกับผู้ใช้และลูกค้าที่ซื้อผลผลิตไป นับจากเริ่มปลูกประมาณ 60-65 วัน ก็เริ่มเก็บผลผลิตดอกดาวเรืองได้ และสามารถมาเก็บได้ทุกวันจนได้ดอกดาวเรืองประมาณ 5-7 รุ่น ก็เตรียมเลาะแปลงพักดิน เพื่อเตรียมปลูกพืชหมุนเวียนต่อไป

“หากดอกดาวเรืองมีขนาดเล็กเกินไป อาจกระตุ้นดอกโดยการฉีดพ่นฮอร์โมนทุก ๆ 10 วัน หลังจากเก็บดอกชุดเดิมเสร็จแล้ว ซึ่งทำให้ดอกที่เกิดขึ้นใหม่และดอกที่โตช้า มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งก็ทำให้ได้ราคาที่ดี ทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่าอีกด้วย”

ส่วนเรื่องของตลาด ดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้ที่ตลาดมีความต้องการสูงอยู่แล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดาวเรืองราคาดีเกือบตลอดทั้งปี อย่างเช่นหากเป็นดอกขนาดใหญ่มีจุดสีเขียวอยู่ตรงกลางที่เห็นขายเป็นพวงมาลัยทั่วไปสำหรับไหว้พระหรือการต้อนรับข้าราชการต่างๆ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ดอกละ 1.5 บาท

ส่วนดอกเล็กที่ยังโตไม่เต็มที่หรือสีไม่ค่อยสด ดอกเหล่านี้ถูกจำหน่ายเพื่อนำไปร้อยเป็นพวงมาลัย ซึ่งทางส่วนเองก็ได้นำดอกดาวเรื่องลักษณะนี้มาทำเป็นพวกมาลัยเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าด้วย เป็นที่ต้องการของตลาดจำนวนมาก ทำให้จำหน่ายได้ในราคาค่อนข้างสูง พวงหนึ่งที่ใช้ดาวเรืองประมาณ 20 ดอก เยอะน้อยตามขนาดดอก ตกพวงละ 10-15 บาท เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การปลูกดาวเรืองเพียง 4 งาน แต่สามารถสร้างรายได้ให้ถึงครึ่งแสนต่อรอบของการเก็บเกี่ยว

“การทิ้งจากงานประจำมาทำอาชีพเกษตรอย่างเต็มตัวหลายคนอาจมองว่าเสี่ยงจนเกินไป แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าทำอาชีพไหนต่างก็มีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่อาชีพด้านการเกษตรอาจเสี่ยงมากกว่าหน่อยตรงที่ต้องอาศัยปัจจัยทางธรรมชาติเข้ามาช่วย เรื่องของดินฟ้า อากาศ ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้

แต่ถ้าหากมีการบริหารจัดการให้ดี ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ทำให้ผลผลิตออกมาได้อย่างมีคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสม แต่ที่สำคัญที่ทำให้อาชีพด้านการเกษตรประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องให้ความสำคัญเรื่องของตลาดด้วย ไม่ว่าปลูกหรือผลิตอะไรก็ตาม ต้องศึกษาว่าแท้ที่จริงตลาดอยู่ที่ไหน ใครคือผู้ซื้อ ถ้าหาได้ก็ไม่มีปัญหาเรื่องของการจำหน่ายอย่างแน่นอน

สิ่งสำคัญที่ไม่น้อยไปกว่ากันคือ เมื่อมีตลาดแล้ว ต้องผลิตให้มีปริมาณที่เพียงพอและต่อเนื่องให้ได้ เพราะหากผลิตได้ไม่พอหรือไม่ทัน ลูกค้าก็จำเป็นต้องไปรับซื้อจากเกษตรกรรายอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้เราจำหน่ายไม่ได้หรือไม่ได้ราคาที่ดีเท่าที่ควร ตลอดจนต้องรู้จักแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิตของตนเองด้วย” คุณวนิดา กล่าวในที่สุด

ขอบคุณข้อมูล ; เกษตรกรก้าวหน้า : ไม้ดอกไม้ประดับ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: